ข่าวและกิจกรรม

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจิตบำบัดแบบมุ่งเน้นอารมณ์สำหรับคู่รัก รุ่นที่ 6

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจิตบำบัดแบบมุ่งเน้นอารมณ์สำหรับคู่รัก รุ่นที่ 6 โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ

Learning Emotionally Focused Couple Therapy (EFT): An Introduction to Comprehensive Theory, Basic Skills, and a Step-by-Step Process

 

การอบรมนี้มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน ทักษะที่สำคัญและกระบวนการตามแนวคิด Emotionally Focused Couple Therapy (EFT) เหมาะสำหรับนักจิตวิทยา หรือผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิต จัดโดย ศูนย์สุขภาวะทางจิต (Center for Psychological Wellness) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

วันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 เวลา 9.30 – 16.30 น.
ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

วิทยากร

 

รับจำนวนจำกัด 25 ท่าน เท่านั้น

 

ลงทะเบียนทาง: https://forms.gle/oXZBLDDgRnBW55Zm8
หนังสือเชิญ:

 

 

เนื้อหาการอบรม
  • แนวคิดและทฤษฎีจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • ทักษะที่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงาน จิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • กระบวนการและกลไกของจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • ขั้นตอนจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)

 

อัตราค่าลงทะเบียน
  • 8,800 บาท (อัตราค่าลงทะเบียนนี้ รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารการอบรมและประกาศนียบัตรสำหรับผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 80% ของเนื้อหา)

 

*การยกเลิกการลงทะเบียน ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าลงทะเบียนทุกกรณี*

 

 

 

 

ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เบอร์โทรศัพท์โครงการ : 092-268-2385
อีเมล : psychulaworkshop@gmail.com

กิจกรรม Journal Club ประจำเดือนเมษายน 2569

 

วันที่ 1 เมษายน 2569 ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์จิตวิทยา ตะวันออก–ตะวันตก ได้จัดกิจกรรม Journal Club ประจำเดือนเมษายน 2569 โดยมี ผศ. ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์ เป็นผู้นำเสนอและแลกเปลี่ยนประเด็นการวิจัยในหัวข้อ “Sarcasm Perception Across Cultures” จากผลงานตีพิมพ์เรื่อง “Individual Differences in Sarcasm Interpretation and Use: Evidence From the UK and China”

 

การสื่อสารทางบวก : การสื่อสาร ที่ไม่ได้จบที่คำพูด หรือตัวหนังสือ

 

ในงานศึกษาเรื่องการสื่อสารทางบวก มักมีความเห็นคล้าย ๆ กันว่า ผลเสียต่าง ๆ จากการที่ใช้การสื่อสารที่ไม่ดีทำร้ายกัน ค่อนข้างไปได้เร็วและคืบหน้าง่าย ทั้งในบริบทครอบครัว การทำงาน รวมถึงการสื่อสารทางออนไลน์ นอกจากนี้มนุษย์ยังได้สร้างสรรค์วิธีใหม่ ๆ ในการใช้คำพูดที่ทำร้ายกันและกันมาตลอดตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป นักวิชาการจึงต้องการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารทางบวก (Positive communication) ขึ้น แต่ผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว การนิยามเรื่องการสื่อสารทางบวกก็ยังเป็นกลุ่มความคิดเห็นที่ค่อนข้างกว้างขวาง ดูยังไม่กลมกล่อมเท่าไรนัก

 

“การสื่อสารทางบวก” ที่นักวิชาการได้จากการเปรียบเทียบนิยามจากมโนทัศอื่น อย่างเช่น Prosocial-Antisocial Communication, จิตวิทยาทางบวก (positive psychology) รวมถึง การนำนิยามของ ด้านมืดของการสื่อสารระหว่างบุคคล มาทำการเปรียบเทียบ มโนทัศน์พื้นฐานที่นักวิชาการคาดหวังจากการสื่อสารทางบวกมีดังนี้

 

  • การสื่อสารระหว่างบุคคลที่ส่งเสริม ความสุข (happiness) สุขภาพ (health) และสุขภาวะ (wellness)
  • มีกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคลที่สะท้อนช่วงเวลาที่ งดงาม การเล่นและความขำขัน อารมณ์ทางบวก การสนับสนุน ความเข้าใจและการให้อภัย

 

โดยทั่วไปแล้วเมื่อพูดถึงการสื่อสาร คนมักจะนึกถึงฝ่ายที่ส่งสารออกไป ไม่ว่าจะพูด เขียน หรือ อวัจนภาษา ท่าทาง ที่ส่งไปถึงผู้รับสาร ความคิดของนักวิชาการที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกแต่ละคนก็มีกรอบแตกต่างกัน โดยใช้คำเช่น

 

