ข่าวและกิจกรรม

แสดงความยินดีกับ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ ในโอกาสเข้ารับมอบเข็มทองคำเกียรติคุณ และการแสดงมุทิตาจิตแต่บุคลากรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี พ.ศ. 2569

 

คณะจิตวิทยา ขอแสดงความยินดีกับ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ Life Di (วิชาการ) อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ และอาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ในโอกาสเข้ารับมอบเข็มทองคำเกียรติคุณ และการแสดงมุทิตาจิตแต่บุคลากรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี พ.ศ. 2569 วันที่ 22 กันยายน 2569 ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

 

แสดงความยินดีในโอกาสวันคล้ายวันครบรอบ 38 ปี แห่งการสถาปนาวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

วันที่ 21 กันยายน 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วยคุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ร่วมแสดงความยินดีและมอบของที่ระลึก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันครบรอบ 38 ปี แห่งการสถาปนาวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นผู้รับมอบ ณ โถงบริเวณชั้น 3 อาคารวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ

 

 

 

 

 

 

The ASPIRE International Writing Workshop – Part 2

 

Turning Research Ideas into Strong Grant Proposals

September 19–20, 2026 | Faculty of Psychology, Chulalongkorn University 
The 2-day workshop focused on research proposal and grant writing, equipping psychology researchers with practical skills to develop and communicate strong research proposals for funding opportunities.
The workshop was led by Dr. Nicolas Geeraert (University of Essex), in collaboration with Asst. Prof. Dr. Jennifer Chavanovanich (Chulalongkorn University), with Prof. Dawn Watling (Royal Holloway, University of London) and Dr. Veronica Lamarche (University of Essex).
On the evening of September 19, participants also joined the ASPIRE Networking Event to exchange ideas, connect with researchers, and explore opportunities for future research collaboration.
The workshop is part of the ASPIRE project, supported by The British Academy, which aims to strengthen research capacity and collaboration among psychology researchers across Southeast Asia.

นักเรียนไทยที่เชื่อว่าความฉลาดพัฒนาได้ ขอให้ AI ช่วยอะไร: ข้อมูลจาก PISA 2025

 

รายงาน PISA 2025 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ไม่ได้มีเพียงผลประเมินสมรรถนะนักเรียนอายุ 15 ปี แต่ยังสำรวจการใช้ AI เช่น ChatGPT ในงานเรียนด้วย โดยถามว่านักเรียนใช้บ่อยเพียงใดในสี่กิจกรรม ได้แก่ ช่วยเรียนรู้ ค้นคว้าเบื้องต้นเกี่ยวกับหัวข้อใหม่ สรุปข้อความที่ต้องอ่าน และร่างข้อความสำหรับงานเขียน (OECD, 2026)

 

แบบสอบถามยังสำรวจความเชื่อเรื่องความฉลาด ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดกรอบความคิดแบบเติบโต หรือ growth mindset ที่มองว่าความฉลาดพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้ ความพยายาม การปรับกลยุทธ์ และการขอความช่วยเหลือ (Yeager และ Dweck, 2020) หัวใจของแนวคิดนี้จึงอยู่ที่การรับมือกับสิ่งที่ยังไม่เข้าใจหรือยังทำไม่ได้ และการมองหาวิธีที่จะพัฒนาต่อไป

 

เมื่อ AI กลายเป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่งในการเรียน จึงน่าสนใจว่า นักเรียนที่เชื่อว่าความฉลาดพัฒนาได้ใช้ AI ต่างจากนักเรียนที่เชื่อว่าความฉลาดค่อนข้างคงที่หรือไม่ และความแตกต่างนั้นปรากฏในกิจกรรมใดบ้าง

 

 

ตัวเลขจากนักเรียนไทย 7,861 คน

 

สำหรับประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท., 2569) รายงานว่ามีนักเรียนเข้าร่วม PISA 2025 จำนวน 8,547 คน จากสถานศึกษา 273 แห่ง ในการประเมินเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ผู้เขียนนำข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยเลือกเฉพาะนักเรียนที่มีข้อมูลครบสำหรับการวิเคราะห์ เหลือ 7,861 คน จากสถานศึกษา 271 แห่ง

 

