ข่าวและกิจกรรม

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “จิตวิทยาและอาชญากรรม (Psychology and Crime)”

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “จิตวิทยาและอาชญากรรม (Psychology and Crime)”

 

 

การศึกษาพฤติกรรมอาชญากรได้รับความสนใจทั้งจากวงการวิชาการและสังคมทั่วไป ปัจจุบันการศึกษาพฤติกรรมอาชญากรก้าวหน้าไปมากทั้งในเรื่ององค์ความรู้ ทฤษฏี งานวิจัย อุปกรณ์/เครื่องมือทดสอบ และเทคนิควิธีการวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้นแนวคิดเรื่องจิตวิทยาและอาชญากรรมจึงมีความแตกต่างจากอดีต โดยมองผู้กระทำผิดหลากหลายมิติมากขึ้น เนื่องด้วยปัจจัยกระตุ้น สาเหตุ เงื่อนไขที่หลากหลายและต่างส่งผลต่อบุคคลที่แตกต่างกันไป การอบรมความรู้ทางจิตวิทยาในครั้งนี้ จึงมุ่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการกระทำผิด ครอบคลุมทั้งปัจจัยพันธุกรรม ชีววิทยา การทำงานของสมอง กลุ่มเพื่อน การผูกพันทางสังคม กฏหมาย และกระบวนการยุติธรรม การให้ภาพย่อยและภาพเชื่อมโยงของปัจจัยเหล่านี้

 

การอบรมความรู้ในครั้งนี้ วิทยากรมุ่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เข้าฟัง มีการนำเสนอเครื่องมือที่ทันสมัย กรณีศึกษา และอัพเดทความก้าวหน้าในองค์ความรู้และงานวิจัยทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมตลอดทุกช่วงวัย

 

 

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช

อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

การอบรมรูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น.

 

 

Outline:
  1. นวัตกรรมทางจิตวิทยาในการศึกษาพฤติกรรมอาชญากร (Cutting-edge innovation)
  2. สมองและพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับการกระทำผิด (Brain and epigenetics)
  3. เครื่องมือประเมินความเสี่ยงอาชญากรรุนแรง (Violent risk assessment)
  4. เครื่องมือประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนอาชญากรตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวก (Positive psychology)
  5. การอบรมเลี้ยงดูและโรงเรียนที่กระตุ้นพฤติกรรมอาชญากร (LIfe-course trajectory)

 

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

นิสิตนักศึกษา นักวิจัย คณาจารย์ ผู้สนใจทั่วไป และผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ท่านละ 1,000 บาท

 

* บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  5. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 

แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 68 ปี การจัดตั้งสมาคมสโมสรอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี ร่วมแสดงความยินดีและมอบของที่ระลึก เนื่องในโอกาสครบรอบ 68 ปี การจัดตั้งสมาคมสโมสรอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริธันว์ เจียมศิริเลิศ นายกสมาคมสโมสรอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องอาหารสมาคมสโมสรอาจารย์ฯ ชั้น M อาคารจุลจักรพงษ์

 

 

 

 

 

 

งาน Siam Square Walking Street For All: จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง ปีที่ 2

 

วันที่ 1 พ.ค. 2569 คณะจิตวิทยาร่วมออกบูธกิจกรรมในงาน Siam Square Walking Street For All: จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง ปีที่ 2
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้เข้าร่วมพิธีเปิดงาน ณ สยามสแควร์ เพื่อแสดงพลังความร่วมมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องแรงงานไทย เนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติ โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงร่วมกล่าวเปิดงาน ดังนี้

  • ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

 

การจัดงานในครั้งนี้ จุฬาฯ ได้เปิดพื้นที่สยามสแควร์ให้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และการแบ่งปัน โดยการรวมพลังบุคลากร นิสิต คณาจารย์ ทีมแพทย์ และพยาบาล จากกว่า 26 คณะ สถาบัน และหน่วยงาน เพื่อให้บริการแก่แรงงานไทย

 

คณะจิตวิทยา โดย ศูนย์สุขภาวะทางจิต (Center for Psychological Wellness) และ ศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร Psych-CEO ได้จัดแสดงบอร์ดประเมินความเครียดเบื้องต้น สาธิตการผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธี Progressive Muscle Relaxation และชวนทําถุงหอมเพื่อเพิ่ม Mindfulness ในตนเอง

 

ทั้งนี้ นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าเยี่ยมชมบูทของคณะจิตวิทยาด้วย

 

 

ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์จิตวิทยาตะวันออก–ตะวันตก จัดกิจกรรม Cultural Café

 

วันที่ 30 เมษายน 2569 ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์จิตวิทยาตะวันออก–ตะวันตก ได้จัดกิจกรรม Cultural Café ภายใต้ธีม “Food & Culture” โดยมีคณาจารย์ บุคลากร และนิสิตเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ผู้เข้าร่วมได้นำอาหารจากหลากหลายประเทศมาร่วมแบ่งปัน เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมของตนผ่านอาหาร ภายในงานมีการนำเสนออาหารจากหลายทวีป ตั้งแต่เอเชียไปจนถึงอเมริกา อาทิ แกงไตปลา Mapo Tofu ก๋วยเตี๋ยวพม่า Koshary พายพีแคน Poutine และเมนูอื่น ๆ อีกมากมาย