  • message ที่แปลว่าสาร และ communication ที่แปลว่าการสื่อสาร มักเห็นภาพของสารในลักษณะของการสื่อสารหนึ่งกระบวนการ ที่ประกอบด้วย สาร ผู้ส่งสาร ช่องทางส่งสาร ผู้รับสาร ซึ่งทำให้เห็นภาพเป็นการสื่อสารทางเดียวมากกว่า และ เหมือนจะไม่พบคำเหล่านี้แบบเดี่ยว ๆ ในเรื่อง “การสื่อสารทางบวก” มากนัก ราวกับจะสะท้อนว่า คงเป็นเรื่องยากหากจะคาดหวังให้เกิดการสื่อสารทางบวกจากการสื่อสารทางเดียว จึงมักเห็นคำว่า interpersonal messages มาขยายให้เห็นภาพให้เห็น สาร และกระบวนการ ที่แลกเปลี่ยนกันไป-มามากกว่า
  • interaction ที่แปลว่าปฏิสัมพันธ์ ซึ่งอาจทำให้เห็นภาพของการแลกเปลี่ยนสาร หรือรวมไปถึงพฤติกรรมอื่น ๆ กันไปมาระหว่าง 2 คนหรือมากกว่า
  • behavior ที่แปลว่าพฤติกรรม ที่ดูเป็นภาพที่กว้างกว่ากรอบของการสื่อสาร แต่ก็มีนักวิชาการอธิบายไว้ว่า พฤติกรรมใด ๆ ที่เข้าสู่การรับรู้ของผู้รับสารแล้วเกิดการตีความ ก็ถือเป็นการสื่อสารทางอ้อม (Indirect communication) โดยมีพฤติกรรมเป็นสารในหมวดหมู่ของ อวัจนภาษา ไม่ว่าจะเป็นสารที่ผู้ส่งสารตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจส่งก็ตามที แต่เมื่อได้เข้าสู่การตระหนักรู้ (awareness) ของผู้รับสารก็ถือว่าเกิดการสื่อสารแล้ว อย่างเช่น คนจะเดินชนกัน ฝ่ายหนึ่งเดินเล่นมือถือก็มีแนวโน้มที่จะไม่ตระหนักรู้สภาพแวดล้อม กับอีกฝ่ายที่มองทางก็จะรับสารจากสภาพแวดล้อมและตีความได้ว่าถ้าไม่หลบก็ขนแน่ ๆ กับอีกบทบาทของ พฤติกรรม คือการตรวจสอบว่า ผู้ส่งสารมีพฤติกรรมสอดคล้องกับสิ่งที่พูดหรือไม่ น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

 

 

อะไรที่ทำให้เราบอกได้ว่าการสื่อสารนั้นเป็นการสื่อสารทางบวก ?

 

จริง ๆ แล้วคุณค่าของ “การสื่อสารทางบวก” อยู่ที่ไหน ?

 

ในการสื่อสารที่ไม่ดี วาจา ตัวหนังสือ กริยาท่าท่าง หรือพฤติกรรม ที่หลุดออกไปโดยตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ด้วยเหตุผล ด้วยอารมณ์ก็ตาม หรือแม้แต่การปฏิเสธการสื่อสาร ท่าทีห่างเหิน ไม่รับฟัง ก็มีประสิทธิภาพมากพอที่จะทำร้ายอีกฝ่าย ขณะที่การสื่อสารทางบวกไม่ได้ง่ายแบบนั้น การสื่อสารที่ดีต้องใช้ทั้งเวลาและพฤติกรรมในการพิสูจน์เพิ่มเติม ดังสำนวนที่กล่าวว่า “ทำดีเสมอตัว” การสื่อสารทางบวกก็มีลักษณะไม่ต่างกันเท่าไรนัก อาจจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ให้ดำเนินต่อไปได้ หรือเป็นในลักษณะค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์ ในลักษณะของ “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” ในขณะที่การสื่อสารที่ไม่ดี มีทั้งแบบค่อย ๆ เสื่อมลง หรือแบบพังทลายในทีเดียว

 

มีงานเขียนจำนวนหนึ่งที่พยายามรวบรวมนิยามและความคิดเห็นของนักวิชาการที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกไว้ ให้มาลองพิจารณากัน

 

  • วัจนภาษา และ อวัจนภาษา ที่ส่งผลทางบวกต่อปฏิสัมพันธ์ (Mirivel, 2019)
  • การสื่อสารทางบวก คือ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สร้างความเข้าใจ สร้างสรรค์ งดงาม และมีจริยธรรม (Socha, 2012; Socha & Beck 2015; Velázquez & Pulido 2019)
  • กระบวนการของสารที่แสดงถึงความเอื้อเฟื้อ จริยธรรม ศรัทธาศาสนา และลักษณะอื่น ๆ ที่แสดงถึงการช่วยเหลือ เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในความสัมพันธ์ (Socha and Pitts’, 2012)
  • Pitts and Socha (2013) ให้ความเห็นไว้ว่า การไม่มีการสื่อสารทางลบทั้งลักษณะของ วัจนภาษา และอวัจนภาษา อาจจะไม่เพียงพอที่จะเรียกได้ว่าการสื่อสารทางบวก สิ่งสำคัญน่าจะเป็นการพูดคุยและท่าทางที่เอื้อให้การสื่อสารดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
  • การสื่อสารทางบวกจะต้องประกอบด้วย วาจา ท่าทาง และคุณภาพของเนื้อหาสาร ที่เป็นไปในทางบวกในการปฏิสัมพันธ์อย่างชัดเจน มีลักษณะที่แตกต่างจากด้านไม่ดี หรือการสื่อสารที่มีความคลุมเครือ ไม่มีเฉดของความเทาอ่อน-เทาเข้มต่าง ๆ และนอกจากกระบวนการแล้ว ผลของการสื่อสารก็ต้องออกมาในทิศทางบวกด้วย (Volk, 1995)
  • Socha & Beck (2015) ให้ความหมายการสื่อสารระหว่างบุคคลทางบวก ไว้ว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบุคคลที่สามารถตอบสนองความต้องการ-ความพึงพอใจ (needs-satisfaction) ของมนุษย์ ในขณะที่การสื่อสารระหว่างบุคคล “ด้านมืด” จะมีผลยับยั้ง (inhibit) ความต้องการ-ความพึงพอใจ

