ข่าวและกิจกรรม

คณะจิตวิทยาต้อนรับคณะนักเรียนและครูจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในโอกาสเข้าศึกษาดูงาน

 

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้อนรับคณะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และครูผู้ดูแล จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในโอกาสเข้าศึกษาดูงาน เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และความเข้าใจในสาขาวิชาจิตวิทยา

 

โอกาสนี้ นางสาวเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ คณะจิตวิทยา กล่าวต้อนรับคณะศึกษาดูงาน และแนะนำหลักสูตรระดับปริญญาตรี พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ ร่วมถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง และบรรยายด้านศาสตร์ความรู้ทางจิตวิทยาในหัวข้อ “Psychology and the Brain”

 

 

 

เข้าใจความกังวล เมื่อสมองพยายามปกป้องเรา

 

เคยไหม… กังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น คิดวนกับบทสนทนาเดิม ๆ หรือเผลอถามตัวเองว่า

 

“ถ้าทำพลาดจะเป็นอย่างไร?”

“ถ้าเขาไม่ชอบเราล่ะ?”

“ถ้าอนาคตไม่เป็นอย่างที่คิดจะทำอย่างไร?”

 

ความกังวล (Worry) และความกลัว (Fear) เป็นความรู้สึกพื้นฐานที่ทุกคนมี และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรา “คิดมากเกินไป” เสมอไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่สมองใช้เพื่อช่วยให้เราระมัดระวัง เตรียมพร้อม และประเมินว่าอะไรปลอดภัยหรืออาจเป็นอันตราย

 

จากความกลัวในวัยเด็ก สู่ความกังวลในวัยผู้ใหญ่

 

เมื่อเราเติบโตขึ้น สิ่งที่ทำให้กังวลอาจเปลี่ยนไปตามประสบการณ์และบทบาทในชีวิต

 

ในวัยเด็ก เราอาจกลัวความมืด กลัวสัตว์ประหลาด หรือไม่อยากอยู่ห่างจากพ่อแม่ เมื่อเข้าสู่วัยเรียน ความกังวลอาจเปลี่ยนเป็นเรื่องสอบ การถูกตำหนิ หรือการยอมรับจากเพื่อน

 

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ความกังวลเริ่มซับซ้อนขึ้น ทั้งเรื่องเพื่อน ความสัมพันธ์ รูปลักษณ์ การเรียน อนาคต และคำถามสำคัญว่า “ฉันเป็นใคร?”
และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้อาจเปลี่ยนรูปแบบอีกครั้ง เช่น

 

  • งานและความก้าวหน้าในอาชีพ
  • ความสัมพันธ์และการยอมรับจากคนรอบตัว
  • การเงินและความมั่นคง
  • การตัดสินใจเรื่องอนาคต
  • ความคาดหวังจากตัวเองและสังคม
  • ความไม่แน่นอนที่เราไม่สามารถควบคุมได้

 

บางครั้งจึงไม่ใช่ว่าเรา “โตแล้วทำไมยังกลัว” แต่เป็นเพราะ สมองยังคงทำหน้าที่เดิม คือพยายามเตรียมเราให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น

 

 

แล้วสมองช่วยเราจัดการกับความกังวลอย่างไร?

 

หนึ่งในส่วนสำคัญคือ สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิด การประเมินสถานการณ์ และการควบคุมอารมณ์ โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกที่ซับซ้อนมากขึ้น

 

1. ช่วยให้เราเห็นมากกว่า “ความรู้สึกเดียว”

 

เมื่อเรากังวล เราอาจรู้สึกเหมือนความกลัวเข้ามาครอบงำทั้งหมด แต่เมื่อสมองพัฒนาความสามารถในการบูรณาการอารมณ์มากขึ้น เราสามารถรับรู้ความรู้สึกหลายอย่างพร้อมกันได้

เช่น “ฉันกลัวที่จะเปลี่ยนงาน แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสใหม่”
การรู้สึกกลัวไม่ได้แปลว่าเราต้องหยุดเสมอไป เพราะเราสามารถรู้สึกกลัวและอยากลองไปพร้อมกันได้

 