เมื่อแบ่งตามคำตอบเรื่องความฉลาด มีนักเรียนที่เชื่อว่าความฉลาดพัฒนาได้ หรือกลุ่ม Growth จำนวน 3,146 คน และนักเรียนที่เชื่อว่าความฉลาดคงที่ หรือกลุ่ม Fixed จำนวน 4,715 คน ผลเปรียบเทียบการใช้ AI ของทั้งสองกลุ่มแสดงในตาราง 1

 

ตาราง 1
ร้อยละของนักเรียนที่รายงานว่าใช้ AI ในงานเรียนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง จำแนกตาม Mindset

 

ใช้ AI เพื่อ…
Growth (%)
Fixed (%)
ส่วนต่าง Growth − Fixed
p
ช่วยฉันเรียนรู้
57.3
47.8
+9.5
< .001
ค้นคว้าเบื้องต้นเกี่ยวกับหัวข้อใหม่
45.6
39.4
+6.2
< .001
สรุปข้อความที่ต้องอ่าน
45.2
40.7
+4.5
.004
ร่างข้อความสำหรับงานเขียน
43.1
40.2
+2.9
.116
ที่มา: ฐานข้อมูล PISA 2025 เฉพาะนักเรียนไทย 7,861 คน ค่า p มาจากการทดสอบว่าส่วนต่างในแต่ละแถวต่างจากศูนย์หรือไม่ และปรับด้วยวิธีของ Bonferroni

 

กลุ่ม Growth มีสัดส่วนผู้ที่รายงานว่าใช้ AI เพื่อช่วยเรียนรู้ ค้นคว้า และสรุปข้อความสูงกว่ากลุ่ม Fixed ส่วนการร่างข้อความเป็นกิจกรรมที่ทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่สุด คือ 43.1% และ 40.2% ตามลำดับ แม้กลุ่ม Growth จะยังสูงกว่าเล็กน้อย

 

อีกด้านหนึ่ง ในแต่ละกิจกรรม ทั้งสองกลุ่มมีนักเรียนประมาณสี่ถึงเกือบหกในสิบคนที่ใช้ AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่กลุ่มหนึ่งใช้ AI แต่อีกกลุ่มไม่ใช้ ทั้งสองกลุ่มต่างใช้เครื่องมือนี้ในงานเรียน เพียงแต่มีสัดส่วนการใช้ในแต่ละกิจกรรมต่างกัน

 

 

เมื่อ AI เป็นตัวช่วยในกระบวนการเรียนรู้

 

ผลการวิเคราะห์เผยให้เห็นแนวโน้มเชิงบวกในกลุ่ม Growth ซึ่งรายงานการใช้ AI เพื่อช่วยเรียนรู้ ค้นคว้า และสรุปข้อความมากกว่ากลุ่ม Fixed ส่วนการร่างข้อความ สองกลุ่มต่างกันน้อยที่สุดและไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

 

รูปแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า นักเรียนที่เชื่อว่าความฉลาดพัฒนาได้อาจพร้อมลองวิธีใหม่หรือขอความช่วยเหลือเมื่อยังไม่เข้าใจ โดยมี AI เป็นอีกช่องทางในการค้นหาความรู้และทบทวนบทเรียน ผลที่พบจึงชวนให้มองความเชื่อแบบ Growth ว่าอาจสัมพันธ์กับการแสวงหาตัวช่วยในการเรียนรู้มากขึ้น แม้ข้อมูลนี้ยังไม่ได้วัดว่าการใช้นั้นทำให้เข้าใจหรือเรียนรู้ได้ดีขึ้นจริงเพียงใด

 

 

สิ่งสำคัญคือทำอะไรต่อจากคำตอบของ AI

 

Bastani และคณะ (2025) ทดลองให้นักเรียนมัธยมปลายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในตุรกีฝึกคณิตศาสตร์ด้วย GPT Base ที่คล้ายแชตบอตทั่วไป หรือ GPT Tutor ที่เน้นบอกใบ้แทนเฉลย ระหว่างฝึก ทั้งสองกลุ่มทำโจทย์ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับเครื่องมือ AI แต่เมื่อสอบโดยไม่มี AI กลุ่ม GPT Base ทำได้แย่กว่ากลุ่มควบคุม ส่วนกลุ่ม GPT Tutor ไม่พบความแตกต่างที่ชัดเจนจากกลุ่มควบคุม

 