 

นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นทั่วไปอื่น ๆ อย่างเช่น “ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ที่พาเข้าสู่ห้วงเวลาของ ความสุขสมหวัง และบรรลุเป้าหมายบางอย่าง” “ปฏิสัมพันธ์มนุษย์ที่มีพื้นฐานจากอารมณ์บวก และเป้าหมายที่จะเข้าใจซึ่งกันและกัน และสร้างความพึงพอใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง” รวม ๆ แล้ว ความคิดเห็นและนิยามของการสื่อสารทางบวกก็มักจะรวม ๆ อยู่ที่การสื่อสารที่มีลักษณะที่ ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ มีจริยธรรม เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ แสดงให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อ มีศิลปะ มีไหวพริบ มีประสิทธิภาพ และมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมความสุขระหว่างผู้ปฏิสัมพันธ์ทุกคน เพิ่มเติมอีกงานหนึ่งที่พยายามอธิบาย “การสื่อสารทางบวก” จากการวิเคราะห์เชิงภาษาศาสตร์ จากพจนานุกรมหลาย ๆ แหล่ง ของ Arkadyevna (2014) ได้สรุปความหมายของการสื่อสารทางบวก ว่าเป็นการสื่อสารที่มีลักษณะของ 1. การยอมรับและการยินยอม 2. เป็นที่น่าพอใจและเป็นผลดี 3. สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือให้กำลังใจ 4. มองโลกในแง่บวกและส่งเสริมการพัฒนา 5. มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์

 

 

ถ้าได้อ่านจนถึงตอนนี้แล้วถามว่าทำไมจึงมีแต่อะไรที่เป็นนามธรรม วัดยาก เข้าใจยาก แล้วอย่างนี้อะไรที่ทำให้เราบอกได้ว่าการสื่อสาร หรือการปฏิสัมพันธ์นั้น เป็นการสื่อสารทางบวกหรือไม่ น่าจะวัดที่ไหน เจตนา กระบวนการ ผลลัพธ์ การรับรู้ หรือการตีความ ?

 

ผู้เขียนในตอนนี้ค่อนข้างศรัทธา “ผลลัพธ์” หลังจากการปฏิสัมพันธ์ สำหรับการสื่อสารเพื่อความบันเทิง สนุกสนานเป็นครั้งคราวต่าง ๆ ผลบวกก็อาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีหรือความบันเทิง ที่เสริมแรงให้อยากมาคุยกันอีก และการประเมินว่าการสื่อสาร/ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็น “ทางบวก” หรือไม่ แต่หลาย ๆ การสื่อสาร การพูดคุยไม่ว่าจะบวกเพียงใด ก็เป็นได้แค่การ “เกริ่นนำ” ที่สุดท้ายก็ต้องมาวัดที่พฤติกรรมว่าสอดคล้องกับที่สื่อสารไว้ก่อนหน้าหรือไม่ ตลอดจนผลลัพธ์ว่าเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ อย่างไร กับอีกส่วนที่คนเขียนสนใจรองลงมาก็คือเรื่องของ “เจตนาที่ดี” ในจุดต่าง ๆ ของการสื่อสาร ที่เป็นส่วนสำคัญให้การสื่อสารที่ดีดำเนินต่อไป ไม่ใช่แค่ดีในการพูดคุย หรือดีเมื่อพบหน้ากัน

 