2. ช่วยให้เราควบคุมการตอบสนองทางอารมณ์

 

สมองส่วนหน้ามีส่วนช่วยในการควบคุมอารมณ์ ทำให้เราค่อย ๆ เปลี่ยนจากการตอบสนองทันที มาเป็นการหยุดคิดและเลือกว่าจะตอบสนองอย่างไร

เช่น แทนที่จะรีบตอบข้อความด้วยอารมณ์ เราอาจหยุดสักครู่แล้วถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไร และฉันอยากตอบอย่างไร?”
การหยุดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เรามีพื้นที่ในการเลือกมากขึ้น

 

3. ช่วยให้เราแยก “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ออกจาก “สิ่งที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้น”

 

ความกังวลมักพาเราไปอยู่กับอนาคต

เช่น “ถ้าฉันทำพลาดล่ะ?” “ถ้าเขาไม่ชอบฉันล่ะ?” “ถ้าเรื่องนี้แย่กว่าที่คิดล่ะ?”

สมองส่วนหน้าช่วยให้เรานำข้อมูลที่มีมาประเมินสถานการณ์และแยกแยะว่าอะไรคือสัญญาณอันตรายจริง อะไรคือสิ่งใหม่ที่เรายังต้องเรียนรู้ และอะไรคือความเป็นไปได้ที่เรากำลังคาดการณ์ขึ้นมาเอง

 

 

ดังนั้น… เราไม่จำเป็นต้องกำจัดความกังวลให้หมด

 

เป้าหมายของการจัดการความกังวล ไม่ใช่การทำให้ตัวเองไม่กลัวอีกต่อไป

เพราะความกลัวและความกังวลมีประโยชน์ หากมันช่วยให้เราเตรียมตัว ระมัดระวัง และตัดสินใจอย่างรอบคอบ

 

สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ว่า เมื่อความกังวลเกิดขึ้น เราจะรับฟังมันอย่างไร และเลือกตอบสนองอย่างไร

 

ลองเปลี่ยนจาก “ฉันไม่ควรกังวลเลย” เป็น “ตอนนี้ฉันกำลังกังวล และฉันอยากเข้าใจว่าความกังวลนี้กำลังบอกอะไรฉัน”

 

เพราะการเติบโตไม่ได้หมายถึงการที่เราจะไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป แต่คือการที่เราเริ่มเข้าใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น และสามารถเลือกวิธีตอบสนองได้อย่างเหมาะสม

 

ความกล้าหาญจึงไม่ใช่การไม่รู้สึกกลัว

แต่คือการรู้สึกกลัว และยังค่อย ๆ ก้าวต่อไปได้

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

Daniels, N. (n.d.). Child Therapist’s List of Childhood Fears by Age. AT Parenting Survival for Anxiety & OCD. https://childocdtherapist.com/childhood-fears-by-age/

 

Gonçalves, D. C., & Byrne, G. J. (2012). Who worries most? Worry prevalence and patterns across the lifespan. International Journal of Geriatric Psychiatry, 28(1), 41–49. https://doi.org/10.1002/gps.3788

 

MacNamara, D. (n.d.). What Kids Worry and Fear at Different Ages. Deborah MacNamara. https://macnamara.ca/portfolio/what-kids-worry-and-fear-at-different-ages/

 

Wilkinson, P. O., Qiu, T., Jesmont, C., Neufeld, S. A. S., Kaur, S. P., Jones, P. B., & Goodyer, I. M. (2022). Age and gender effects on non-suicidal self-injury, and their interplay with psychological distress. Journal of Affective Disorders, 306, 240–245. https://doi.org/10.1016/j.jad.2022.03.021

 

 

 


 

 

บทความโดย
วธูสิริ พรหมดวง
นักจิตวิทยา ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย

 

คณะจิตวิทยา ต้อนรับผู้แทนจาก คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในโอกาสเยี่ยมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้

 

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.นพดล ชุมชอบ ผู้รักษาการแทนคณบดี และ อาจารย์ ดร.ธนศักดิ์ จันทศิลป์ รักษาการแทนหัวหน้าสาขาวิชาจิตวิทยา พร้อมด้วยคณะผู้แทน เดินทางมาเยี่ยมชมคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านจิตวิทยา

ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนได้รับการต้อนรับจาก ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วย ผศ. ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาวิทยาศาสตร์จิตวิทยา และ ผศ. ดร.อภิชญา ไชยวุฒิกรณ์วานิช อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคมและแขนงวิชาจิตวิทยาคลินิก โดยได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านจิตวิทยา รวมถึงเยี่ยมชมห้องประชุม ชั้น 4 PSYCH SPACE และ PSY LAB ชั้น 3 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ

 

 

 

คณะจิตวิทยาร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดโครงการบริการชุมชนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิต ณ โรงเรียนวัดชัยมงคล

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัด “โครงการบริการชุมชนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิต: โรงเรียนวัดชัยมงคล” ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะพยาบาลศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ BEEU Consultancy โดยดำเนินกิจกรรม ณ โรงเรียนวัดชัยมงคล รวม 4 ครั้ง ระหว่างวันที่ 8 กรกฎาคม – 20 สิงหาคม 2569 มุ่งส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนโรงเรียนอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทั้งนักเรียน ครู และผู้บริหาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการพัฒนาของนักเรียนในทุกช่วงวัย

 

สำหรับนักเรียน คณะจิตวิทยา โดยศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย (Life-Di Center) จัดกิจกรรมสำหรับนักเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษาตอนต้น โดยเน้นการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหาร (Executive Functions: EF) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อการกำกับตนเอง ผ่านกระบวนการประเมินพัฒนาการ กิจกรรมสร้างเสริมทักษะ และการประเมินผลหลังดำเนินกิจกรรม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองที่ประสงค์เข้ารับคำปรึกษา เพื่อร่วมกันส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้สอดคล้องกันระหว่างบ้านและโรงเรียน ขณะที่ศูนย์สุขภาวะทางจิต (Psy Wellness Center) ดำเนินกิจกรรมสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 โดยมุ่งพัฒนาทักษะการจัดการอารมณ์ (Emotion Regulation) ผ่านการประเมินก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรม การให้ความรู้ และการฝึกทักษะที่ช่วยให้นักเรียนสามารถรับมือกับความท้าทายและอารมณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างเหมาะสม โดยการดำเนินงานของทั้งสองศูนย์มีนักจิตวิทยาประจำศูนย์และนิสิตฝึกงานร่วมเป็นทีมดำเนินกิจกรรม

 

นอกจากนี้ ผศ. ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีคณะจิตวิทยา จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การสื่อสารเชิงบวก” สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 โดยสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียน (Bullying) และแนวทางการสื่อสารที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ขณะที่คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ ส่งนิสิตจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขอนามัยในวัยรุ่นแก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา นำนักวิทยาศาสตร์การกีฬาจัดกิจกรรมกายบริหารและแอโรบิกหน้าเสาธงสำหรับนักเรียนทุกระดับชั้นและคุณครู เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายควบคู่กับสุขภาวะทางจิต

 

ในส่วนของครูและผู้บริหารโรงเรียน คณะจิตวิทยา โดยศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร (PSYCH-CEO Center) ประสานความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรและ BEEU Consultancy ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ ทักษะ และสุขภาวะของบุคลากร โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรให้ความรู้ด้านการออม การลงทุน และการแก้ไขปัญหาหนี้ ขณะที่ BEEU Consultancy จัดกิจกรรม “เปิดพลังแห่งการสร้างสรรค์คุณค่า ด้วย Lego Serious Play” เพื่อเปิดพื้นที่ให้คุณครูได้สะท้อนความหมายของการเป็นครูและคุณค่าในตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาวะในการทำงานและลดความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ นอกจากนี้ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ โดย ผศ. ดร.รัฐชัย ศีลาเจริญ หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “การวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ” เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านการบริหารจัดการทางการเงินและการวางแผนชีวิตในระยะยาว ขณะที่คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ ส่งนักกายภาพบำบัดจัดกิจกรรม “ยืดเหยียดผ่อนคลาย” พร้อมแนะนำวิธีการยืดเหยียดที่ถูกต้องเพื่อช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อและอาการออฟฟิศซินโดรม