แม้งานนี้ไม่ได้ศึกษา mindset แต่ช่วยให้เห็นว่า การทำโจทย์ได้ดีขณะมี AI ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเรียนรู้ที่ดีขึ้นเมื่อไม่มีเครื่องมือ นักเรียนที่ใช้ AI ในกิจกรรมเดียวกันอาจถามต่อ ตรวจสอบ และลองทำเอง หรือเพียงรับคำตอบไปใช้ทันที ซึ่งตัวเลขความถี่ในตารางยังแยกพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้

 

 

จากตัวเลขสู่คำถามในห้องเรียน

 

สำหรับครูและผู้ปกครอง คำถามจึงอาจขยับจาก “ใช้ AI บ่อยแค่ไหน” เป็น “อยากให้ AI ช่วยตรงไหน และได้คำตอบแล้วทำอะไรต่อ” ในงานที่อนุญาตให้ใช้ AI ครูอาจให้นักเรียนเทียบบทสรุปกับต้นฉบับ ตรวจสอบแหล่งข้อมูล หรืออธิบายว่าแก้ไขร่างของ AI อย่างไรและเพราะอะไร

 

สำหรับนักเรียน คำถามก่อนใช้อาจเป็น “ตอนนี้ฉันติดตรงไหน” และหลังใช้คือ “ฉันเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้น และอธิบายด้วยคำของตัวเองได้ไหม” หากยังอธิบายไม่ได้ อาจกลับไปดูต้นฉบับ ลองทำเอง หรือขอคำอธิบายจากครู เพื่อน หรือ AI เป้าหมายจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการใช้ให้บ่อยขึ้น แต่เป็นการใช้ให้ตรงกับสิ่งที่ยังต้องเรียนรู้

 

ผลจากข้อมูลนักเรียนไทยใน PISA 2025 จึงชวนให้มองต่อจากความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ไปสู่คำถามว่า จะทำอย่างไรให้การใช้ AI เปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนได้คิด ตรวจสอบ และพัฒนาความเข้าใจด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยความเชื่อแบบใด

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2569). ผลการประเมิน PISA 2025. PISA Thailand. https://pisathailand.ipst.ac.th/news-23/

 

Bastani, H., Bastani, O., Sungu, A., Ge, H., Kabakcı, Ö., & Mariman, R. (2025). Generative AI without guardrails can harm learning: Evidence from high school mathematics. Proceedings of the National Academy of Sciences, 122(26), Article e2422633122. https://doi.org/10.1073/pnas.2422633122

 

OECD. (2026). PISA 2025 results (Volume I): Future-ready students. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/73451bc5-en

 

Yeager, D. S., & Dweck, C. S. (2020). What can be learned from growth mindset controversies? American Psychologist, 75(9), 1269–1284. https://doi.org/10.1037/amp0000794

 

 

 


 

 

 

บทความโดย
ผศ. ดร.ศุภณัฐ ศรีอุทัยสุข

อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาเชิงปริมาณ

 

โครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ จิตวิทยาสำหรับประชาชนทั่วไป ประจำปี 2569

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ จิตวิทยาสำหรับประชาชนทั่วไป ประจำปี 2569 ซึ่งจะจัดอบรมแบบออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่น ZOOM ระหว่างวันที่ 9 – 30 พฤศจิกายน 2569 (จันทร์ – ศุกร์) เวลา 18.00 – 21.00 น. รวมใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรม 30 ชั่วโมง โดย คณาจารย์ประจำแขนงวิชาต่าง ๆ ของ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร

 

 

 

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยาสำหรับประชาชนทั่วไป ประจำปี 2569 จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางจิตวิทยาแก่ประชาชนทั่วไปและผู้สนใจศาสตร์ด้านจิตวิทยา โดยมุ่งให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางจิตวิทยามาก่อนได้เรียนรู้และทำความเข้าใจแนวคิดและองค์ความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยา ผ่านเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการทางจิตและพฤติกรรม เช่น การรู้สึก การรับรู้ การเรียนรู้และความจำ การคิดและการจูงใจ บุคลิกภาพ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ทางจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ในการเรียน การทำงาน และชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

 

นอกจากนี้ โครงการยังได้รับการพัฒนาในรูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถนำความรู้และผลการเรียนรู้จากการอบรมไปต่อยอดในการศึกษาทางจิตวิทยาในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงกับการเรียนในหลักสูตรระดับปริญญาตรีของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับการรับรองผลการเรียนรู้ตามรายละเอียดของโครงการ

 