 

นอกเหนือจากรสชาติอันหลากหลายแล้ว สิ่งที่ทำให้งานนี้พิเศษคือเรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละจาน ผู้ร่วมงานได้แบ่งปันความทรงจำในวัยเด็กที่ผูกพันกับอาหาร วัฒนธรรมและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับอาหารนั้น ๆ งานนี้จึงกลายเป็นการเฉลิมฉลองวัฒนธรรม ความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรม และภาษาสากลของอาหาร ทำให้เห็นว่าอาหารเพียงมื้อเดียวไม่เพียงแค่เปิดการรับรู้ด้านรสชาติ แต่ยังขยายทัศนะของเราด้านวัฒนธรรมอีกด้วย

 

 

 

โครงการอบรมความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาพัฒนาการ ประจำปี 2569

 

โครงการอบรมความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาพัฒนาการ ประจำปี 2569

 

 

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วม โครงการอบรมความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาพัฒนาการ ประจำปี 2569 โดยอบรมผ่านโปรแกรม ZOOM ระหว่างวันที่ 15 – 23 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 – 21.00 น. และสอบวัดผล ในวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 – 21.00 น. รวมใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมและสอบวัดผลทั้งสิ้น 24 ชั่วโมง อบรมและบรรยายโดย คณาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

โครงการอบรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านจิตวิทยาพัฒนาการให้แก่ผู้สนใจทั่วไป และเป็นการปรับพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีและการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาพัฒนาการให้แก่ผู้ที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา แขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการต่อยอดองค์ความรู้ทางด้านจิตวิทยาพัฒนาการให้แก่ผู้สนใจทั่วไป

 

เนื้อหาการอบรมจะมุ่งเน้นไปที่ พื้นฐานความรู้ด้านจิตวิทยาพัฒนาการ และความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการด้านต่าง ๆ ในแต่ละช่วงวัย โดยคาดหวังว่าผู้ที่เข้ารับการอบรมจะมีความรู้ และความเข้าใจทฤษฎีทางจิตวิทยาพัฒนาการ รวมถึงเนื้อหาในด้านจิตวิทยาพัฒนาการเบื้องต้น เพื่อนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ต่อยอดในการทำความเข้าใจ และสร้างผลงานวิจัยทางด้านจิตวิทยาพัฒนาการในเชิงลึกต่อไปได้

 

 

ผู้เข้าอบรมจะได้รับ วุฒิบัตรเพื่อใช้ประกอบการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา แขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา ได้ผู้เข้าอบรมจะต้องผ่านเกณฑ์การวัดผลดังนี้

  • ต้องเข้ารับการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 6 ครั้ง (18 ชั่วโมง)
  • สอบวัดผลข้อเขียน โดยผ่านเกณฑ์การประเมิน 70% ขึ้นไป

 

 

หัวข้อการฝึกอบรม

 

 

 

หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมแต่ละครั้ง ทางผู้จัดโครงการจะอัพโหลดไฟล์วิดีโอการอบรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการ สามารถเข้ามาดูย้อนหลังได้จนถึงวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2569 (ลิงค์สำหรับดูย้อนหลังจะถูกจัดส่งทางอีเมล)

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

 

*บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว
มีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ*

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
    โครงการอบรมแบบออนไลน์ หากลิงค์รับสมัครยังคง activate ท่านสามารถดำเนินการสมัครและชำระค่าลงทะเบียนได้เลย
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วัน
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จะจัดส่งให้อีเมล กรุณาตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ชื่อ ที่อยู่ และอีเมล
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

โครงการอบรมความโครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “การบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) สำหรับงานวิจัยทางจิตวิทยา”

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “การบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) สำหรับงานวิจัยทางจิตวิทยา”

 

 

การศึกษาตัวแปรหรือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาในปัจจุบันต่างมุ่งทำความเข้าใจสิ่งเร้าหรือปัจจัยกระตุ้นที่ส่งผลต่อกระบวนการคิด และพฤติกรรมที่แสดงออกมา โดยหัวใจหลักคือการศึกษาอย่างบูรณาการ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และอย่างเป็นระบบมีหลักฐานรองรับ (Evidence-based) การศึกษาคลื่นไฟฟ้าสมอง (Brainwaves) ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือว่าแพร่หลายและยาวนานกว่า 150 ปี ซึ่งองค์ความรู้และงานวิจัยมีมากกว่า 300,000 เรื่อง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ทฤษฎี หลักการ แนวทาง อุปกรณ์ และการเขียนรายงานของการบันทึกและวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าสมองทางด้านจิตวิทยา ถือว่าได้รับการยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตามการบันทึกและวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าสมองมีกระบวนการที่ซับซ้อน ละเอียดอ่อน และท้าทาย ต้องทำความเข้าใจทั้งความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ประสาทจิตวิทยา สรีรวิทยา เพื่อเอื้อให้สามารถออกแบบวิธีการบันทึก การสร้างกิจกรรมทดสอบ การควบคุมการบันทึก การกำหนดค่าการบันทึก การกำจัดหรือลดสัญญาณรบกวน การวิเคราะห์ด้วยเทคนิคสากลประเภทต่างๆ