 

การดำเนินโครงการมุ่งพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อสุขภาวะทางจิตของนักเรียนตามช่วงวัย ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของครูและผู้บริหารในการดูแลทั้งตนเองและนักเรียน รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย ครอบครัว และภาคีเครือข่าย โดยมุ่งพัฒนาระบบนิเวศสุขภาวะทางจิตในโรงเรียน (School Mental Health Ecosystem) ที่เอื้อต่อการส่งเสริม ป้องกัน และพัฒนาสุขภาวะทางจิตของนักเรียน ครู และครอบครัวอย่างยั่งยืน

 

 

Psy Talk: ร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจสำหรับเด็กวัยเรียน : ผ่านมุมมองทางจิตวิทยา

 

Psy Talk: ร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจสำหรับเด็กวัยเรียน : ผ่านมุมมองทางจิตวิทยา

โดย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 18.00 – 19.00 น.

ผ่านช่องทาง Facebook Fanpage : Psychology CU

 

ร่วมพูดคุยโดย

  • รศ. ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี — #จิตวิทยาคลินิก
  • ผศ. ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ — #จิตวิทยาสังคม และ #จิตวิทยาประยุกต์
  • ผศ. ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน — #จิตวิทยาพัฒนาการ
  • ผศ. ดร.พนิตา เสือสรรณศรี — #จิตวิทยาการปรึกษา

 

ดำเนินรายการและร่วมเสวนาโดย

  • ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 43 ปี แห่งการสถาปนาศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬา

 

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วยคุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ร่วมแสดงความยินดีและมอบของที่ระลึก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันครบรอบ 43 ปี แห่งการสถาปนาศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พร้อมพงศ์ เพียรพินิจธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้รับมอบ ณ ชั้น 13 อาคารสรรพศาสตร์วิจัย จุฬาฯ

 

 

 

 

คณะจิตวิทยาเข้าร่วมแสดงมุทิตาจิต ในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต หลักสูตร การเตรียมตัวและการปฏิบัติตนหลังเกษียณ ประจำปี พ.ศ. 2569

 

คณะจิตวิทยาเข้าร่วมแสดงมุทิตาจิต ในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต หลักสูตรการเตรียมตัวและการปฏิบัติตนหลังเกษียณ ประจำปี พ.ศ. 2569 ของมหาวิทยาลัย ที่จัดขึ้นให้กับผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ณ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ซึ่งในปี พ.ศ. 2569 นี้คณะจิตวิทยามีผู้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 2 ท่าน คือ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ อดีตคณบดีคณะจิตวิทยา และอาจารย์ประจำคณะจิตวิทยา แขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ
และ คุณกรินทร์ วิลาวรณ์ หัวหน้างานบริการการศึกษาและวิรัชกิจ

 

 

ปรัชญาสโตอิก พุทธศาสนา และจิตวิทยาการบำบัด: ศิลปะแห่งการแยก “สิ่งที่เกิดขึ้น” ออกจาก “สิ่งที่เราคิด”

 

“ไม่มีอะไรที่ทำร้ายเธอ เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง”

 

ท่อนหนึ่งจากเพลง *ก้อนหินก้อนนั้น* (ร้องโดย โรส ศิรินทิพย์) สะท้อนสัจธรรมข้อใหญ่ได้อย่างคมคายว่า ก้อนหินอาจมีน้ำหนักและทำให้เราเจ็บได้ แต่ความเจ็บปวดจะยิ่งดำเนินต่อไป หากเรายังคงเอามือบีบกำก้อนหินนั้นไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว

 

ในทางจิตวิทยา เมื่อมี “สิ่งเร้า” (Stimulus) เข้ามากระทบ มนุษย์ไม่ได้เพียงรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยังมีความคิด การตีความ และ “การตอบสนองโดยอัตโนมัติ” (Automatic Response) ตามมา ซึ่งมีผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเรา เช่น เมื่อโดนพูดเหน็บแนม ตัวคำพูดย่อมทำให้เราไม่สบายใจได้ในเบื้องต้น แต่ความทุกข์อาจไม่ได้หยุดแค่เหตุการณ์ดังกล่าว แต่กลับดำเนินต่อไปจากการตีความ ความเคียดแค้น และการตอบสนองภายในตัวเราเองด้วย เราอาจห้ามความโกรธหรือความไม่พอใจในวินาทีแรกไม่ได้ แต่สามารถฝึกให้รู้ตัวว่ามันกำลังเกิดขึ้น และเลือกได้มากขึ้นว่าจะตอบสนองต่อมันอย่างไรในระยะยาว