ทั้งนี้ ผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์การวัดผลของโครงการจะได้รับวุฒิบัตรเพื่อใช้ประกอบการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาของคณะจิตวิทยาได้เงื่อนไขเป็นไปตามแต่หลักสูตรที่กำหนด (โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม)

 

 

 

การอบรมประกอบด้วย

  • บรรยาย
    การบรรยายแบ่งเป็น 10 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง (รวมชั่วโมงการบรรยายทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง)
  • สอบวัดผล
    จัดสอบ 1 ครั้ง ระยะเวลา 3 ชั่วโมง

 

 

การประเมินผล

  • ต้องเข้ารับการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 8 ครั้ง (24 ชั่วโมง)
  • สอบวัดผลข้อเขียน โดยผ่านเกณฑ์การประเมิน 70% ขึ้นไป
  • วันสอบเป็นวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 18.00 – 21.00 น. เท่านั้น (สอบออนไลน์) ไม่มีวันเวลาอื่น สามารถเข้าสอบสายได้ แต่จะเสร็จสิ้นการสอบที่เวลา 21.00 น.

โดยประเมินผลแบบ Letter Grade มีเกณฑ์การวัดผล ดังนี้

 

Letter Grade
ช่วงคะแนน
A
85 คะแนนขึ้นไป
B+
80 – 84 คะแนน
B
75 – 79 คะแนน
C+
70 – 74 คะแนน
C
65 – 65 คะแนน
D
60 – 64 คะแนน
F
ต่ำกว่า 60 คะแนน

 

 

หลักเกณฑ์การบันทึกระบบคลังหน่วยกิต / เทียบโอนรายวิชาเมื่อเข้าศึกษา

 

การได้รับ Certificate of Achievement
  1. ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเข้าเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จากทั้งหมด 10 หัวข้อ
  2. ผู้เข้าร่วมโครงการต้องสอบผ่านโดยได้รับการประเมินผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 (B ขึ้นไป)
    หากสอบไม่ผ่าน จะได้รับ Certificate of Attendance
  3. มีระยะเวลาการขอเทียบโอนได้ โดยต้องสอบผ่าน ได้รับวุฒิบัตรรับรองผลการเรียนและการสะสมหน่วยกิตในระบบคลังหน่วยกิต ของคณะจิตวิทยา มาแล้วไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่ภาคการศึกษาถัดไปจากปีที่เข้าร่วมโครงการ (ผู้เข้าร่วมโครงการประจำปี พ.ศ. 2569 สามารถเทียบโอนรายวิชาได้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 – ปีการศึกษา 2573)

 

การได้รับ Certificate of Attendance
  1. ผู้เข้าร่วมโครงการเข้าเรียนในหัวข้อที่อบรม

 

การเทียบโอนรายวิชา

 

รหัสรายวิชา
ชื่อรายวิชา
จำนวนหน่วยกิตรายวิชา
จำนวนหน่วนกิตเทียบโอน
3800101
จิตวิทยาทั่วไป
General Psychology
3 (2-2-5)
0.5
คำอธิบายรายวิชา
ข้อมูลและวิธีการจิตวิทยา พื้นฐานสรีรภาพของพฤติกรรม การรู้สึก การรับรู้ การเรียนรู้ การจํา
การคิด การตัดสินใจ แรงผลักดันพฤติกรรม การกล่อมเกลาบุคลิกภาพ พฤติกรรมเบี่ยงเบน
การบําบัด และการควบคุมพฤติกรรมเบี่ยงเบน
Data and methods of psychology; physiological foundations of behavior; feelings,
perception, learning, memory, thinking, judgement, motivation, and personality adjustment,
deviant behavior, theraphy and control of deviant behavior.

 

* การเทียบโอนรายวิชาจะสมบูรณ์เมื่อได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และคณะกรรมการบริหารคณะจิตวิทยา ภายในภาคการศึกษาแรกของการเข้าศึกษาในหลักสูตร

 

 

หัวข้อการฝึกอบรม

 

 

 

 

หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมแต่ละครั้ง ทางผู้จัดโครงการจะอัพโหลดไฟล์วิดีโอการอบรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเข้ามาดูย้อนหลังได้จนถึง
วันที่ 23 ธันวาคม 2569 (หากชมคลิปวิดีโอภายหลังช่วงเวลาสอบจะไม่นับเป็นเวลาเรียน)

 

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

 

 

บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้วมีสิทธิเปิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

 