อีกส่วนก็คือความคิดเห็นจากนักวิชาการจำนวนหนึ่ง มักใช้คำว่า “positive” กับ “function” คู่กันในลักษณะต่าง ๆ เพื่ออธิบายนิยามและความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวก เมื่อผู้เขียนพยายามทำความเข้าใจคำว่า “function” ว่าอธิบายถึงอะไรหรือให้น้ำหนักอะไรบ้างระหว่าง input, process หรือ output แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดในงานศึกษาทางจิตวิทยา จนกระทั่งนำคำว่า positive function มาประกบกันแล้วค้นหา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เสนอคำนิยามทางคณิตศาสตร์มาให้ นั่นคือ “ฟังก์ชั่น (process) ที่ไม่ว่า input จะเป็นอย่างไร ก็ทำให้ output ออกมาเป็น บวกเสมอ” ผู้เขียนไตร่ตรองแล้วคิดว่าเป็นการนิยามที่ความหมายชัดเจนดี จึงรับไว้พิจารณาปรับใช้ และขอสรุปตามความเข้าใจของตนเองว่า “การสื่อสารทางบวก” คือกระบวนการ (process) ที่ไม่ว่า input ซึ่งอาจจะหมายถึง สถานการณ์ ความคิด ความรู้สึก ความรู้ ความเข้าใจ ฯลฯ ก่อนการสื่อสาร จะอยู่ในรูปแบบใด การสื่อสารทางบวกก็คือกระบวนการที่จะทำให้ ผลลัพธ์ (outcome) หลังจากการสื่อสารนั้นเป็นบวกเสมอ หรือก็คือต้องมองเห็น ผลลัพธ์ที่เป็นบวกก่อน ถึงจะบอกได้ว่า เป็นการสื่อสารทางบวก อีกทั้ง การสื่อสารทางบวกไม่ควรให้ผลลัพธ์ทางบวกหรือก่อประโยชน์เพียงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะดีที่สุดหากส่งผลทางบวกหรือทำให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

 

รวมกับความคิดเห็นข้างบนแล้วถ้าอยากจะเขียนความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกสั้น ๆ เองบ้างก็คงจะเป็น “การสื่อสารที่ นำไปสู่พฤติกรรมที่มีจริยธรรม ซื่อตรงสอดคล้องกับคำพูด และผลลัพธ์ที่เป็นบวกตอบสนองความสุข สนุกสนาน ความพอใจบางอย่าง แก่ ”ผู้ฟัง” ในกรณีสื่อสารทางเดียว หรือกับ “ทุกคน” ในกรณีที่การสื่อสารเป็นปฏิสัมพันธ์” อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงผลลัพธ์แล้วความยากก็คือชีวิตมนุษย์นั้นจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มี final output เหมือนคณิตศาสตร์ สิ่งที่เป็นการสื่อสารทางบวกในวันนี้ ณ จุดหนึ่งอาจจะเป็นผลลัพธ์ที่ดี แต่หากไม่สามารถรักษาความดีในจุดถัด ๆ ไปได้ อาจจะไม่ได้เป็นการสื่อสารทางบวกในอนาคตก็ได้ แล้ว output ที่เป็นลบ ก็จะถูกป้อนกลับไปเป็น Input อีกที ทำให้การสื่อสารในครั้งถัด ๆ ไป ขาดความไว้ใจ เป็นบวกได้ยากขึ้น หากไม่มีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหา

 

 

อาจจะมีคนสงสัยว่าคนเขียนเหมือนจะเชียร์แต่ “ผลลัพธ์” แล้ว “กระบวนการ” จะไม่มีค่าอะไรที่จะทำให้การสื่อสารเป็นบวกเลยอย่างนั้นหรือ

 

ผู้เขียนมองว่าจริง ๆ ก็อาจจะมีส่วนช่วย แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่ผู้มีปฏิสัมพันธ์ต่างจริงใจ และมีความเข้าใจวิธีสื่อสารของกันและกันระดับหนึ่ง ในการสื่อสารทั่วไปในชีวิตประจำวันที่ใครจะมามอบผลประโยชน์ มอบความสุข ความพอใจให้คนอื่น โดยที่ไม่ได้คาดหวังความสัมพันธ์ที่ดี หรือมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกัน นอกจากนั้นก็ยังมีตัวแปรอื่น ๆ อย่างความสามารถในการสื่อสาร การเรียบเรียงสาร ความตั้งใจและความสามารถในการรับรู้ รับฟัง วิเคราะห์ ตีความ ทั้งยังมีตัวแปรภายนอกอื่น ๆ อย่าง สถานที่ เวลา ช่องทางการสื่อสารที่เลือกใช้ ความถี่ของการสื่อสาร ฯลฯ เมื่อตัวแปรระหว่างทางมีมากเช่นนี้ ทั้งคนพูดคนฟังแต่ละคนก็ต่างจิตต่างใจ ต่างประสบการณ์ ต่างความคาดหวัง จึงไม่มีอะไรรับประกันกระบวนการได้เลยว่า ถึงแม้ ณ ห้วงเวลาของการสื่อสารที่ดี ณ เวลาหนึ่ง จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ดีและผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต

 

 

บทความเรื่องการสื่อสารทางบวกแต่เนื้อหาไม่ค่อยสดใสเลย เพราะดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก ทั้งในส่วนของการศึกษาและการปฏิบัติจริง ผู้เขียนจึงขอปิดท้ายงาม ๆ ด้วย พฤติกรรมการสื่อสาร ที่แสดงให้เห็นลักษณะของการสื่อสารทางบวกจาก Mirivel (2014)

 

  1. Greeting – การทักทาย การเชื้อเชิญผู้คนเข้าสู้ชีวิต แสดงถึงการรับรู้การมีตัวตนของอีกฝ่าย และเปิดโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์
  2. Asking – การถามไถ่ซึ่งกันและกันถึงสิ่งที่เราไม่รู้ ในลักษณะของคำถามปลายเปิด ถ้าทำได้ดีก็จะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกถึงการสนับสนุน และการได้รับฟัง
  3. Complimenting – การชมเชยฝ่ายตรงข้าม เป็นทางเลือกที่สร้างความรู้สึกดีให้อีกฝ่าย
  4. Disclosing – การเปิดเผย เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างและแสดงออกถึงความไว้เนื้อเชื่อใจแก่กัน การแบ่งปันเรื่องราวที่มีความละเอียดอ่อน นั้นมีความเสี่ยงและต้องใช้ความกล้า แสดงถึงความซื่อสัตย์และความเชื่อใจ
  5. Encouraging – การให้กำลังใจ รวมถึงคำแนะนำ ความรักและผูกพันผ่านการสื่อสาร
  6. Listening – การฟัง เป็นพฤติกรรมรับสารสำคัญที่ทำให้การโต้ตอบและกระบวนการอื่น ๆ ข้างต้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีความคาดหวังไปถึงทักษะการสังเกต และความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกมีตัวตน และได้รับการรับฟัง

 

ทั้งหมดก็เป็นพฤติกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้พฤติกรรมการสื่อสารก็แค่เป็นกระบวนการหนึ่ง หากขาด “เจตนาที่ดี” การทักทายก็เปิดโอกาสให้ทั้งคนดีเข้ามาและคนไม่ดีมาฉวยโอกาส การถามจะก็เป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็น หากความถี่มากเกินไปก็เซ้าซี้น่ารำคาญ ความถี่น้อยจะถูกตีความว่าไม่ใส่ใจ ขาดความจริงใจ หรือหวังผลประโยชน์เป็นครั้งคราว มีรายละเอียดยิบย่อยในพฤติกรรมการสื่อสารมากมาย ซึ่งเราอาจจะไม่ต้องสนใจรายละเอียดขนาดนั้น คิดว่าสุดท้ายแล้ว ก็สื่อสารแบบเป็นตัวของตัวเอง แล้ว “ไม่ลืม” เจตนาทีดี ทั้งในส่วนของการสื่อสารและการรับฟัง รวมถึงพฤติกรรมอื่น ๆ ที่เหลือก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาดีเช่นกัน แล้วก็หวังว่าผลลัพธ์จะออกมาดี

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

AHMED, A. H. (2020). Positive communication: The new shift in interpersonal communication. Communication in the Millennium, 1-11.

 

Arkadyevna, L. O. (2014). Positive communication: definition and constituent features. Вестник Волгоградского государственного университета. Серия 2: Языкознание, (5), 121-126.

 

 

 


 

 

บทความโดย

ณัฐนันท์ มั่นคง

นักจิตวิทยา

Workshop : การเผชิญปัญหาบนพื้นฐานของการมีสติ สำหรับวัยรุ่น

 

โครงการฝึกอบรม “การเผชิญปัญหาบนพื้นฐานของการมีสติ สำหรับวัยรุ่น”

(สำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 15 – 22 ปี เท่านั้น)

 

 

ช่วงวัยรุ่นเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของชีวิต ซึ่งต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสภาพสังคมที่ซับซ้อน ปัจจัยเหล่านี้มักกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ง่าย ทั้งจากภาระทางการเรียน การปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อน หรือความคาดหวังจากครอบครัว หากวัยรุ่นขาดความเข้าใจในธรรมชาติของความเครียดและไม่มีทักษะในการเลือกใช้กลวิธีการเผชิญปัญหา (Coping Strategies) ที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและการจัดการพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในระยะยาว โครงการนี้จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางจิตใจให้แก่วัยรุ่น โดยใช้แนวคิดการมีสติ (Mindfulness) มาเป็นรากฐานสำคัญในการจัดการกับปัญหา การมีสติจะช่วยให้วัยรุ่นรู้เท่าทันสภาวะอารมณ์และระดับความเครียดของตนเอง แทนที่จะปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยอารมณ์เพียงอย่างเดียว การฝึกสติจะช่วยเปิดพื้นที่ให้บุคคลสามารถพิจารณาเลือกใช้กลวิธีการเผชิญปัญหาที่สอดคล้องกับทรัพยากรของตนเองและเหมาะสมกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โครงการจึงบูรณาการรูปแบบการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเข้าด้วยกัน โดยในช่วงเช้ามุ่งเน้นการสร้างฐานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกความเครียดและทฤษฎีการเผชิญปัญหาผ่านรูปแบบ Hybrid และต่อเนื่องด้วยกิจกรรม Workshop ในช่วงบ่ายเพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการฝึกสติในชีวิตประจำวัน การสำรวจต้นทุนในการเผชิญปัญหาของตนเอง ตลอดจนการประยุกต์ใช้ศิลปะและเกมมาเป็นเครื่องมือในการวางแผนจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ โครงการนี้จึงมุ่งหวังให้วัยรุ่นไม่เพียงแค่มีความรู้ทางจิตวิทยา แต่ยังสามารถนำทักษะการมีสติไปใช้เป็นวิถีปฏิบัติในการเผชิญหน้ากับความท้าทายในชีวิต เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตที่ดีและความเติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรภัทร รวีภัทรกุล

อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

 

ช่วงเช้า (เวลา 10.00 – 12.00 น.) บรรยายความรู้ รูปแบบ Hybrid


 

เป็นลักษณะการบรรยายเพื่อให้ความรู้อ้างอิงจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัย โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน

  • ส่วนที่ 1 ความเครียด เป็นการทำความรู้จักกับความเครียด ซึ่งเนื้อหาประกอบไปด้วย แหล่งความเครียด การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับความเครียด และระดับความเครียดที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง
  • ส่วนที่ 2 กลวิธีการเผชิญปัญหา เป็นการทำความเข้าใจถึงพื้นฐานของกลวิธีการเผชิญปัญหา และกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างความเครียดและการเลือกใช้กลวิธีการเผชิญปัญหา
  • ส่วนที่ 3 การมีสติ เนื้อหาเกี่ยวข้องกับสร้างความเข้าใจว่าการมีสติคืออะไร การมีสติเกี่ยวข้องกับการเลือกกลวิธีการเผชิญปัญหาอย่างไร รวมไปถึงการมีสติสำคัญอย่างไรต่อความเครียดและกลวิธีการเผชิญปัญหา

 

ช่วงบ่าย (เวลา 13.00 – 16.00 น.) รูปแบบ On-Site Workshop


 

เป็นลักษณะของการทำกิจกรรมเพื่อประยุกต์เนื้อหาจากการบรรยายมาสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • ส่วนที่ 1 Mindfulness training มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมการมีสติโดยการฝึกสติผ่านกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน
  • ส่วนที่ 2 Personal coping resource มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจธรรมชาติความเครียดและกลวิธีการเผชิญปัญหาของตนเอง
  • ส่วนที่ 3 Mindfulness-based coping strategies มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองประยุกต์ใช้การมีสติในกลไกการเลือกกลวิธีการเผชิญปัญหาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ทดลองวางแผนล่วงหน้าถึงการเผชิญกับความเครียด

รูปแบบของกิจกรรม เป็นการประยุกต์ใช้กิจกรรมหลายรูปแบบทั้ง การตอบมาตรทางจิตวิทยา กิจกรรมฝึกสติผ่านประสาทสัมผัส เกม การใช้ศิลปะ

 

ระยะเวลา 5 ชั่วโมง ในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 – 16.00 น.

 

ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting

 

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

วัยรุ่นตอนต้นถึงตอนปลาย หรือนักเรียนนักศึกษาที่มีความสนใจในการพัฒนาสุขภาวะทางจิต และต้องการเสริมสร้างทักษะการจัดการความเครียดให้กับตนเอง

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ประเภทผู้เข้าร่วมอบรม
อัตราค่าลงทะเบียน
1
นักเรียน / นิสิต / นักศึกษา (เข้าร่วมแบบ On-Site)
900 บาท
2
นักเรียน / นิสิต / นักศึกษา (เข้าร่วมแบบ Online – 2 ชั่วโมง)
450 บาท

 

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมแบบ On-Site ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตรเข้าร่วมโครงการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 


 

 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน

 

 

Workshop : การเผชิญปัญหาบนพื้นฐานของการมีสติ สำหรับผู้ใหญ่

 

โครงการฝึกอบรม “การเผชิญปัญหาบนพื้นฐานของการมีสติ สำหรับผู้ใหญ่”

 

 

ในสังคมปัจจุบัน ผู้ใหญ่ต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันจากหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาระหน้าที่การงาน ปัญหาทางการเงิน หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบ่อเกิดของความเครียด ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต นำไปสู่การบั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยธรรมชาติแล้วแต่ละบุคคลมีกลวิธีการเผชิญปัญหาที่แตกต่างกันไป แต่บ่อยครั้งที่การตอบสนองต่อความเครียดมักเป็นไปโดยอัตโนมัติและอาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมหรือมีประสิทธิภาพเสมอไป การขาดความตระหนักรู้ในสภาวะอารมณ์และความคิดของตนเองในขณะนั้น ทำให้ไม่สามารถเลือกใช้กลไกการเผชิญปัญหาที่สร้างสรรค์ได้ การมีสติ (Mindfulness) คือกระบวนการฝึกฝนเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะโดยไม่ตัดสิน ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและมีงานวิจัยรองรับว่า เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการจัดการความเครียด การฝึกเจริญสติจะช่วยสร้างพื้นที่ว่างระหว่างสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความเครียดและการตอบสนองของเรา ทำให้เราสามารถหยุดคิดและเลือกกลวิธีการเผชิญปัญหาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น แทนที่จะตอบสนองไปตามความเคยชินเดิม ๆ

 

ด้วยเหตุนี้ โครงการฝึกอบรม “การเผชิญปัญหาบนพื้นฐานของการมีสติ สำหรับผู้ใหญ่” จึงถูกพัฒนาขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะมอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเครียด กลวิธีการเผชิญปัญหา และความสำคัญของการมีสติ ควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติผ่านกิจกรรม Workshop เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และประยุกต์ใช้การมีสติเป็นเครื่องมือในการเลือกกลยุทธ์การจัดการความเครียดที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การมีสุขภาวะทางจิตใจที่ดีขึ้นและสามารถรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรภัทร รวีภัทรกุล

อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

 

ช่วงเช้า (เวลา 10.00 – 12.00 น.) บรรยายความรู้ รูปแบบ Hybrid


 

เป็นลักษณะการบรรยายเพื่อให้ความรู้อ้างอิงจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัย โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน

  • ส่วนที่ 1 ความเครียด เป็นการทำความรู้จักกับความเครียด ซึ่งเนื้อหาประกอบไปด้วย แหล่งความเครียด การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับความเครียด และระดับความเครียดที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง
  • ส่วนที่ 2 กลวิธีการเผชิญปัญหา เป็นการทำความเข้าใจถึงพื้นฐานของกลวิธีการเผชิญปัญหา และกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างความเครียดและการเลือกใช้กลวิธีการเผชิญปัญหา
  • ส่วนที่ 3 การมีสติ เนื้อหาเกี่ยวข้องกับสร้างความเข้าใจว่าการมีสติคืออะไร การมีสติเกี่ยวข้องกับการเลือกกลวิธีการเผชิญปัญหาอย่างไร รวมไปถึงการมีสติสำคัญอย่างไรต่อความเครียดและกลวิธีการเผชิญปัญหา

 

ช่วงบ่าย (เวลา 13.00 – 16.00 น.) รูปแบบ On-Site Workshop


 

เป็นลักษณะของการทำกิจกรรมเพื่อประยุกต์เนื้อหาจากการบรรยายมาสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • ส่วนที่ 1 Mindfulness training มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมการมีสติโดยการฝึกสติผ่านกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน
  • ส่วนที่ 2 Personal coping resource มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจธรรมชาติความเครียดและกลวิธีการเผชิญปัญหาของตนเอง
  • ส่วนที่ 3 Mindfulness-based coping strategies มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองประยุกต์ใช้การมีสติในกลไกการเลือกกลวิธีการเผชิญปัญหาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ทดลองวางแผนล่วงหน้าถึงการเผชิญกับความเครียด

รูปแบบของกิจกรรม เป็นการประยุกต์ใช้กิจกรรมหลายรูปแบบทั้ง การตอบมาตรทางจิตวิทยา กิจกรรมฝึกสติผ่านประสาทสัมผัส เกม การใช้ศิลปะ

 

ระยะเวลา 5 ชั่วโมง ในวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 – 16.00 น.

 

ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting

 

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

บุคคลทั่วไปที่สนใจเรียนรู้และพัฒนาทักษะการจัดการความเครียด รวมถึงการเสริมสร้างกลไกการเผชิญปัญหาในชีวิตประจำวันด้วยการมีสติ

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ประเภทผู้เข้าร่วมอบรม
อัตราค่าลงทะเบียน
1
บุคคลทั่วไป (เข้าร่วมแบบ On-Site)
1,500 บาท
2
บุคคลทั่วไป (เข้าร่วมแบบ Online – 2 ชั่วโมง)
800 บาท

 

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมแบบ On-Site ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตรเข้าร่วมโครงการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 


 

 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน

 

 

โครงการอบรม หัวข้อ “การเตรียมบทความวิจัยสำหรับตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ”

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “การเตรียมบทความวิจัยสำหรับตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ”

 

 

การตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารวิชาการต่างประเทศ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการทำวิจัยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ที่ถูกต้องและทันสมัยให้เป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการ การเตรียมบทความวิจัยสำหรับส่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ โดยเฉพาะวารสารชั้นนำจำเป็นต้องเข้าใจหลักการ หลักคิด และวิธีการเป็นอย่างดี เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการตีพิมพ์และพัฒนาทักษะความเป็นนักวิจัยในเวลาเดียวกัน การอบรมหัวข้อนี้จึงเจาะลึกถึงแต่ละส่วนของบทความวิจัยอย่างละเอียด หลักจริยธรรม การเลือกวารสาร การขอลิขสิทธิ์ และการตรวจสอบวารสารล่าเหยื่อ (Predatory journals) ผนวกกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง การสืบค้นข้อมูล รวมถึงการเตรียมความพร้อมในกรณีที่ร่างบทความวิจัยได้รับข้อเสนอแนะให้ปรับแก้

 

วิทยากรของการอบรมหัวข้อนี้ ถือเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงและเป็นทีมบรรณาธิการของวารสาร SCOPUS Tier 1 ดังนั้น หัวข้อนี้จึงเหมาะกับคณาจารย์ นักวิจัยและนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

 

 

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช

อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

การอบรมรูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น.

 

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

คณาจารย์ นักวิจัย และนิสิตที่เตรียมร่างบทความวิจัยสำหรับส่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ท่านละ 2,500 บาท

 

* บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  5. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 

Workshop : สติปัญญาของมนุษย์ (Human Intelligence)

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “สติปัญญาของมนุษย์ (Human Intelligence)”

 

 

โครงการอบรมหัวข้อสติปัญญาของมนุษย์จะนำผู้เข้าร่วมอบรมย้อนไปถึงรากของแนวคิดและความหมายรวมถึงวิธีการวัดสติปัญญาทางจิตวิทยา ประเด็นการอบรมจึงครอบคลุมพัฒนาการสติปัญญาของมนุษย์ การทำงานของสมองและกระบวนการทางปริชาน การวัดและการทดสอบสติปัญญา ปัจจัยที่ส่งผลต่อสติปัญญา สติปัญญาทางอารมณ์และสังคม สติปัญญาในกลุ่มคนพิเศษ (เช่น เด็กปัญญญาเลิศ ศิลปิน นักกีฬา และทหาร) และปัญญาประดิษฐ์

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “สติปัญญาของมนุษย์ (Human Intelligence)” จึงเป็นโครงการสำหรับผู้สนใจทั่วไป เพื่อให้เข้าใจสติปัญญาของมนุษย์ในหลากหลายมิติ เป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปต่อยอดทางการวิจัย การพัฒนาตนเอง พัฒนาการทำงานและเข้าใจตนเองมากขึ้น

 

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช

อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

 

การบรรยาย และการฝึกปฏิบัติการทำแบบทดสอบสติปัญญา รวมระยะเวลา 6 ชั่วโมง

 

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น.
On-site ห้อง 407 ชั้น 7 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

ผู้สนใจทั่วไป ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญาของมนุษย์

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ท่านละ 4,500 บาท
(ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตร)

 

* บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  5. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 


 

 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน

 

 

พิธีตักบาตรเนื่องในโอกาส ครบ 109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิธีถวายชัยมงคลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

 

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 คณะจิตวิทยาเข้าร่วมพิธีตักบาตรเนื่องในโอกาส ครบ 109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิธีถวายชัยมงคลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครบรอบ 71 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2569

 

 

โครงการอบรม “ชีวิตดีมีสุข: Life Di Enrichment Workshop”

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ

“ชีวิตดีมีสุข: Life Di Enrichment Workshop” ประจำปี 2569

 

 

ในปัจจุบันการดำรงชีวิตภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีความซับซ้อนและเร่งรีบ ส่งผลให้บุคคลต้องเผชิญกับสภาวะความกดดันในหลายบทบาทหน้าที่ ทั้งในมิติของการพัฒนาตนเอง การบริหารจัดการความสัมพันธ์ และการดูแลรับผิดชอบครอบครัว ความรู้ทางด้านจิตวิทยาจึงไม่ใช่เพียงทฤษฎีในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้าง “สุขภาวะทางจิต” (Well-being) และทักษะการใช้ชีวิต (Life Skills) ที่ช่วยให้บุคคลสามารถทำความเข้าใจตนเอง ยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น ส่งเสริมทักษะการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล และแนวทางจัดการกับความวุ่นวายในชีวิตตามแนวคิดทางจิตวิทยา

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ชีวิตดีมีสุข: Life Di Enrichment Workshop” จึงถูกจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับความรู้และทักษะชีวิตที่ช่วยให้บุคคลดูแลชีวิตของตนเองและบุคคลรอบข้างได้อย่างเหมาะสม และมุ่งหวังให้ผู้ผ่านการอบรมสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้เป็นภูมิคุ้มกันในการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน สามารถสื่อสารและประสานความร่วมมือกับคนรอบข้างได้อย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งขับเคลื่อนชีวิตและสังคมในระดับที่กว้างขึ้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องอันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน

 

 

รูปแบบการฝึกอบรม

 

  • การบรรยาย การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ต่าง ๆ (Workshop)
  • รวมระยะเวลา 30 ชั่วโมง
  • ณ ห้อง 401 และ 407 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และออนไลน์ทาง Zoom ในวันที่ 20 กันยายน

 

 

หัวข้อการฝึกอบรม

 

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
    หากลิงค์รับสมัครยังคง activate ท่านสามารถดำเนินการสมัครและชำระค่าลงทะเบียนได้เลย
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วัน
  4. ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จะจัดส่งให้ทางอีเมล กรุณาตรวจสอบข้อมูล ชื่อ ที่อยู่ และอีเมล
  5. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

 


 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

แสดงความยินดีกับอาจารย์ที่ได้รับการกำหนดตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาจิตวิทยา

 

คณะจิตวิทยาขอแสดงความยินดีกับ
  • อาจารย์ ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช
  • อาจารย์ ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์
  • อาจารย์ ดร.พิมพ์จุฑา นิมมาภิรัตน์
ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” สาขาวิชาจิตวิทยา โดยการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ในการประชุมครั้งที่ 911 วันที่ 25 มีนาคม 2569