 

 

ผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาย่อมคุ้นเคยกับแนวคิดเรื่อง “ผัสสะ” (การกระทบรับรู้) ย่อมเกิด “เวทนา” (อารมณ์สุข ทุกข์ หรือเป็นกลาง) จากนั้นมนุษย์อาจเกิดความอยากให้สิ่งที่พอใจคงอยู่ อยากให้สิ่งที่ไม่พอใจหายไป หรือเข้าไปอยากได้อยากมีกับสิ่งเหล่านั้น เอาใจไปผูกติดกับสิ่งเหล่านั้น แล้วเกิดความทุกข์ตามมา เช่น เห็นเพื่อนมีตุ๊กตาที่กำลังเป็นกระแส เกิดความอยากได้อยากมี ตีความว่าหากไม่มีเหมือนคนอื่นจะทำให้ตนเป็นทุกข์ การเจริญสติวิปัสสนา (Mindfulness) จึงไม่ได้มีเป้าหมายให้เราปราศจากความคิดหรือความรู้สึก แต่ช่วยให้เรารู้เท่าทันสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในใจ ควบคู่กับการเข้าใจกฎไตรลักษณ์ว่า ทุกสิ่งไม่เที่ยง (อนิจจัง) ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง) และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเราอย่างสมบูรณ์ (อนัตตา) เมื่อเราเข้าไปยึดมั่นกับสิ่งที่โดยธรรมชาติย่อมเปลี่ยนแปลง ความทุกข์จึงเกิดขึ้นได้ง่าย

 

ในขณะเดียวกัน “ปรัชญาสโตอิก” (Stoicism) ก็มีแนวคิดที่สอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง สโตอิกให้ความสำคัญกับการแยก “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” ออกจาก “การตีความและการตัดสิน” (Judgement/Interpretation) ของเราต่อเหตุการณ์นั้น เช่น “เขายังไม่ตอบข้อความของฉัน” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ “เขาไม่เห็นความสำคัญของฉันแล้ว” เป็นการตีความ หรือ “งานชิ้นนี้ถูกปฏิเสธ” เป็นเหตุการณ์ แต่ “ฉันไม่มีความสามารถ” เป็นข้อสรุปที่เราเพิ่มเติมเข้าไป สโตอิคจึงสอนหลัก “การแบ่งแยกสถานะควบคุม” (Dichotomy of Control) โดยให้เรามุ่งเน้นสิ่งที่เราควบคุมได้ซึ่งคือความคิดและการกระทำของเรา และปล่อยวางสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ (ผลลัพธ์และพฤติกรรมของผู้อื่น) การแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันไม่ได้ทำให้ความผิดหวังหายไป แต่ช่วยไม่ให้เราสร้างความทุกข์เพิ่มเติมจากการตีความของตนเอง

 

 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งพุทธศาสนา ปรัชญาสโตอิก และจิตวิทยาการบำบัด จึงต่างให้ความสำคัญกับการรู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก และความคิดของตนเอง แม้จะมีรากฐานและจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน

 

  • จิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT): ช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม รวมถึงฝึกตรวจสอบและปรับกรอบความคิดของตนเอง (Cognitive Reframing)
  • พุทธศาสนา: ส่งเสริมการเจริญสติวิปัสสนาเพื่อรู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นทางกายและใจ และลดการยึดมั่นต่อสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและควบคุมไม่ได้
  • ปรัชญาสโตอิก: ฝึกแยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ และแยกแยะระหว่างสิ่งที่อยู่ในขอบเขตการเลือกของเรา เช่น การตัดสินใจและการกระทำ กับสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ผลลัพธ์ เหตุการณ์ภายนอก และพฤติกรรมของผู้อื่น

 