  1. กรุณาตรวจสอบข้อมูลผู้ชำระเงิน/ออกใบเสร็จให้ถูกต้องก่อนดำเนินการต่อ เมื่อออกใบเสร็จแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ทุกกรณี
  2. กรุณาอย่าปิดหน้าจอชำระเงินจนกว่าจะได้รับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์
  3. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

 

 

 


 

จะเปิดรับสมัครวันที่ 2 ตุลาคม 2569


 

 


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี
อีเมล Wathinee.S@chula.ac.th   โทร 02-218-1307
Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

กสร. ร่วมกับ จุฬาฯ และมูลนิธิไอเจเอ็ม ส่งมอบ “คู่มือการสัมภาษณ์แรงงานที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจและกฎหมายการค้ามนุษย์”

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ร่วมกับ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิไอเจเอ็ม จัดพิธีส่งมอบ “คู่มือการสัมภาษณ์แรงงานที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจและกฎหมายการค้ามนุษย์” ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ภายในพิธี เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมี นายแอนดรูว์ วสุวงศ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิไอเจเอ็ม และ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกล่าวถึงความร่วมมือ การพัฒนา และความสำคัญของคู่มือฯ

คู่มือดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสัมภาษณ์และคัดกรองแรงงานที่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หรือการบังคับใช้แรงงาน โดยนำหลักการ Trauma-Informed Care มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การสัมภาษณ์คำนึงถึงความปลอดภัย ความเปราะบางทางจิตใจ และสิทธิของผู้ถูกสัมภาษณ์

เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของผู้สัมภาษณ์ การสร้างความปลอดภัยและความไว้วางใจ การเปิดพื้นที่ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์สามารถเล่าเรื่องได้อย่างอิสระ การเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการปิดการสัมภาษณ์อย่างปลอดภัย รวมถึงแนวทางดูแลความเครียดและความเหนื่อยล้าของผู้สัมภาษณ์ เพื่อช่วยป้องกันภาวะหมดไฟและส่งเสริมการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นอกจากนี้ อ. ดร.พูลทรัพย์ อารีกิจ รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้บรรยายในหัวข้อ “ภาพรวมของคู่มือและแนวทางการใช้ทำงานภาคสนาม โดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจในทุกขั้นตอนการทำงาน” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการนำคู่มือไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานภาคสนาม

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนการนำองค์ความรู้ด้านจิตวิทยามาสนับสนุนการทำงานด้านการคุ้มครองแรงงาน เพื่อส่งเสริมกระบวนการสัมภาษณ์ที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงของการเกิดบาดแผลทางใจซ้ำ (Re-traumatization) และสนับสนุนการคุ้มครองแรงงานโดยคำนึงถึงผู้เสียหายเป็นสำคัญ

ผู้แทนจาก International Exchange Division, Tohoku U. เดินทางมาเยี่ยมเยียนคณะจิตวิทยา

 

วันที่ 17 กันยายน 2569 คณะจิตวิทยาต้อนรับ Specially Appointed Assistant Professor (Management) Shibasaki Tomomi จาก International Exchange Division, Graduate School of Arts and Letters, Tohoku University ในโอกาสเดินทางมาเยี่ยมเยียนคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในโอกาสนี้ อาจารย์ Shibasaki Tomomi ได้เยี่ยมชมสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกของคณะ พร้อมร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะ อาทิ โครงการ Summer Program รวมถึงแนวทางการดำเนินงานด้านความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างสถาบัน
ในการนี้ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ รศ. ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี รศ. ดร.จุฑาทิพย์ วิวัฒนาพันธุวงศ์ และนายภาสชัย แก้วสนธิ ร่วมให้การต้อนรับ

ขอแสดงความยินดีครบรอบ 44 ปี แห่งการสถาปนาสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์

 

วันที่ 15 กันยายน 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา และคุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 44 ปี แห่งการสถาปนาสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารศศปาฐศาลา

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอแสดงความยินดีกับ คุณจรัสเดช เกียรติเดชปัญญา ที่ได้รับ รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรสายปฏิบัติการ “คนดี ศรีจุฬาฯ” ประจำปี พ.ศ. 2569

 

คณะจิตวิทยา ขอแสดงความยินดีกับ คุณจรัสเดช เกียรติเดชปัญญา เจ้าหน้าที่แผนและงบประมาณ คณะจิตวิทยา จุฬาฯ
ที่ได้รับ รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรสายปฏิบัติการ “คนดี ศรีจุฬาฯ” ประจำปี พ.ศ. 2569
กลุ่มปฏิบัติการและวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ ระดับปริญญาตรีขึ้นไป บุคลากรสายปฏิบัติการตำแหน่งอื่น ๆ ที่มีอายุการปฏิบัติงานตั้งแต่ 3 ปี แต่ไม่ถึง 5 ปี ประกาศ ณ วันที่ 14 กันยายน 2569

อัตลักษณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษา – Counsellor’s Identity

 

อัตลักษณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษา หมายถึง การให้ความหมายกับประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและการใช้ชีวิตในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการรับรู้ บทบาท คุณค่า ความหมายของการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษากับการใช้ชีวิต

 

อัตลักษณ์ทางวิชาชีพของนักจิตวิทยาการปรึกษาคือคำตอบที่บุคคลมีต่อคำถามที่ว่า “ฉันเป็นใครในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษา?” และ “ฉันจะมีชีวิตในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษาอย่างไร?” โดยเราสามารถทำความเข้าใจอัตลักษณ์ทางวิชาชีพของนักจิตวิทยาการปรึกษาผ่านกรอบแนวคิดของ Erikson (1980) ได้โดยการแบ่งอัตลักษณ์ทางวิชาชีพออกเป็น 3 มิติ ดังนี้

 

1. อัตลักษณ์ทางวิชาชีพเชิงอัตตา (professional ego identity)

ประสบการณ์ที่เกิดจากวิชาชีพหรือการทำงานเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา รวมถึงกระบวนการในการทำความเข้าใจเพื่อให้ได้มาซึ่งความหมายของประสบการณ์นั้น ๆ

 

2. อัตลักษณ์ทางวิชาชีพส่วนบุคคล (professional personal identity)

ชุดความเชื่อ แนวคิด เป้าหมาย และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพหรือการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาที่บุคคลนั้นแสดงออกมา โดยทฤษฎีการให้คำปรึกษาที่ปัจเจกเลือกใช้ก็จัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของอัตลักษณ์ประเภทนี้

 

3. อัตลักษณ์ทางวิชาชีพเชิงสังคม (professional social identity)

ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของวิชาชีพหรือนักจิตวิทยาการปรึกษาที่บุคคลรับเอามาเป็นของตนเอง ซึ่งมักจะมีความเกี่ยวโยงกับวงสังคมทางวิชาชีพที่บุคคลใช้ชีวิตอยู่

 

 

นอกจากแนวคิดของ Erikson แล้ว Cureton, Davis, และ Giegerich (2019) ได้ศึกษาการพัฒนาอัตลักษณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษา โดยพยายามทำความเข้าใจอัตลักษณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาผ่านกรอบแนวคิดที่มีความเชื่อมโยงกับบริบทของยุคปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งระบุไว้ว่าอัตลักษณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษามีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลัก 4 ปัจจัย ได้แก่

 

  1. การได้มาซึ่งใบรับรองและหลักฐานรองรับความน่าเชื่อถือในฐานะนักวิชาชีพ ซึ่งมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
  2. ความแตกต่างระหว่างนักจิตวิทยาการปรึกษากับวิชาชีพอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน เช่น นักจิตวิทยาคลินิก จิตแพทย์โดยความแตกต่างที่ชัดเจนจะช่วยให้นักจิตวิทยาการปรึกษารับรู้อัตลักษณ์ทางวิชาชีพของตนเองได้ชัดเจนด้วย
  3. ความเข้าใจในปรัชญาพื้นฐานของการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา ซึ่งการถือหลักปรัชญาที่แตกต่างกัน อาจทำให้นักจิตวิทยาการปรึกษารับรู้อัตลักษณ์ของตนเองแตกต่างกันด้วย
  4. ความมีส่วนร่วมในวงสังคมวิชาชีพ ซึ่งความมีส่วนร่วมในแวดวงวิชาชีพนั้นจะเพิ่มโอกาสในการรับเอาอัตลักษณ์ทางวิชาชีพที่แวดวงนั้นถือไว้มาเป็นของตนเอง

 

Watkins (2019) เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษานั้นเหมาะที่จะศึกษาและอธิบายผ่านมุมมองที่เน้นศึกษาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากพลวัตของการเรียนรู้ (Transformative Learning Process) ซึ่งเป็นมุมมองที่พัฒนามาเพื่อใช้ศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ โดยมีพื้นฐานการคิดว่าอัตลักษณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษานั้นเป็นกระบวนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ

 

  • การให้นิยามต่อมุมมองของกระบวนการให้การปรึกษา วิธีการทำงาน รวมถึงปรัชญาและคุณค่าในการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษา
  • ทิศทางในการทำงานและความเข้าใจต่อกระบวนการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษา

 

อัตลักษณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องใน 6 มิติดังต่อไปนี้

 

  1. ตัวตนในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษา (self as therapist)
  2. มุมมองต่อศาสตร์จิตบำบัด (worldview of psychotherapy)
  3. วิธีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษา (epistemology)
  4. การเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา (ontology)
  5. พฤติกรรมในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษา (behavior)
  6. ความสามารถในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษา (capacity)

 

 

 

 

พัฒนาการของนักวิชาชีพจิตวิทยาการปรึกษา


 

 

Rønnestad และ Skovholt (2003) ได้ทำการศึกษาการเกิดพัฒนาการทางวิชาชีพของนักจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งเป็นงานวิจัยระยะยาวที่ใช้เวลาถึง 15 ปี โดยพวกเขาพบว่าพัฒนาการทางวิชาชีพของนักจิตวิทยาการปรึกษานั้นสามารถแบ่งออกไปเป็น 6 ระยะ (The Counselor and Therapist Developmental Model) โดยในแต่ละระยะนักจิตวิทยาจะมีโจทย์ที่ต้องเรียนรู้รวมถึงต้องพบเจอกับความท้าทายเชิงวิชาชีพและความยากลำบากที่แตกต่างกันไป ดังนี้

 

ระยะที่ 1 ผู้ช่วยเหลือจำเป็น (The Lay Helper Phase)

 

คือ ระยะก่อนที่นักจิตวิทยาการปรึกษาจะตัดสินใจศึกษาศาสตร์ของการทำจิตบำบัดอย่างจริงจัง ในระยะนี้ ผู้ช่วยเหลือนั้นจะอาศัยหลักปรัชญาชีวิตส่วนตัวและสามัญสำนึกเป็นฐานการคิดในการช่วยเหลือผู้อื่น ขาดรากฐานทางทฤษฎีและความเข้าใจในความซับซ้อนของปัญหาทางจิตใจ พวกเขาอาศัยความรู้และประสบการณ์ตัวเองในการระบุปัญหาและให้การสนับสนุนทางอารมณ์กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ทำให้มักจะมีปัญหาในแง่ขอบเขตของการช่วยเหลือ จรรยาบรรณของการให้คำปรึกษา ตลอดจนประสิทธิผลที่ได้เกิดขึ้น

 

ระยะที่ 2 ผู้เริ่มศึกษาในขั้นเริ่มต้น (The Beginning Student Phase)

 

คือ ระยะที่ผู้สนใจในศาสตร์จิตบำบัดเริ่มต้นการศึกษาอย่างจริงจัง พวกเขาจะพบว่าวิธีการและแนวคิดในการช่วยเหลือผู้อื่นที่พวกเขาเคยใช้มานั้นอาจเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมและไม่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือเป็นระยะที่พวกเขาเปลี่ยนแปลงจากการเป็นผู้รู้ในฐานะผู้ช่วยเหลือจำเป็นกลายเป็นผู้ที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการช่วยเหลือในระดับวิชาชีพ พวกเขามักให้ความสำคัญกับความคิดเห็นและการประเมินจากที่ปรึกษานิเทศ ซึ่งส่งผลต่อขวัญกำลังใจและการปฏิบัติงาน ลักษณะสำคัญคือความกระตือรือร้นแต่ขาดความมั่นใจในตนเอง และมักยึดติดกับเทคนิคที่เรียนรู้

 

ระยะที่ 3 ผู้ศึกษาในขั้นก้าวหน้า (The Advanced Student Phase)

 

คือ ระยะที่ผู้เรียนผ่านประสบการณ์ฝึกงานในรูปแบบต่าง ๆ และมีวิชาความรู้ในการช่วยเหลือผู้อื่นในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษาอย่างเต็มที่แล้ว ในระยะนี้พวกเขาจะเริ่มมีมาตรฐานในการช่วยเหลือและคาดหวังผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ พวกเขาตระหนักได้ถึงภาระและความรับผิดชอบในฐานะนักจิตบำบัดมืออาชีพ ทำให้การทำงานของพวกเขามีลักษณะที่ค่อนข้างรัดกุม เคร่งเครียด หวังผล และไม่เป็นธรรมชาติมากนัก พวกเขาจะรู้สึกมั่นใจในทักษะความรู้และความสามารถของตนเองมากขึ้นมากเมื่อเทียบกับระยะก่อนหน้า ยังคงแสวงหาคำแนะนำจากรุ่นพี่หรือเพื่อนร่วมงาน แต่เริ่มประเมินคำแนะนำอย่างมีวิจารณญาณและมีความยืดหยุ่นในการใช้เทคนิคตามสถานการณ์

 

ระยะที่ 4 นักวิชาชีพมือใหม่ (The Novice Professional Phase)

 

คือ ระยะที่นักจิตบำบัดนั้นจบการศึกษาและกลายเป็นนักจิตบำบัดมืออาชีพเต็มตัว สามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ ให้บริการด้วยความถูกต้องและเริ่มจัดการกับกรณีซับซ้อนด้วยความมั่นใจ พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่เกิดจากความหลากหลายของผู้มารับบริการที่ไม่เหมือนกับครั้งฝึกงานและลักษณะของการทำงานที่ไม่มีการสนับสนุนเหมือนตอนที่พวกเขายังเรียนอยู่ ในระยะนี้พวกเขาต้องรับมือกับความรู้สึกผิดหวังและความวิตกกังวลในความสามารถของตนเอง พวกเขาจะเริ่มสำรวจตัวเองและทบทวนวิธีคิดในการทำงานใหม่เพื่อให้เข้ากับบริบทของการทำงานจริงมากขึ้น โดยเริ่มให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของผู้รับบริการมากกว่าคำแนะนำจากที่ปรึกษา บางคนอาจเริ่มมีบทบาทผู้นำในที่ทำงาน แต่ยังแสวงหาการกำกับดูแลเพื่อยืนยันความสามารถ

 

ระยะที่ 5 นักวิชาชีพที่มีประสบการณ์ (The Experienced Professional Phase)

 

คือ ระยะที่นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพนั้นได้ผ่านประสบการณ์ทำงานจริงมาแล้ว พวกเขาผ่านการทำงานกับผู้มาขอรับบริการที่หลากหลายและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงาน ในระยะนี้หลังจากที่ผ่านการสำรวจตัวเองและสิ่งที่ตกผลึกได้จากประสบการณ์ นักจิตวิทยาการปรึกษาจะเริ่มสร้างแนวทางในการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับตัวตนของตัวเอง พวกเขาจะหาทางใช้ทักษะและความรู้ในการทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ และมีกระบวนการทำงานที่สอดคล้องกับทัศนคติความเชื่อและคุณค่าส่วนบุคคล มีสไตล์การทำงานเป็นเอกลักษณ์ สามารถบูรณาการแนวทางหลากหลาย และได้รับการยอมรับในวงวิชาชีพ

 

ระยะที่ 6 นักวิชาชีพอาวุโส (The Senior Professional Phase)

 

คือ ระยะที่นักจิตวิทยาการปรึกษาได้ผ่านการทำงานในฐานะนักวิชาชีพมาแล้ว 20-25 ปีหรือมากกว่า (ไม่ใช่ทุกคนที่จะก้าวสู่ขั้นนี้ได้) ในระยะนี้นอกจากการมีหน้าที่ในการเป็นนักจิตบำบัดมืออาชีพแล้ว พวกเขายังมีหน้าที่ในฐานะผู้สอนและผู้ชี้แนะอีกด้วย เนื่องจากมีมุมมองเชิงบูรณาการและสามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องท้าทายของนักจิตบำบัดอาวุโสคือการที่พวกเขามีความรู้และประสบการณ์การทำงานสูง อาจทำให้พวกเขาเกิดภาวะไม่เห็นอกเห็นใจทางปัญญากับผู้อื่น และเกิดความเบื่อหน่ายในหน้าที่การงาน นอกจากนี้พวกเขาอาจจะต้องประสบกับการสูญเสียบุคคลที่สำคัญอย่างเช่นครูหรืออาจารย์ของพวกเขาอีกด้วย

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

วรัทธน์ ปัญญาทิยกุล. (2565). ประสบการณ์การผสมผสานอัตลักษณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพ [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2022.555

 

ซัลมาร์ มณีวงศ์. (2567). ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่ [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2024.607