 

ด้วยความพร้อมของห้องปฏิบัติการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง อุปกรณ์การบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองแบบพกพา บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการบันทึกและวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าสมองทางด้านจิตวิทยา การอบรมระยะสั้น 3 วันเต็มในหัวข้อนี้ จึงออกแบบให้เข้มข้นแต่กระชับครอบคลุมเนื้อหาในเชิงทฤษฎีและลงมือปฏิบัติ โดยคาดหวังให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเบื้องต้น เพื่อให้นำไปต่อยอดต่อไป

 

 

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช

อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

 

การบรรยาย และการฝึกปฏิบัติการ รวมระยะเวลาทั้งหมด 18 ชั่วโมง

 

วันพฤหัสบดีที่ 11 ถึง วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น.
On-site
การบรรยาย ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ชั้น 7 และการฝึกปฏิบัติการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง ณ ห้องปฏิบัติการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง ชั้น 3 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

คณาจารย์ นักวิจัย นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ผู้สนใจทั่วไป ที่มีพื้นฐานความรู้ทางด้านจิตวิทยาและสาขาที่เกี่ยวข้อง การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการสร้างกิจกรรมทดสอบ และการวิเคราะห์ข้อมูล

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ท่านละ 12,000 บาท
(ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรมและวุฒิบัตร)

 

* บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  5. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 


 

 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน

 

 

โครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ “ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด (THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY)” ปี 2569

 

โครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ

“ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด (THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY)”

ประจำปี พ.ศ. 2569

 

 

 

‘โครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด (THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY)’ เป็นโครงการสําหรับการปูพื้นฐานให้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาการปรึกษา ได้เรียนรู้และเข้าใจในศาสตร์ต่าง ๆ ของจิตวิทยาการปรึกษา และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ การเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา และทฤษฎีหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการปรึกษา รวมถึงการคาดหวังว่าผู้ที่ผ่านการอบรมไปนั้น จะสามารถนําศาสตร์ทางจิตวิทยาการปรึกษาไปประยุกต์ใช้ต่อตนเอง และผู้อื่นให้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีนโยบายผลักดันการเปิดหลักสูตรอบรมระยะสั้น/ชุดรายวิชา ที่มีการรับรองความสามารถ และรองรับการสะสมหน่วยกิตในระบบคลังหน่วยกิต (Credit Bank) ให้กับผู้สนใจเข้าศึกษา และสามารถขอเทียบโอนหน่วยกิตเมื่อเข้ามาศึกษาต่อในหลักสูตรของคณะ ในการนี้คณะจิตวิทยาจึงได้จัดให้มีโครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด (THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY)’ ขึ้นมาเพื่อนำร่องสำหรับผู้ที่สนใจเข้าศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท-เอก) แขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน – 1 สิงหาคม 2569 (อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม) ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

** โครงการนี้เป็นการเรียนพื้นฐานทฤษฎีทางจิตวิทยาการปรึกษาและจิตบำบัด ไม่มีการฝึกปฏิบัติ ผู้เรียนยังไม่สามารถให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาได้ **

 

 

การอบรมประกอบด้วย

  • บรรยาย
    เปิดสอนแบบชุดรายวิชา (Module) โดยการบรรยายแบ่งเป็น 16 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง (รวมชั่วโมงการบรรยายทั้งสิ้น 48 ชั่วโมง)
  • สอบวัดผล
    จัดสอบ 1 ครั้ง ระยะเวลา 3 ชั่วโมง

 

 

การประเมินผล

  • การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน คิดเป็นร้อยละ 30
  • สอบวัดผลและรายงาน คิดเป็นร้อยละ 70

โดยประเมินผลแบบ Letter Grade มีเกณฑ์การวัดผล ดังนี้

 

Letter Grade
ช่วงคะแนน
A
85 คะแนนขึ้นไป
B+
80 – 84 คะแนน
B
75 – 79 คะแนน
C+
70 – 74 คะแนน
C
65 – 65 คะแนน
D
60 – 64 คะแนน
F
ต่ำกว่า 60 คะแนน

 

 

หลักเกณฑ์การบันทึกระบบคลังหน่วยกิต / เทียบโอนรายวิชาเมื่อเข้าศึกษา

 

การได้รับ Certificate of Achievement
  1. ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเข้าเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จากทั้งหมด 16 หัวข้อ
  2. ผู้เข้าร่วมโครงการต้องสอบผ่านโดยได้รับการประเมินผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 (B ขึ้นไป)
    หากสอบไม่ผ่าน จะได้รับ Certificate of Attendance
  3. มีระยะเวลาการขอเทียบโอนได้ โดยต้องสอบผ่านโดยต้องได้รับวุฒิบัตรรับรองผลการเรียนและการสะสมหน่วยกิตในระบบคลังหน่วยกิต ของคณะจิตวิทยา มาแล้วไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่ภาคการศึกษาถัดไปจากปีที่เข้าร่วมโครงการ (ผู้เข้าร่วมโครงการประจำปี พ.ศ. 2569 สามารถเทียบโอนรายวิชาได้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 – ปีการศึกษา 2573)

 

การเทียบโอนรายวิชา

 

รหัสรายวิชา
ชื่อรายวิชา
จำนวนหน่วยกิต
3802601
ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด
THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY
3 (3-0-9)
คำอธิบายรายวิชา
การวิเคราะห์เปรียบเทียบและการประเมินโดยประสบการณ์เกี่ยวกับทฤษฎีและเทคนิคในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด
ทักษะเบื้องต้นในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด งานวิจัยปัจจุบันที่เกี่ยวข้อง
Comparative analysis and empirical evaluation of counseling and psychotherapy theories, and techniques;
basic skills for counseling and psychotherapy; current relevant research.
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
  • เข้าใจและวิเคราะห์จุดเด่น ข้อจำกัดและความแตกต่างระหว่างทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัดที่สำคัญได้
  • สามารถค้นหาและอธิบายทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัดที่ได้รับมอบหมายได้

 

* การเทียบโอนรายวิชาจะสมบูรณ์เมื่อได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และคณะกรรมการบริหารคณะจิตวิทยา ภายในภาคการศึกษาแรกของการเข้าศึกษาในหลักสูตร

 

 

หัวข้อการฝึกอบรม / วิทยากร

 

 

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

 
ประเภทผู้เข้าร่วมอบรม
อัตราค่าลงทะเบียน
1
บุคคลทั่วไป Early Bird (16 หัวข้อ)
18,000 บาท
2
บุคคลทั่วไป (16 หัวข้อ)
20,000 บาท
3
บุคคลทั่วไป สำหรับสอบวัดผล *
500 บาท

 

หมายเหตุ

  • บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว มีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  • * ผู้ที่มีสิทธิ์ลงทะเบียนสำหรับการสอบวัดผล ต้องเป็นผู้เคยเข้าร่วมอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด (THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY) มาแล้วไม่เกิน 5 ปี และผ่านการทดสอบโดยได้ระดับคะแนนการทดสอบอยู่ระหว่างร้อยละ 60 – 74
  • Early Bird ช่วงระยะเวลารับสมัคร ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาลงทะเบียนเพื่อจองสิทธิ และจะมีเจ้าหน้าที่โครงการฯ ติดต่อไปเพื่อให้ท่านชำระค่าลงทะเบียน
  2. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนภายในเวลาที่กำหนด
  3. เมื่อส่งหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนเรียบร้อยจึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  4. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วันทำการ
  5. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย งานบริการวิชาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tel. 02-218-1307 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. (จันทร์ – ศุกร์)
E-mail: wathinee.s@chula.ac.th
Line OA: Psyche Academy Chula https://lin.ee/ZepebrQ

 

 


 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา
อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ

 

ขนส่งสาธารณะ

  • BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
  • รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ

 

 

 

 

คำอธิบายหัวข้อการเรียน

 

 

กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนเมษายน 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ

 

วันที่ 24 เมษายน 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และคุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนเมษายน 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ ซึ่งจัดโดยธรรมสถาน ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ งานนี้มี ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธาน และมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารและบุคลากรคณะ สถาบัน หน่วยงาน และนิสิตจุฬาฯ ร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์ 9 รูป จากวัดสระเกศ
นอกจากนี้ เนื่องในวาระเทศกาลสงกรานต์และวันขึ้นปีใหม่ไทย ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนิสิต ได้ร่วมพิธีรดน้ำขอพรอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคลสืบไป

แสดงความยินดีกับอาจารย์ที่ได้รับการกำหนดตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาจิตวิทยา

 

คณะจิตวิทยาขอแสดงความยินดีกับ
  • อาจารย์ ดร.วรัญญู กองชัยมงคล
ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” สาขาวิชาจิตวิทยา โดยการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ในการประชุมครั้งที่ 911 วันที่ 25 มีนาคม 2569

หลาย ๆ ประเทศทั่วโลก เริ่มขยับปรับกฎหมายจำกัดอายุเยาวชนในการใช้โซเชียลมีเดีย ที่มาและเหตุผลคืออะไร? แล้วพ่อแม่ไทยควรปรับแนวทางการดูแลลูกกับสื่อหน้าจออย่างไร?

 

จากข้อมูลที่ผ่านมา มีจำนวนเยาวชนมีที่ปัญหาด้านสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น จนเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤต ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพัฒนาการเด็กได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการรับชมสื่อหน้าจอ รวมถึงการแนะนำให้ผู้ปกครองร่วมชมกับลูก ให้คำแนะนำกับลูก สังเกตเนื้อหาที่ลูกรับชม และมีปฏิสัมพันธ์หน้าจอกับลูก แต่ทุกวันนี้ ด้วยความที่โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว รวมถึงตัวเลขที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์สุขภาพจิตของเยาวชนก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ก็เริ่มเกิดคำถามว่า คำแนะนำ และการตักเตือนจากผู้เชี่ยวชาญให้ที่พ่อแม่ช่วยกำกับดูแลลูกกันเองภายในครอบครัว ยังเพียงพออยู่ไหม หรือเราจำเป็นต้องมีกฎหมายบังคับใช้เพิ่มเติม เพื่อกำกับดูแลคุณภาพชีวิตเยาวชนในประเทศ

 

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่เปิดประเด็นนี้ด้วยการออกกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวในแพลตฟอร์มหลัก ๆ อย่าง Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และ Snapchat เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้มีองค์ประกอบของการติดตามผู้อื่น เปิดเผยตัวตน และการได้สนทนาตอบโต้กับผู้อื่น กฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มสร้างกระบวนการคัดกรองที่รัดกุมยิ่งขึ้นในการตรวจสอบอายุของเจ้าของบัญชีในการลงทะเบียนเข้าร่วม และออกแบบให้ผู้ใช้ที่มีบัญชีอยู่ก่อน แต่อายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่สามารถใช้งานบัญชีได้ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กฎหมายนี้ไม่มีการเอาผิดที่ตัวเยาวชนและผู้ปกครอง แต่จะเน้นไปบังคับใช้กับบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มให้ออกแบบระบบการตรวจสอบและคัดกรองอายุผู้ใช้อย่างรัดกุม

 

ทั้งนี้กฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามเยาวชนใช้แพลตฟอร์มการสื่อสาร เช่น Messenger Kids, Line, และ WhatsApp เป็นต้น และหากเข้าชม YouTube แบบไม่มีการสร้างบัญชีก็สามารถทำได้ แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ เช่น Fortnite, Roblox, และ Minecraft ก็ไม่ได้ห้ามใช้ เพราะถือว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เน้นเล่นเกมซึ่งเป็นการแสดงทักษะความสามารถเป็นหลัก การนำเสนอตัวตนและการสนทนาในเกมถือเป็นเรื่องรอง ส่วนแพลตฟอร์มที่ให้ข้อมูลสุขภาพและที่เป็นการเรียนรู้ก็ยังใช้งานได้โดยปกติ ไม่มีการจำกัดอายุแต่อย่างใด

 

 

แล้วกฎหมายนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร? ทำไมการโพสต์ การกดติดตาม และการนำเสนอตัวตนออนไลน์ ถึงเป็นภัยต่อวัยรุ่น?

 

 

เริ่มเร็วไป ไม่ใช่เรื่องดี จากงานวิจัยที่เก็บข้อมูลกลุ่มบุคคลอายุตั้งแต่ 8-80 ปี จำนวน 84,000 กว่าคน เพื่อศึกษาผลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อความพึงพอใจในชีวิต พบว่า การเริ่มใช้โซเชียลมีเดียในช่วงอายุน้อย ๆ เชื่อมโยงกับความพึงพอใจในชีวิตของเด็กวัยรุ่น วัยรุ่นหญิงช่วงอายุ 11-13 ปี และวัยรุ่นชายช่วงอายุ 14-15 ปีคะแนนให้ความพึงพอใจในชีวิตของลดน้อยลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่น ๆ ข้อค้นพบจากงานวิจัยเช่นนี้ เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมกฎหมายออสเตรเลียจึงจำกัดไม่ให้วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นของตนเอง

 

สมองส่วนตอบสนองทำงานเต็มที่ แต่สมองส่วนควบคุมกำลังพัฒนา พัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นเปรียบเหมือนรถที่สามารถวิ่งได้เร็วฉิว แต่ระบบตรวจจับความเร็วและระบบเบรกยังอยู่ระหว่างการพัฒนา วัยรุ่นตื่นตัวกับวงจรของการรับรางวัลจากการได้ยอดวิว ยอดไลก์ เนื่องจากการทำงานสมองส่วน Ventral striatum และการทำงานของสารสื่อประสาทโดพามีน ที่ทำหน้าที่ตอบรับสิ่งเร้าเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี หากวัยรุ่นอยู่กับระบบรับรางวัลเหล่านี้ไปนาน ๆ (feedback loop) ก็จะต้องโพสต์เพิ่มอย่างต่อเนื่องเพื่อรับผลตอบแทนเหล่านี้ และหากยอดการตอบสนองลดลงไปก็จะรู้สึกขาดหาย ต้องหาทางทำให้ได้ผลตอบรับต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ตนรู้สึกถึงการยอมรับจากสังคมและผู้คน เมื่อสมองถูกกระตุ้นด้วยระบบรับรางวัลเช่นนี้ ก็จะยิ่งยากที่จะพาตัวเองออกจากวงจรที่เคยชินนี้ เพราะสมองส่วนหน้า prefrontal cortex ที่เป็นสมองที่ดูแลเรื่องการคิดไตร่ตรอง ยับยั้งชั่งใจ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและจะพัฒนาเต็มที่เมื่อถึงอายุประมาณ 25 ปี การให้วัยรุ่นเข้าใช้โซเชียลมีเดียเร็วเกินไป อาจจะไม่ส่งผลดี เพราะพัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นนั้นยังไม่พร้อมรับมือกับระบบรางวัลจากกิจกรรมออนไลน์เหล่านี้

 

การนำเสนอตัวตนออนไลน์ และการยึดติดกับยอดไลก์ อาจยิ่งทำให้วัยรุ่นสับสนกับอัตลักษณ์ตัวตน ความสุขและทุกข์ของวัยรุ่นโดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับการได้รับการยอมรับจากสังคมและกลุ่มเพื่อน วัยรุ่นส่วนหนึ่งจึงเลือกที่จะแสดงตัวตนตามที่สังคมคาดหวัง หรือแสดงตัวตนตามแบบผู้อื่น (performative identity) แทนที่จะแสดงตัวตนที่แท้จริง (authentic identity) วงจรของการบิดเบือนตัวตน เพื่อหวังยอดไลก์ยอดติดตามนั้น ยิ่งถ่วงเวลาให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ ปิดโอกาสที่จะทำความรู้จักความชอบความสนใจของตนเองอย่างแท้จริง แต่กลับไปผูกโยงตัวตนของตนเองเข้ากับการยอมรับจากคนในโลกโซเชียลมากกว่าที่จะทำความเข้าใจและยอมรับภาพลักษณ์ของตนเอง มักคิดเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในทางที่มองว่าเขาดีกว่า รวยกว่า หน้าตาดีกว่า จนอาจไปลดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (self-esteem) หวั่นไหวกับคำพูดคำวิจารณ์ที่กลายเป็นกระจกสะท้อนตัวตน ตอกย้ำความรู้สึกลบ ๆ และจมกับความทุกข์ได้

 

เนื้อหาผลิตซ้ำ ตอกย้ำเรื่องราวดี ๆ ของคนอื่น… ที่ไม่ใช่ฉัน เนื้อหาในโซเชียลมีเดียมักเป็นเรื่องราวความสำเร็จ ความสวยงาม การท่องเที่ยว การกินดีอยู่ดี หุ่นดี สุขภาพดี เพราะเจ้าของบัญชีส่วนใหญ่ก็อยากจะแชร์สิ่งที่ดี ๆ ที่ผ่านการคัดสรรจากรูปหรือวิดีโอที่ผ่านการปรับแต่งและตัดต่อมาเป็นอย่างดี และด้วยอัลกอริทึมที่ผลักดันเนื้อหาเหล่านี้ พอยิ่งมีคนกดไลก์มาก ก็ยิ่งปรากฏในฟีดมากขึ้นเช่นกัน การดูเนื้อหาจากโซเชียลมีเดียจึงมักสร้างภาพลวงตาที่ไม่สมมาตรกับความเป็นจริง (asymmetric visibility) ว่าเรื่องดี ๆ ความงาม ความสำเร็จของคนอื่น ๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่แท้จริงแล้วมาจากการเพิ่มการมองเห็นจากระบบที่ไม่สะท้อนภาพจริง ๆ ในสังคม ภาพปรุงแต่งเหล่านี้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อวัยรุ่น เพราะเป็นวัยที่ยังขาดประสบการณ์ชีวิตที่ได้เห็นความหลากหลายของชีวิตคนโดยทั่วไปในสังคม การนำเสนอที่เกินจริงที่พบเจอจากหน้าจอโซเชียลมีเดีย วัยรุ่นจึงอาจหลงคิดไปว่าภาพเหล่านี้คือภาพจริง

 

ข้อมูลมากมาย ไม่รู้จบ และไม่อยากตกเทรนด์ ด้วยธรรมชาติของโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหามากมายไม่รู้จบ ตราบใดที่วัยรุ่นกดเข้าไปในฟีด ก็จะมีคอนเทนต์มากมายให้เสพติดเพลิดเพลินจนลืมเวลา แถมหากมีประเด็นสังคมที่กำลังมาแรง ก็จะอดใจยาก อยากเข้าไปติดตามข่าว รวมถึงอ่านโพสต์ อ่านคอมเมนต์ (fear of missing out: FOMO) นอกจากเวลาที่สูญเปล่าไปแล้ว ยังมีผลทางจิตวิทยาที่อาจสร้างความเครียดจากการเสพเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ที่อาจนำไปสู่ความเครียดเรื้อรังได้หากรับชมแต่เนื้อหาทางลบ เรื่องตึงเครียด เรื่องน่ากลัว การกลั่นแกล้ง หรือเนื้อหาที่ตอกย้ำความด้อยค่าของตนเอง เนื้อหาเหล่านี้มักมียอดเข้าชมสูง และแพลตฟอร์มก็มักจะเปิดการมองเห็นเนื้อหาเหล่านี้ เป็นการสร้างวงจรความคิดที่จมจ่อมกับความเครียด (rumination) รวมถึงการเสพสื่อเหล่านี้ทำให้วัยรุ่นมีเวลานอนที่ลดลง ที่ล้วนเป็นภัยต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น

 

ผลสำรวจพบว่าวัยรุ่นทั่วโลกยังขาดทักษะการเข้าใจและรู้เท่าทันสื่อดิจิตทัล (digital literacy) ผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์จำนวนมากยังขาดทักษะดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับการใช้งานอย่างปลอดภัย เช่นการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เด็กและวัยรุ่นมักไม่ตระหนักถึงประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวและผลกระทบระยะยาวของพฤติกรรมออนไลน์ที่เสี่ยงหรือไม่เหมาะสม การโพสต์ที่ผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ เช่น โพสต์/แชร์ข้อมูลเท็จ การตัดต่อ การหมิ่นประมาท วัยรุ่นอาจไม่สามารถรู้เท่าทันได้ว่าโซเชียลมีเดียนั้นออกแบบมาเพื่อดึงดูด ชักจูง และควบคุมการใช้งานให้ได้ต่อเนื่องยาวนาน เพื่อผลกระโยชน์ทางการตลาดและการค้า

 

 

จะเห็นได้ว่าที่ประเทศออสเตรเลียออกกฎหมายนี้มา ก็เพื่อช่วยปกป้องสวัสดิภาพของเด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ให้ไปพบเจอกับเนื้อหาทางลบ และวงจรตอบสนองในโซเชียลมีเดียที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตและรบกวนพัฒนาการทางสมอง หลังจากนั้นประเทศฝรั่งเศส สเปน กรีซ นอร์เวย์ เดนมาร์ก เยอรมนี สหราชอาณาจักร บางรัฐในสหรัฐอเมริกา บราซิล รวมถึงประเทศในเอเชียอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย จีนและอินเดีย ก็เริ่มออกกฎหมายในลักษณะเช่นเดียวกัน โดยมีรายละเอียดและจำกัดอายุที่แตกต่างกันออกไป

 

ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจำกัดอายุการใช้โซเชียลมีเดียออกมา ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล แต่ก็มีกฎหมายที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ ดังนั้น เราจึงควรตื่นตัวในประเด็นนี้ และดูแลลูกหลานในครอบครัวให้สามารถใช้โซเชียลให้เป็นประโยชน์ และคัดกรองรับเนื้อหาที่มีคุณภาพ ในช่วงวัยที่เหมาะสม

 

 

แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยกำกับดูแลลูกวัยรุ่นในเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคน?

 

  • ควรประวิงเวลาการมีบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวของลูกออกไปให้ช้าที่สุดจนกว่าจะถึงอายุ 16 ปี หากอ้างอิงตามเกณฑ์อายุที่กฎหมายออสเตรเลียและอินโดนีเซียบังคับใช้
  • หากลูกวัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ได้มีบัญชีเป็นของตัวเองแล้ว การห้ามไม่ให้ใช้ หรือบีบบังคับให้ลบบัญชีทิ้ง อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่โตขึ้นได้ ลูกอาจเกิดความไม่พอใจ แอบเข้าใช้ และปกปิดไม่ให้พ่อแม่รู้ เพราะลูกจะมองว่าเป็นการพรากสิทธิ์ที่เคยได้รับโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ
  • พ่อแม่สามารถสังเกตการใช้งานของลูก ตักเตือนเรื่องความปลอดภัย แนะนำเรื่องการตั้งค่าความปลอดภัย การปกป้องข้อมูลส่วนตัว ให้ข้อมูลเรื่องหลุมพรางของโซเชียลมีเดียที่มักจะนำเสนอข้อมูลเฉพาะด้านที่อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด และหลักการของอัลกอรึทึมที่ออกแบบมาให้ดึงดูด กระตุ้นความสนใจอย่างต่อเนื่อง
  • ควรเตือนลูกเกี่ยวกับภัยไซเบอร์อย่างการสแกม การหลอกลวง การล่อลวงโดยสร้างความไว้ใจ รวมถึงการสร้างร่องรอยทางดิจิทัล (digital footprint) ที่อาจส่งผลเสียต่อตัวลูกในอนาคต
  • รักษาสมดุลระหว่างหน้าจอกับหน้าจริง ลูก ๆ มีกิจกรรมหน้าจอได้ โดยมีกำหนดเวลาชัดเจน ชมเนื้อหาที่เหมาะสมตามวัย มีรูปแบบของเนื้อหาหน้าจอที่หลากหลาย โดยเน้นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ทั้งแบบรับชมทางเดียว (passive) แบบร่วมมีปฏิสัมพันธ์ (interactive) แบบสร้างเสริมทักษะเฉพาะต่าง ๆ การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และแบบกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น วิดีโอที่ชวนทำกิจกรรมหน้าจอที่ให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย รวมถึงการเล่นเกม การแชท ที่ให้ลูกได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ควรสนับสนุนการพบปะผู้คน การออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกหน้าจอด้วย
  • ลดการรับชมเนื้อหาที่ดึงดูดความสนใจ แต่มีคุณค่าต่ำ เช่น คลิปสั้นเลื่อนต่อเนื่องไม่รู้จบที่มีเนื้อหาซ้ำ ๆ ข่าวดราม่า รวมถึงคลิปสั้นที่ให้ความรู้ผิวเผิน
  • ลูกวัยรุ่น ไม่ค่อยอยากทำตามกฎที่พ่อแม่บอกให้ทำ การให้ลูกเสนอกำหนดเวลาการใช้หน้าจอ โดยมีพ่อแม่ช่วยกำกับดูแล ช่วยเตือน จะได้ผลดีกว่าสำหรับลูกในวัยนี้
  • แทนที่พ่อแม่จะคอยบอกให้ลูกหยุดดูหน้าจออยู่ทุกครั้ง ควรฝึกให้ลูกลองกำกับตนเอง ลองสำรวจความเมื่อยล้าทางกายและสายตา ให้วางแผนกำกับพฤติกรรมเอง เรียนรู้ที่จะเตือนตนเอง ซึ่งกระบวนการนี้อาจต้องให้เวลาลูกวัยรุ่นในการลองผิดลองถูก เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเองหากทำไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ส่วนพ่อแม่ก็คอยให้กำลังใจและแนะนำ
  • รักษาสมดุลระหว่างระหว่างกิจกรรมเนือยนิ่ง กับกิจกรรมทางกาย การอยู่หน้าจอมักเป็นการนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ใช้กำลังกายต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรแนะนำ ชักชวนให้ลูกวัยรุ่นพักจากหน้าจอ ออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายด้วย
  • กิจกรรมหน้าจอ ควรใช้แต่พอดี โดยต้องไม่เบียดบังเวลาเรียน หน้าที่และความรับผิดชอบตามวัยของลูก
  • พ่อแม่ควรมีการสื่อสารแบบเปิด โดยการสร้างบรรยากาศให้ลูกกล้าพูดคุยอย่างเปิดเผย ถึงเรื่องที่เจอในโซเชียล ให้ลูกรับรู้ว่าพ่อแม่เปิดใจรับฟัง ไม่ด่วนตัดสิน
  • กระบวนการนี้ สมาชิกในครอบครัวทุกคนควรร่วมมือกัน หากต้องการให้ลูกวัยรุ่นลดปริมาณการใช้หน้าจอและโซเชียลมีเดีย พ่อแม่ก็ต้องทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างด้วยเช่นกัน

 

 

การกำกับดูแลการใช้โซเชียลมีเดียของลูกวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการ “ห้าม” หรือ “ควบคุม” แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการให้เสรีภาพกับการดูแลอย่างเหมาะสม พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการเป็นทั้ง “ผู้แนะนำ” และ “ผู้ร่วมเรียนรู้” ไปกับลูก ช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างและไว้วางใจกันในครอบครัว เมื่อวัยรุ่นค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะกำกับตนเองได้ดีขึ้น ก็จะสามารถใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

 

 

 

อ้างอิง

 

Avci, H., Baams, L. & Kretschmer, T. A. (2025).Systematic Review of Social Media Use and Adolescent Identity Development. Adolescent Res Rev 10, 219–236  https://doi.org/10.1007/s40894-024-00251-1

 

eSafety Commissioner. (2026, March 8). Social media age restrictions.
https://www.esafety.gov.au/about-us/industry-regulation/social-media-age-restrictions

 

European Commission. (2023, November 16). Lagging digital literacy among 14-year-olds across the EU, study finds.
https://education.ec.europa.eu/ro/news/lagging-digital-literacy-among-14-year-olds-across-the-eu-study-finds

 

Orben, A., Przybylski, A.K., Blakemore, SJ. et al. (2022). Windows of developmental sensitivity to social media. Nat Commun 13, 1649 https://doi.org/10.1038/s41467-022-29296-3

 

Przybylski, A. K., & Weinstein, N. (2017). A Large-Scale Test of the Goldilocks Hypothesis: Quantifying the Relations Between Digital-Screen Use and the Mental Well-Being of Adolescents: Quantifying the Relations Between Digital-Screen Use and the Mental Well-Being of Adolescents. Psychological Science, 28(2), 204-215. https://doi.org/10.1177/095679761667843

 

Sandra, L. (2026). Modeling adolescent online risk-taking through digital literacy and parental mediation in Indonesia. Cogent Psychology, 13(1). https://doi.org/10.1080/23311908.2026.2624803

 

 

 


 

 

 

บทความโดย
ผศ. ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน
ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