ที่สำคัญ แนวคิดทั้งสามไม่ได้สอนให้มนุษย์เฉื่อยชา วางเฉย หรือละทิ้งหน้าที่ ตรงกันข้าม เราควรทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือการดูแลครอบครัว ให้เต็มที่และดีที่สุด เพียงแต่ต้อง “รู้เท่าทันความคาดหวัง” และยอมรับว่า การกระทำของเราเป็นเพียงการเพิ่มโอกาสให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี แต่ไม่ใช่อุปกรณ์การันตีผลลัพธ์ 100% การยอมรับว่าเราได้ทำเต็มที่แล้ว น้อมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ และพร้อมเรียนรู้เพื่อก้าวต่อไป จึงเป็นส่วนสำคัญของการปรับตัวและความเข้มแข็งทางจิตใจ

 

 

เมื่อก้อนหินในมือมันหนักและสร้างความเจ็บปวด คำถามจึงไม่ได้จบเพียงแค่ว่าเราจะแบกไว้หรือโยนมันทิ้งไป เพราะใครๆ ก็รู้ว่าควรโยนทิ้ง… แต่สิ่งที่สำคัญและยากยิ่งกว่า คือการถามตัวเองว่า วันนี้เรารู้ตัวหรือยังว่าเรากำลังกำก้อนหินนั้นอยู่ และเราตระหนักแล้วหรือยังว่า เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกปล่อยมันไปได้เสมอ

 

 

 


 

บทความโดย
อ. ดร.สันทัด พรประเสริฐมานิต
อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาเชิงปริมาณ

 

แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปีแห่งการสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

 

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วยคุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ร่วมแสดงความยินดีกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ ศิริประกอบ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และคณะผู้บริหาร เนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปี แห่งการสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Social Innovation HUB) ชั้น 1 อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คณะจิตวิทยาต้อนรับการมาเยี่ยมของคณาจารย์และนิสิตจาก Department of Educational Psychology and Counselling, Faculty of Education, University of Malaya ประเทศมาเลเซีย

 

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 คณาจารย์และนิสิตจาก Department of Educational Psychology and Counselling, Faculty of Education, University of Malaya ประเทศมาเลเซีย เดินทางมาเยี่ยมชมคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ โดยเฉพาะด้านจิตวิทยาการปรึกษาและการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์

 

ในโอกาสนี้ ผู้มาเยือนได้เข้าร่วมสังเกตการเรียนการสอนของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาในรายวิชา THEORIES AND PRACTICES IN GROUP COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY ซึ่งมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ เป็นผู้สอน โดยภายในชั้นเรียนมีการนำเสนอผลงานวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับปริญญาโท สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ทางวิชาการร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนิตา เสือวรรณศรี พร้อมรับฟังประสบการณ์และมุมมองจากนิสิตระดับปริญญาโท สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา เกี่ยวกับการเรียน การทำวิจัย และประสบการณ์ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาในสาขาวิชา

 

ขณะเดียวกัน แขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ได้จัดการบรรยายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ในหัวข้อ “Social Media Fatigue and Psychological Well-being among University Students” ซึ่งนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับความเหนื่อยล้าจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์และผลกระทบต่อสุขภาวะทางจิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศมาเลเซีย รวมถึงแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตโดยพิจารณาบทบาทของปัจจัยด้านครอบครัวร่วมด้วย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.อรัญญา ตุ้ยคำภีร์ ประธานแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ พร้อมด้วยคณาจารย์ของแขนงวิชา ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑาทิพย์ วิวัฒนาพันธุวงศ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับนิสิต

 

นอกจากนี้ ผู้มาเยือนได้เยี่ยมชมสิ่งอำนวยความสะดวกและหน่วยงานต่าง ๆ ของคณะ อาทิ ศูนย์สุขภาวะทางจิต ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย และ Psyche Space เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการให้บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนิสิต

 

การเยี่ยมชมและกิจกรรมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Department of Educational Psychology and Counseling, Faculty of Education, University of Malaya ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้คณาจารย์และนิสิตได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติทางจิตวิทยาในหลากหลายสาขา อันจะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการในอนาคต