News & Events

ศูนย์การเรียนนิวตันเข้าเยี่ยมชมคณะจิตวิทยา

 

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 คณะจิตวิทยาต้อนรับคณะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และคุณครู จำนวน 35 คน จากศูนย์การเรียนนิวตัน (The Newton Sixth Form) ที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ที่คณะจิตวิทยา เป็นตัวแทนคณะให้การต้อนรับและบรรยายเรื่องแนวทางการศึกษา ข้อมูลหลักสูตร และการเตรียมตัวสอบคัดเลือก จากนั้นเป็นการทำกิจกรรมกลุ่มโดยนักจิตวิทยาศูนย์สุขภาวะทางจิต การเยี่ยมชมศูนย์ฯ และห้องปฏิบัติการทางจิตวิทยา (Psy Lab)

 

 

 

โครงการฝึกอบรม เรื่อง “พื้นฐานและมุมมองทางจิตวิทยาสําหรับการร่วมมือข้ามศาสตร์” ประจำปี 2569

 

เนื่องจากศาสตร์จิตวิทยามีความเกี่ยวเนื่องกับศาสตร์อื่น ๆ ค่อนข้างมาก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ในหลากหลายกรณี ซึ่งที่ผ่านมา ศาสตร์จิตวิทยาได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากผู้ที่ทำงานในศาสตร์อื่น ๆ เพื่อที่จะสร้างสรรค์งานที่ใช้องค์ความรู้ระหว่างศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การผลิตผลงานระหว่างศาสตร์อาจมีอุปสรรคหากผู้ที่ทำงานในศาสตร์อื่น ๆ ขาดมุมมองเชิงกว้างของศาสตร์จิตวิทยาและยังไม่สามารถระบุความต้องการของตนและบทบาทของศาสตร์จิตวิทยาได้อย่างชัดเจน เพื่อให้การบูรณาการระหว่างจิตวิทยาและศาสตร์ต่าง ๆ ได้รับผลลัพธ์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์ การอบรมความรู้ที่เปิดมุมมองเชิงกว้างที่สะท้อน “ความร่วมกัน” จากความหลากหลายของศาสตร์จิตวิทยา จะช่วยให้ผู้ที่ทำงานในศาสตร์อื่น ๆ ระบุความเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยระยะเวลาที่จำกัด (6 ชั่วโมง) โครงการอบรมจึงตีกรอบให้แคบขึ้น โดยเนื้อหาจะตั้งอยู่บนความพยายามของนักจิตวิทยาและนักวิชาการที่จะ “รวมจิตวิทยาให้เป็นหนึ่ง” (unification of psychology) และได้นำเสนอมุมมองต่าง ๆ ที่ทำให้เข้าใจปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาในมุมกว้าง และสามารถเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น ๆ ได้อย่างน่าสนใจ

 

 

 

ชื่อโครงการ

โครงการอบรมทางจิตวิทยา “พื้นฐานและมุมมองทางจิตวิทยาสำหรับการร่วมมือข้ามศาสตร์ (Bridging Disciplines: Incorporate Psychology into Your Endeavor)” ประจำปี 2569

 

 

วิทยากร

รองศาสตราจารย์สักกพัฒน์ งามเอก

อาจารย์ประจำคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

บรรยายความรู้ ระยะเวลา 6 ชั่วโมง

ในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. ในรูปแบบไฮบริด

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ
  • ผู้ที่มีความต้องการที่จะบูรณาการศาสตร์จิตวิทยาเพื่อการทํางาน/การเรียน/การดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ
  • ผู้ที่ทํางานร่วมกับบุคคลในอาชีพด้านจิตวิทยา และ
  • ผู้สนใจทั่วไปที่ต้องการเห็นภาพรวมของศาสตร์จิตวิทยาด้วยมุมมองที่กระชับ

 

 

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมโครงการจากคณะจิตวิทยา

โดยผู้เข้าร่วมแบบ on-site จะได้รับเกียรติบัตรแบบ Hard copy และผู้เข้าร่วมแบบ online จะได้รับเกียรติบัตรแบบ e-certificate ทางอีเมล

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

 

 

 

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 

 

 


 

 

 

คำอธิบายเกี่ยวกับโครงการอบรมฯ

 

 

จิตวิทยาสำหรับสหวิทยาการ

 

โครงการอบรม “พื้นฐานและมุมมองทางจิตวิทยาสำหรับการร่วมมือข้ามศาสตร์ (Bridging Disciplines: Incorporate Psychology into Your Endeavor)” เหมาะสำหรับ

    1. ผู้ที่ศึกษา/ทำงานอยู่นอกศาสตร์จิตวิทยา แต่ต้องการที่จะสร้างสรรค์งานระหว่างศาสตร์ ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบการประยุกต์ใช้จิตวิทยาด้วยตัวเอง หรืออยู่ในรูปแบบการร่วมมือกับบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา
    2. ผู้ที่ศึกษา/ทำงานด้านจิตวิทยา และอาจมีความจำเป็นที่จะต้องนำเสนอบทบาทของจิตวิทยาในการสร้างสรรค์งานระหว่างศาสตร์ และ
    3. บุคคลทั่วไปที่สนใจจิตวิทยา และต้องการที่จะเห็น “ภาพรวม” ของศาสตร์ด้วยมุมมองที่กระชับ

 

อุปสรรคสำคัญที่หลายคนสัมผัสได้เมื่อผนวกจิตวิทยาเข้ากับศาสตร์ของตนเองอาจอยู่ที่ความหลากหลายของจิตวิทยา ที่มีสาขา/แขนงจำนวนมาก มีทฤษฎี/แนวคิดจำนวนมาก มีลักษณะทางจิตวิทยาจำนวนมาก และ/หรือ มีเครื่องมือจำนวนมาก จนยากที่จะมั่นใจได้ว่า เมื่อตัดสินใจเลือก “จิตวิทยา” มาใช้แล้ว อย่างน้อยเราไม่ได้ตกหล่น (สิ่งที่จิตวิทยามีอยู่ แต่เราไม่รู้) หรือไม่ได้พิจารณาลักษณะสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ข้างต้น (สิ่งที่จิตวิทยาให้ความสำคัญ แต่เราคิดว่าไม่สำคัญ) อย่างที่ควรจะเป็น

 

ด้วยเหตุนี้ โครงการอบรมนี้จึงประกอบไปด้วย 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

    1. ไวยากรณ์ (บางส่วน) ของจิตวิทยา (a [partial] grammar of psychology)
    2. การใช้งานจิตวิทยาผ่านมุมมอง “การรวมจิตวิทยาให้เป็นหนึ่ง” (unification of psychology) และ
    3. จิตวิทยาและการบูรณาการระหว่างศาสตร์

โดยเนื้อหาส่วนแรกจะเป็นการนำเสนอ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของจิตวิทยาที่เป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจาย ซึ่งจะถูกนำมารวมกันในเนื้อหาส่วนที่สอง และเนื้อหาส่วนสุดท้ายจะพูดถึงบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานและภาพรวม เพื่อใช้งานจิตวิทยาอย่างเหมาะสมสำหรับการทำงานระหว่างศาสตร์

 

ไวยากรณ์บางส่วนของจิตวิทยาจะพูดถึง “หน่วยโครงสร้าง” (building block) และ “ฟังก์ชั่น” (psychological function) ของลักษณะทางจิตวิทยา ที่จะประกอบไปเป็นลักษณะทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนมากขึ้น เปรียบได้กับไวยากรณ์ทางภาษา ที่อาจมีคำนาม คำกริยา คำคุณศัพท์ ฯลฯ ซึ่งเราจะนำคำเหล่านี้มาร้อยเรียงกันเป็นประโยค ลักษณะทางจิตวิทยาก็เช่นเดียวกัน ที่จะมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา เช่น อารมณ์เป็นหน่วยโครงสร้างทางจิตวิทยา และความฉลาดทางอารมณ์เป็นลักษณะทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งอาจมีอารมณ์เป็นหน่วยโครงสร้างหลัก (แน่นอนว่าจะประกอบเข้ากับหน่วยโครงสร้างอื่น ๆ) นอกจากนั้น นักจิตวิทยาบางกลุ่มได้พยายามที่จะจัดหมวดหมู่ฟังก์ชั่นของลักษณะทางจิตวิทยาต่าง ๆ (เพื่อตอบคำถามที่ว่า “เรามีสิ่งนี้ไว้เพื่ออะไร”) เป็น 4 ฟังก์ชั่นใหญ่ ๆ ซึ่งลักษณะทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนอาจมีฟังก์ชั่นมากกว่า 1 ฟังก์ชั่น เช่น อารมณ์อาจมีฟังก์ชั่นหนึ่ง ๆ และความฉลาดทางอารมณ์อาจมีฟังก์ชั่นหลากหลายมากกว่า ในบางครั้ง เราอาจพบว่า ลักษณะทางจิตวิทยาที่มีชื่อเหมือนกัน กลับมีรายละเอียด (นิยาม) ที่ต่างกัน และลักษณะทางจิตวิทยาที่มีชื่อต่างกัน กลับมีรายละเอียดเหมือนกัน (ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า jingle-jangle fallacies [Lawson & Robins, 2021]) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ในศาสตร์จิตวิทยาเนื่องจากนักจิตวิทยาและนักวิชาการอาจมีมุมมองทางทฤษฎีที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจลักษณะทางจิตวิทยาจากหน่วยโครงสร้างและฟังก์ชั่นจึงมีความสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา

 

เนื่องจากศาสตร์จิตวิทยามีความหลากหลาย ในปัจจุบัน สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริการะบุไว้ 56 สาขา/แขนง เช่น จิตวิทยาทั่วไป [Division 1] จิตวิทยาสุนทรียภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และศิลปะ [Division 10] จิตวิทยาการฟื้นฟูสภาพ [Division 22] ฯลฯ การทำงานร่วมกันภายในศาสตร์และระหว่างศาสตร์จะติดขัดหากมุ่งเป้าไปที่ความเชี่ยวชาญที่อาจไม่ตรงกับความต้องการของงาน การพยายามทำความเข้าใจความเหมือนและความต่างของศาสตร์จิตวิทยา เพื่อก่อให้เกิดการใช้งานจิตวิทยาอย่างตรงเป้า จึงเป็นวัตถุประสงค์หลักของโครงการอบรมนี้ และภายในระยะเวลาสั้น ๆ (6 ชั่วโมง) เราจะใช้เนื้อหาจากนักจิตวิทยาและนักวิชาการที่พยายามจะ “รวมจิตวิทยาให้เป็นหนึ่ง” (unification of psychology) ถึงแม้ว่าการรวมจิตวิทยาให้เป็นหนึ่งอาจเป็น “ความท้าทายที่เป็นไปไม่ได้” จากมุมมองของนักจิตวิทยาบางกลุ่ม (เนื่องจากจิตวิทยาสาขา/แขนงต่าง ๆ อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันในหลายประเด็น ตั้งแต่มุมมองทางปรัชญา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ความรู้) และในตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ที่ทำได้สำเร็จ (ความท้าทายนี้มีวารสารทางวิชาการที่เฉพาะเจาะจง เช่น Integrative Psychological and Behavioral Science หรือแม้แต่ Review of General Psychology และ New Ideas of Psychology) แต่ในระหว่างที่นักจิตวิทยาและนักวิชาการร่วมกันเดินทางเพื่อวาดแผนที่ของศาสตร์จิตวิทยา เราก็พอที่จะได้เห็นภาพของศาสตร์ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาพนี้อาจยังไม่สามารถพูดได้ว่า “ถูกต้อง” แต่จะมีประโยชน์อย่างแน่นอน โครงการอบรมนี้จะคัดสรรภาพที่เข้าใจง่ายและมีประโยชน์สำหรับการเริ่มต้นที่จะผนวกจิตวิทยาให้ตรงกับความต้องการระหว่างศาสตร์ที่หลากหลาย

 

สำหรับผู้ที่รู้จักทฤษฎี/แนวคิดทางจิตวิทยาอยู่แล้ว อาจสังเกตได้ว่า ลักษณะทางจิตวิทยาบางลักษณะอาจ ดูเหมือน มีความใกล้เคียงกัน เช่น ความเชื่อในความสามารถของตน (self-efficacy) และมโนทัศน์แห่งตน (self-concept) หรือทฤษฎี/แนวคิดทางจิตวิทยาอาจ ดูเหมือน มีความใกล้เคียงกัน เช่น ความคลาดเคลื่อนในการอนุมานสาเหตุ (fundamental attribution error) และความลำเอียงเข้าข้างตนเอง (self-serving bias) ซึ่งหลัก ๆ ก็เป็นการอนุมานสาเหตุเหมือนกัน เราอาจเห็นความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเมื่อพิจารณาทฤษฎี/แนวคิดเหล่านี้พร้อมกัน แต่ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ลักษณะทางจิตวิทยาและทฤษฎี/แนวคิดทางจิตวิทยาด้วยความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ก็น่าจะช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ก็น่าจะช่วยให้การทำงานระหว่างศาสตร์เป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้นเช่นกัน โครงการอบรมนี้จึงไม่ได้นำเสนอทฤษฎี/แนวคิดทางจิตวิทยา (สิ่งเหล่านี้หาได้จากโครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยาฯ และโครงการอบรมความรู้จากสาขา/แขนงต่าง ๆ) แต่โครงการอบรมนี้จะนำเสนอ “โครงสร้างพื้นฐาน” ทางจิตวิทยา ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของลักษณะทางจิตวิทยาและทฤษฎี/แนวคิดทางจิตวิทยาที่มีอยู่ หากเปรียบได้กับการปรุงอาหาร ทฤษฎี/แนวคิดทางจิตวิทยาก็อาจเหมือนสูตรอาหาร ส่วนโครงสร้างพื้นฐานทางจิตวิทยาก็อาจเหมือนวัตถุดิบและกระบวนการปรุงอาหาร ถ้ารู้แต่สูตรอาหาร การดัดแปลงให้เข้ากับวัตถุประสงค์และบริบทต่าง ๆ อาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ถ้ารู้วัตถุดิบและกระบวนการปรุงอาหารด้วย การดัดแปลงก็อาจทำได้ง่ายกว่า

 

และสุดท้าย เราจะขมวดเนื้อหาทั้งหมดเข้าด้วยกันในส่วนของ “จิตวิทยาและการบูรณาการณ์ระหว่างศาสตร์” โดยจะนำเสนอบทบาทของจิตวิทยาที่อาจแตกต่างกันระหว่างการประยุกต์ใช้ การร่วมมือ และการอำนวยความสะดวก ซึ่งน่าจะทำให้การทำงานระหว่างศาสตร์ตรงเป้าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะเน้นที่การใช้งานจิตวิทยาเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development goals) ที่จิตวิทยาอาจมีส่วนร่วมในหลากหลายเป้าหมาย แต่ก็ยากที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ได้หากปราศจากความร่วมมือระหว่างศาสตร์ โครงการอบรมจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 18 มกราคม 2568 เวลา 9:00-16:00 ที่คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (มีระบบออนไลน์)

 

 

รายการอ้างอิง

 

Lawson, K. M., & Robins, R. W. (2021). Sibling constructs: What are they, why do they matter, and how should you handle them? Personality and Social Psychology Review, 25, 344-366.

 

งานรับปริญญาของบัณฑิต JIPP 13 ณ University of Queensland ประเทศออสเตรเลีย

 

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พจ ธรรมพีร ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาตรีนานาชาติ (Joint International Psychology Program: JIPP) อาจารย์ ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์ ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาปริชาน และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา เข้าร่วมงานรับปริญญาของบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์จิตวิทยา ซึ่งเป็นหลักสูตรนานาชาติสองปริญญา (Joint Degree) รุ่นที่ 13 ณ หอประชุม The University of Queensland ณ เมือง Brisbane มลรัฐ Queensland ประเทศ Australia ในโอกาสนี้ มาภา มหาปิยศิลป์ บัณฑิตของ JIPP 13 ได้รับเกียรติเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรับปริญญาดังกล่าว

 

นอกจากนี้ วันที่ 16 ธันวาคม 2568 คณาจารย์คณะจิตวิทยา ได้พบปะพูดคุยกับนิสิต ชั้นปีที่ 3 JIPP 14 ที่อยู่ในระหว่างการศึกษาที่ University of Queensland อีกด้วย

 

On December 19, 2025, Assistant Professor Dr. Nattasuda Taephant, Dean of the Faculty of Psychology; Assistant Professor Dr. Phot Dhammapeera, Director of the International Undergraduate Program (JIPP); Dr. Suphasiree Chantavarin, Head of Cognitive Psychology Area; and Assistant Professor Dr. Panita Suavansri, Director of Counseling Psychology Program attended the graduation ceremony for graduates of the Joint International Program in Psychology (JIPP 14) at the University of Queensland’s auditorium in Brisbane, Queensland, Australia. During this occasion, Miss Mapa Mahapiyasilp from JIPP 14 had the honor of serving as the valedictorian and delivering the commencement speech at the ceremony.

 

In addition, on December 16, 2025, faculty members of the Faculty of Psychology met with third-year students (JIPP 14), who are currently pursuing their studies at The University of Queensland.

 

 

 

แสดงความยินดี รศ.สักกพัฒน์ งามเอก ที่ได้รับคัดเลือกเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิดีเด่น” ระดับวารสาร ประจำปี พ.ศ. 2568

 

คณะจิตวิทยา ขอแสดงความยินดีกับ รองศาสตราจารย์สักกพัฒน์ งามเอก อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาฯ
ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 5 ของ “ผู้ทรงคุณวุฒิดีเด่น” ระดับวารสาร ประจำปี พ.ศ. 2568 โดย วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) – Thai Journal of Clinical Psychology (Online)

 

 

 

คณะจิตวิทยาต้อนรับคณะนักเรียนและครูจากโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่เข้ามาเยี่ยมชมคณะจิตวิทยา

 

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 คณะจิตวิทยาต้อนรับคณะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 และคุณครู จำนวน 20 ท่าน จากโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ที่คณะจิตวิทยา รับฟังการบรรยายเรื่อง “ความเครียด สุขภาพจิตและสมอง” และชมการสาธิตการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมองด้วยเครื่อง portable EEG โดยวิทยากร ผศ. ดร.พีร วงศ์อุปราช จากนั้นเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ EEG ของคณะจิตวิทยา

 

 

ขอแสดงความยินดีกับ รศ. ดร.กุลยา พิสิษฐ์สังฆการ ที่ได้คัดเลือกเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิดีเด่น” ระดับวารสาร ประจำปี พ.ศ. 2568

 

คณะจิตวิทยา ขอแสดงความยินดีกับ รองศาสตราจารย์ ดร.กุลยา พิสิษฐ์สังฆการ อาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยาคลินิก และจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 5 ของ “ผู้ทรงคุณวุฒิดีเด่น” ระดับวารสาร ประจำปี พ.ศ. 2568 โดย วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย (Journal of Mental Health of Thailand)

 

 

 

 

การประชุมชี้แจงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายฯ สายปฏิบัติการ วิชาชีพการสนับสนุนวิจัยเพื่อมุ่งสร้างผลกระทบ

 

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569  ฝ่ายการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดการประชุมชี้แจงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายฯ สายปฏิบัติการ วิชาชีพการสนับสนุนวิจัยเพื่อมุ่งสร้างผลกระทบ ครั้งที่ 3/2569 ณ อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาฯ โดยได้รับเกียรติจาก ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม และ รศ. ดร.พรรณี ชีวินศิริวัฒน์ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านวิจัย กล่าวเปิดการประชุมครั้งนี้

สำหรับการประชุมชี้แจงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายฯ ในครั้งนี้ ได้มีการบรรยายและพูดคุยเกี่ยวกับกระบวนการบริหารจัดการทุนตาม พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม (TRIUP ACT) โดยวิทยากรจากศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาฯ (CU Innovation Hub) และได้มีการบรรยายเกี่ยวกับศูนย์บริการทางวิชาการของคณะจิตวิทยาในการช่วยดูแลใจชาวจุฬาฯ ได้แก่ การแนะนำบริการการดูแลสุขภาพจิตและช่องทางการติดต่อขอรับบริการจากนักจิตวิทยาประจำศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย และศูนย์สุขภาะวาทางจิต

การประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพและสร้างผลกระทบในวงกว้างอย่างยั่งยืนต่อไป

ความหมายในชีวิต – Meaning of Life

 

ความหมายในชีวิต หมายถึง การรับรู้ของบุคคลถึงสิ่งที่ทำให้ตนดำรงอยู่ และทำให้มีกำลังใจในการดำรงชีวิตอยู่อย่างมั่นคงและมุ่งมั่นเมื่อเผชิญกับอุปสรรคหรือวิกฤตของชีวิต

 

นอกจากนี้ความหมายในชีวิตยังเชื่อมโยงบุคคลให้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว มีความมุ่งมั่นในการกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิต ผ่านสัมพันธภาพต่อผู้คนรอบข้างและผ่านทัศนะต่อชีวิตที่เข้มแข็งเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ต่อไปได้

 

 

 

 

Frankl V. จิตแพทย์แนวอัตถิภาวนิยม ได้อธิบายว่าบุคคลค้นพบความหมายในชีวิตจากประสบการณ์แต่ละขณะ ในรูปแบบของคุณค่าต่าง ๆ 3 แนวทาง ดังนี้

 

  1. คุณค่าเชิงสร้างสรรค์ (Creative value) คือ การให้คุณค่าแก่การทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยการพยายามทำให้สิ่งนั้นดีขึ้นอกว่าเดิม ทำหน้าที่ของตนอย่างกระตือรือร้น การสร้างสรรค์ผลงานที่มาจากความปรารถนาหรือความต้องการภายในของตนเอง คุณค่าด้านนี้เป็นคุณค่าที่บุคคลรับรู้จากการกระทำบางสิ่งอย่างตระหนักและทุ่มเท ถือได้ว่าเป็นความหมายที่บุคคลได้กระทำสิ่งต่าง ๆ ให้แก่ชีวิต

 

  1. คุณค่าเชิงประสบการณ์ (Experience value) คือ การให้คุณค่าแก่การดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นและโลกรอบๆ ตัวในรูปของมนุษยสัมพันธ์ ในรูปความรู้สึกดื่มด่ำในคุณความดี ในรูปแบบความรู้สึกต่อตนเองในฐานะมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง คุณค่าด้านนี้เป็นคุณค่าที่บุคคลได้รับจากการมีประสบการณ์บางอย่าง หรือประสบการณ์กับบางคน ในด้านความรัก ความดีความงดงาม หรือสัจธรรมต่างๆ ถือได้ว่าเป็นความหมายที่บุคคลได้รับจากการมีส่วนร่วมกับโลกรอบ ๆ ตัวบุคคลนั้น

 

  1. คุณค่าเชิงเจตคติ (Attitude value) คือ การให้คุณค่าเชิงเจตคติต่อโชคชะตา ต่อสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการดำรงชีวิต เช่น ความวิตกกังวล ความรู้สึกผิด ความตาย และต่อสภาพชีวิตที่ทุกข์ทรมาน เช่น ความเจ็บปวดที่รักษาไม่หาย คุณค่าเจตคติเป็นการเลือกท่าที ความนึกถึง และปฏิกิริยาของตนเอง ต่อสภาพชีวิตด้วยความรู้สึกมั่นคง อดทน และยืนหยัด คุณค่าด้านนี้เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลค้นพบความหมายในชีวิตที่ลึกซึ้ง และเป็นคุณค่าที่เกิดจากการที่บุคคลเผชิญกับสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์ของความสิ้นหวัง มีความรู้สึกว่าตนเป็นเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำแล้วบุคคลสามารถปรับเจตคติต่อชีวิตหรือค้นพบความหมายบางอย่าง ทำให้บุคคลก้าวพ้นจากสถานการณ์ที่หมดหวังได้ และสามารถเผชิญกับสถานการณ์นั้นด้วยเจตคติที่แสดงถึงการยอมรับและอยู่กับมันได้อย่างไม่แปลกแยก

 

 

จากแนวคิดนี้ ความหมายในชีวิตนั้นครอบคลุมทั้งการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ บนโลกและการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ตามวิถีของตนเอง ซึ่งการรับรู้และเข้าใจนั้นได้มาจากการให้คุณค่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมที่บุคคลได้ลงมือกระทำ การอยู่ร่วมกับคนอื่นบนโลก และเจตคติที่มีต่อโชคชะตาของตนเอง หรือกล่าวได้ว่า ความหมายในชีวิตเป็นการรับรู้หรือการตอบสนองของบุคคลในแต่ละขณะ แต่ละสถานการณ์ที่บุคคลประสบ เป็นสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัว หรือเป็นการรับรู้ของบุคคลที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ความหมายในชีวิตจึงเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นกับสภาพแวดล้อม ไม่มีความหมายในชีวิตที่ดีที่สุดหรือที่เป็นสากล

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

 

สุจิรา ประกอบสุข. (2561). ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะนิสัยแบบฟื้นคืนพลัง ความหมายในชีวิต และปัญหาทางจิตใจของนักเรียนทุนที่ศึกษาต่อต่างประเทศ [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2018.758

 

ชลพรรษ จรัญพงษ์. (2563). อิทธิพลของเจตคติต่อเงิน ความตึงเครียดทางการเงิน และความหมายในชีวิตที่มีต่อภาวะซึมเศร้าของคนทำงานที่มีหนี้สิน [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2020.680

 

ลดโซเชียล…ลดเหงา???

 

โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือช่วยให้เราเชื่อมต่อกับผู้คนได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และกว้างขวาง แต่คุณเคยรู้สึกไหมว่า บางที ยิ่งใช้เวลาบนโลกโซเชียลมากเรากลับยิ่งเหงา

 

งานวิจัยทางจิตวิทยาจำนวนมากพบว่าคนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากมักรายงานว่ารู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวทางสังคมมากกว่าคนที่ใช้โซเชียลมีเดียน้อย (Zheng et al., 2022) ซึ่งอาจเป็นเพราะการใช้เวลาในโซเชียลมีเดียไปแย่งเวลาที่ควรอยู่กับครอบครัวและเพื่อนไป

 

แต่งานวิจัยที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยแบบสหสัมพันธ์ คือเก็บข้อมูลปริมาณการใช้โซเชียลมีเดียกับความเหงาในแบบสอบถามฉบับเดียวกัน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าการใช้โชเชียลมีเดียเกิดก่อนและเป็นสาเหตุทำให้เหงา ตรงกันข้ามอาจเป็นเพราะคนที่เหงาและห่างเหินจากเพื่อนและครอบครัวอยู่ก่อนแล้วจึงหันไปใช้เวลาในโซเชียลมีเดียเยอะก็ได้

 

ทีมนักจิตวิทยาและกุมารแพทย์ชาวแคนาดา (Goldfield et al., 2024) จึงทำการทดลองเชิงประจักษ์เพื่อทดสอบว่า การใช้โซเชียลมีเดียเป็นสาเหตุให้เกิดความเหงาจริงหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น การลดใช้โซเชียลมีเดียต้องช่วยลดความเหงาลง โดยเฉพาะเยาวชนที่เผชิญกับความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าที่เปราะบางและเสี่ยงที่จะมีความรู้สึกเหงาได้ง่าย

 

ทีมวิจัยทำการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม (randomized control trial – RCT) กับเยาวชนอายุ 17-25 ปีชาวแคนาดามากกว่า 200 คน ที่รายงานว่ามีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าอยู่แล้ว สัปดาห์แรกของการทดลองเป็นการเก็บข้อมูลเบื้องต้นเพื่อเปรียบเทียบ (baseline) ผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนตอบแบบประเมินความรู้สึกเหงา และถ่ายภาพหน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่แสดงสถิติการใช้งานแอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ส่งให้ทีมวิจัยทุกวัน โดยค่าเฉลี่ยการใช้โซเชียลมีเดียของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่วันละ 2.5 ชั่วโมง

 

จากนั้นกลุ่มตัวอย่างถูกสุ่มแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งใช้โซเชียลมีเดียไปตามปกติ ส่วนอีกกลุ่มถูกขอให้จำกัดการใช้โซเชียลมีเดียไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยเก็บข้อมูลสถิติการใช้งานแอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียของทั้งสองกลุ่มต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบว่ามีปริมาณการใช้โซเชียงมีเดียวต่างกันจริง และประเมินความเหงาเมื่อสิ้นสุดการทดลอง

 

ผลการวิจัยพบว่า เยาวชนในกลุ่มที่ลดเวลาใช้โซเชียลมีเดียมีระดับความเหงาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม โดยพบผลพอ ๆ กันไม่ว่าจะเป็นเยาวชนชายหรือหญิง และไม่ว่าจะเป็นคนที่มีแนวโน้มชอบเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นบนโลกออนไลน์มากหรือน้อย

ผลที่พบนี้ท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่ามีเพียงบางกลุ่ม เช่น ผู้หญิงหรือคนที่ชอบเปรียบเทียบตนเองเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดีย อันที่จริง แทบทุกคนอาจได้ประโยชน์จากการใช้โซเชียลมีเดียให้น้อยลง โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพจิตใจเปราะบาง

 

กลไกที่ทำให้การลดใช้โซเชียลมีเดียช่วยลดความเหงาได้ สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎี Behavioral displacement theory ที่มีสมมุติฐานว่า เวลาที่อยู่บนโซเชียลมีเดียไปแย่งเวลาที่จะได้ปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับบุคคลสำคัญ ๆ ในชีวิตเช่นเพื่อนและครอบครัว โดยมีงานวิจัยที่พบว่า การลดใช้โซเชียลมีเดียมีผลให้ปฏิสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น (Allcott et al., 2020) และเยาวชนที่มีความสัมพันธ์กับครอบครัวดีมีสัดส่วนที่รายงานว่าเหงาและโดดเดี่ยวน้อยกว่าเยาวชนที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับครอบครัว (ทิพย์นภา หวนสุริยาและคณะ 2568)

 

ถ้าอย่างนั้น สำหรับคนที่รู้สึกเหงาและสงสัยว่าจะได้รับผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดียอยู่เป็นประจำ จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรดี?

 

แทนที่จะหักดิบเลิกใช้โซเชียลมีเดียไปเลย แนวทางที่เป็นไปได้มากกว่า คือ เริ่มจากเช็คเวลาใช้โซเชียลมีเดียของตัวเองว่าโดยเฉลี่ยเราใช้เวลากันมันมากแค่ไหน แล้วตั้งเป้าค่อย ๆ ลดทีละน้อย เช่น สัปดาห์นี้จะลดลงครึ่งชั่วโมง สัปดาห์หน้าลดลงอีกครื่งชั่วโมง เป็นต้น โดยกำหนดช่วงเวลาที่จะลดการใช้โซเชียลมีเดียให้เจาะจงชัดเจน เช่น ก่อนนอน ระหว่างรับประทานอาหาร และใช้เวลาที่ได้คืนมาเงยหน้าขึ้นพูดคุย โทรหา นัดเจอ ทำกิจกรรมร่วมกับคนรอบข้างให้มากขึ้น

 

ถ้าคุณกำลังเหงา หากอ่านบทความนี้จบแล้ว ลองโทรหาเพื่อนสักคน ชวนกันไปกินข้าว เดินเล่นกันดูนะคะ ได้ผลอย่างไรแชร์กลับมาให้เรารู้บ้างนะคะ

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

ทิพย์นภา หวนสุริยา, ศุภณัฐ ศรีอุทัยสุข, ธนกฤต สำราญกมล, และพิมพ์มาดา เจริญศิลป์ (2568). ผลการสำรวจเยาวชนไทย 2025. คิด for คิดส์ – ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว.

 

Allcott, H., Braghieri, L., Eichmeyer, S., & Gentzkow, M. (2020). The welfare effects of social media. American Economic Review, 110(3), 629–676. https://doi.org/10.1257/aer.20190658

 

Goldfield, G. S., Lopes, M. V. V., Mahboob, W., et al. (in press). Reducing social media use decreases loneliness regardless of gender or level of social comparisons in youth with anxiety and depression: A randomized controlled trial. Journal of Affective Disorders. https://doi.org/10.1016/j.jad.2026.121331

 

Zhang, L., Li, C., Zhou, T., Li, Q., & Gu, C. (2022). Social networking site use and loneliness: A meta-analysis. Journal of Psychology, 156(5), 492–511. https://doi.org/10.1080/00223980.2022.2101420

 

 


 

 

บทความโดย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา
ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาวิทยาศาสตร์จิตวิทยา และ ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาธุรกิจ

 

“อุเบกขา” การบ่มเพาะสภาวะเป็นกลางด้วยกลไกทางจิตวิทยา

 

จากบทความตอนที่ 2 ผู้เขียนได้นำเสนอแนวทางการประเมินสภาวะอุเบกขาด้วยตนเองผ่านแบบวัด Equanimity Scale–16 (ES-16) ซึ่งพัฒนาโดย Rogers และคณะ (2021) โดยคณะผู้วิจัยได้ดำเนินการแปลแบบวัดเป็นภาษาไทยและตรวจสอบคุณภาพเชิงจิตมิติ เพื่อนำไปใช้ในการประเมินผลของโปรแกรมการแทรกแซง บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ กระบวนการบ่มเพาะสภาวะอุเบกขาผ่านกลไกทางจิตวิทยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์ สาขาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา ภายใต้หัวข้อ “ผลของการเจริญสติและพรหมวิหารภาวนาต่อสภาวะอุเบกขาและสุขภาวะทางจิต”

 

ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันดำเนินอยู่ท่ามกลาง การบีบคั้นทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง (chronic emotional overload) อันเกิดจากการเร่งความถี่ของข้อมูลข่าวสาร ความคาดหวังทางสังคมและการทำงาน ตลอดจนการเปรียบเทียบคุณค่าตนเองในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิต และการตัดสินใจมากขึ้น แรงกดดันในการต้องมีตัวตนที่ “เหนือกว่า” และ “พร้อมสู้ตลอดเวลา” จึงทวีความรุนแรงขึ้น ภายใต้สภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและตัวแปรที่ผันผวน แรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกเช่นนี้ ส่งผลให้ปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มสะสมและเรื้อรังมากขึ้น ตั้งแต่ความอ่อนล้าทางจิตใจ (emotional exhaustion) ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้น พัฒนาไปสู่ภาวะหมดไฟ (burnout) ในระดับการทำงานและการใช้ชีวิต และในบางกรณีอาจทวีความร้ายแรงจนกลายเป็นความเครียดขั้นรุนแรง (severe psychological distress) ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตและคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากทั่วโลก (World Health Organization, 2024; American Psychological Association, 2024)

 

ในทางจิตวิทยา แนวคิดร่วมสมัยเกี่ยวกับการจัดการอารมณ์อย่างมีประสิทธิภาพมิได้มุ่งเพียงการลดหรือหลีกเลี่ยงอารมณ์ด้านลบ หากแต่ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงภายในของจิตใจ (inner stability) ผ่านความสามารถในการเปิดรับประสบการณ์ตามที่เป็นจริง โดยไม่ปิดกั้นความรู้สึกและไม่ถูกกลืนไปกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ จากกรอบความเข้าใจดังกล่าว งานวิจัยจึงให้ความสนใจ “อุเบกขา (equanimity)” ในฐานะความสามารถของจิตใจ (psychological capacity) หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของการฝึกสมาธิและการเจริญสติ (Desbordes et al., 2015) และมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ในบริบทปัจจุบัน

 

ในเชิงการวัดทางจิตวิทยา งานพัฒนาแบบวัด Equanimity Scale–16 (Rogers et al., 2021) อธิบายว่าอุเบกขาประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การยอมรับประสบการณ์ตามที่เป็นจริง (experiential acceptance) และการไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยอัตโนมัติ (non-reactivity) ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยลดการถูกครอบงำทางอารมณ์และสนับสนุนสุขภาวะทางจิตในระยะยาว (He, 2024; Maung et al., 2025) แนวทางการฝึกที่ส่งเสริมอุเบกขาถูกนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่หลากหลาย เช่น การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องเผชิญความทุกข์ทางกายและใจระยะยาว ซึ่งช่วยลดการตอบสนองทางอารมณ์ต่อความเจ็บปวด และส่งเสริมการยอมรับประสบการณ์ตามที่เป็นจริง (Lindsay & Creswell, 2017; Garland et al., 2019) นอกจากนี้ อุเบกขายังมีความสัมพันธ์กับการบรรเทาภาวะหมดไฟ ความอ่อนล้าทางอารมณ์ และความเครียดจากงานที่ยืดเยื้อ โดยช่วยเสริมสร้างความสมดุลภายในและความสามารถในการอยู่กับความทุกข์ของผู้อื่นโดยไม่สูญเสียสมดุลทางใจ อีกทั้งยังส่งเสริมสุขภาวะทางจิต ช่วยบรรเทาความวิตกกังวลและอาการซึมเศร้า และสนับสนุนการดำรงชีวิตอย่างมีความหมายในระยะยาว (He, 2024; West et al., 2018; Maung et al., 2025)

 

ในกรอบพุทธศาสนา “อุเบกขา (upekkhā)” มิได้ถูกมองว่าเป็นความเฉยชา หรือการเพิกเฉยแบบละเลยประสบการณ์ หากแต่เป็น สภาวะจิตที่ได้รับการบ่มเพาะอย่างเป็นลำดับ โดยตั้งอยู่บนทั้งปัญญา (paññā) และความเมตตากรุณา (mettā–karuṇā) หลักธรรมในหมวด พรหมวิหาร ๔ ระบุว่าอุเบกขาเกิดร่วมกับเมตตา กรุณา และมุทิตา ซึ่งสะท้อนอย่างชัดเจนว่าอุเบกขามิได้แยกขาดจากความเอื้ออาทรต่อสรรพสัตว์ หากแต่เป็นความเป็นกลางที่เกิดขึ้นเมื่อจิตมีเมตตาและกรุณาอย่างสมบูรณ์ จึงไม่เอนเอียงหรืออคติด้วยความรักหรือความชัง (พระไตรปิฎก ที.ปา. ๑๑/๒๓๗/๒๓๗) ในกระบวนการภาวนา อุเบกขาสามารถงอกงามขึ้นได้จากการเจริญสติปัฏฐาน โดยเฉพาะผ่าน อานาปานสติภาวนา ซึ่งช่วยให้จิตสงบ ตั้งมั่น และเห็นสภาวธรรมตามที่เป็นจริง (Hart, 1987) อันนำไปสู่การเกิดปัญญาในการรู้เท่าทันความไม่เที่ยงของทุกสภาวะ เมื่อความเข้าใจเช่นนี้หยั่งรากลึก จิตจึงสามารถวางต่อประสบการณ์ทั้งปวงอย่างเป็นกลาง โดยไม่ต่อต้านและไม่ละเลยต่อความทุกข์ของตนเองและผู้อื่น (พระไตรปิฎก ม.มู. ๑๒/๓๔๓/๓๗๔) ด้วยเหตุนี้ อุเบกขาจึงเป็นทั้ง ผลของการฝึกจิตที่นำไปสู่ความสงบผาสุก และ กระบวนการภายในที่เกื้อหนุนต่อการคลายความยึดมั่นถือมั่น โดยยังคงความอ่อนโยน ความกรุณา และความรับผิดชอบต่อชีวิตไว้อย่างครบถ้วน

 

งานวิจัยที่ผู้เขียนดำเนินการอยู่นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการเจริญสติและพรหมวิหารภาวนา ภายใต้บริบทแวดล้อมที่เอื้อต่อการปฏิบัติ (สัปปายะ; supportive contemplative context) โดยเน้นการฝึก อานาปานสติ (Ānāpānasati; breathing meditation) ควบคู่กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงที่ส่งเสริมปัญญาและความกรุณา ในกลุ่มตัวอย่างชาวไทย ที่มีความสนใจในการปฏิบัติแต่ฝึกสมาธิไม่สม่ำเสมอ จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองซึ่งถูกขอให้เข้าร่วมโปรแกรมฯ และกลุ่มควบคุมซึ่งถูกขอให้ใช้ชีวิตปกติ โดยงานวิจัยมีผลลัพธ์โดยตรงคือ สภาวะอุเบกขา ซึ่งประเมินด้วยแบบวัด Equanimity Scale–16 (ES-16) ฉบับภาษาไทย พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยคณะผู้วิจัย และผลลัพธ์ทางอ้อม คือ สุขภาวะทางจิต (psychological well-being; PWB) ฉบับภาษาไทย พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดย วรัปสร โรหิตะบุตร (2549) ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้เข้าร่วมกลุ่มทดลองมีคะแนนสภาวะอุเบกขาสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผลปฏิสัมพันธ์ระหว่างเวลาและกลุ่มมีนัยสำคัญ F(1, 68) = 22.80, p < .001 และมีขนาดอิทธิพลในระดับสูง (partial η² = .251) นอกจากนี้ ในช่วงการติดตามผล 8 สัปดาห์หลังสิ้นสุดโปรแกรม พบว่าระดับคะแนนอุเบกขายังคงอยู่และไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนเฉลี่ยในกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลอง (M = 3.38, SD = 0.56) เป็นหลังการทดลอง (M = 3.82, SD = 0.59) และเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยในช่วงติดตามผล (M = 3.88, SD = 0.53)

 

นอกจากผลลัพธ์หลักดังกล่าว คะแนนอุเบกขาที่เพิ่มขึ้นยังมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคะแนนสุขภาวะทางจิต (psychological well-being; PWB) โดยเฉพาะในมิติของ การเติบโตภายใน (personal growth) การยอมรับตนเอง (self-acceptance) และ ความเป็นอิสระในการกำกับชีวิต (autonomy) ซึ่งสอดคล้องกับกลไกภายในของอุเบกขา ได้แก่ การยอมรับประสบการณ์ตามที่เป็นจริง (experiential acceptance) และ การไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยอัตโนมัติ (non-reactivity) ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพ ซึ่งสะท้อนประสบการณ์ภายในของผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับการยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิต การสามารถอยู่กับความทุกข์โดยไม่หลีกหนีหรือกดทับ และการพัฒนาสัมพันธภาพที่อ่อนโยนและสมดุลยิ่งขึ้นทั้งต่อตนเองและผู้อื่น อันสะท้อนการงอกงามของอุเบกขา อันเกิดจากการเจริญสติ และพรหมวิหารภาวนาที่โปรแกรมนี้ได้ออกแบบไว้

 

เมื่อพิจารณาผลการศึกษาในภาพรวม จะเห็นได้ว่าอุเบกขามิได้เกิดจากการกดทับอารมณ์หรือการพยายามเพิกเฉยต่อประสบการณ์ หากแต่เป็นผลของ กระบวนการภายในที่ค่อย ๆ เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจกับประสบการณ์ชีวิต กลไกสำคัญของกระบวนการนี้คือ การยอมรับประสบการณ์ตามที่เป็นจริง (experiential acceptance) ซึ่งสอดคล้องกับ โยนิโสมนสิการ และการเห็นเหตุปัจจัยของสถานการณ์และประสบการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อจิตสามารถอยู่กับอารมณ์ ความคิด และความไม่แน่นอนโดยไม่ต่อต้าน ความรู้เท่าทันเชิงปัญญา (paññā) จึงค่อยๆ งอกงาม และทำให้แรงยึดมั่นถือมั่นคลายตัวลง จากฐานนี้ การไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยอัตโนมัติ (non-reactivity) จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มิใช่จากการควบคุมหรือการห้าม แต่จากการเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเข้าไปยึดถือหรือผลักไสประสบการณ์เหล่านั้น เมื่อแรงขับทางอารมณ์ลดลง การรับรู้จึงมีความชัดเจน มั่นคง และเป็นกลางมากขึ้น กระบวนการดังกล่าวมิได้แยกออกจากชีวิตประจำวัน หากแต่ช่วยให้บุคคลสามารถอยู่กับความทุกข์ ความเปลี่ยนแปลง และความซับซ้อนของชีวิตได้ด้วยใจที่ยังคงความอ่อนโยน ความกรุณา และความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ในความหมายนี้ อุเบกขาจึงมิใช่เพียงผลลัพธ์ของการฝึก หากแต่เป็น กระบวนการเติบโตภายในที่ดำเนินไปพร้อมกับการใช้ชีวิต และเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงการฝึกจิตกับสุขภาวะทางจิตอย่างยั่งยืนในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

 

“อุเบกขาไม่ใช่การวางเฉยต่อชีวิต หากคือการวางใจเป็นกลางที่เปี่ยมด้วยปัญญาและกรุณา
เป็นการรู้สึกได้เต็มที่ โดยไม่ถูกความรู้สึกนั้นพาไป”

 

 

อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยตระหนักถึงข้อจำกัดของการศึกษา โดยเฉพาะความจำเป็นในการขยายผลโปรแกรมไปยังกลุ่มประชากรที่มีลักษณะหลากหลายมากขึ้น รวมถึงการปรับรูปแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตที่แตกต่าง เพื่อส่งเสริมการเจริญสติและพรหมวิหารภาวนาให้เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สนใจในจิตวิทยาแนวพุทธ และยินดีอย่างยิ่งหากได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้อ่านที่สนใจในประเด็นใกล้เคียงกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาความเข้าใจเรื่องการดูแลจิตใจอย่างลึกซึ้งและยั่งยืนต่อไป

 

 

เพียรเฝ้ารู้ ดูลมปราณ มิปล่อยปละ       เพียรคอยละ อุปาทาน มารสลาย
เพียรรู้อยู่ จิตเกิดดับ ตัวตนคลาย       เบาสบาย ในความว่าง จากอัตตา
อุเบกขา ดุจนที ชโลมจิต       คลายยึดติด คายหลงผิด ยินแก่นสาร
สุขสงบ ดังน้ำนิ่ง ไร้โคลนทราม       สุกสว่าง ดังเงาจันทร์ ในวารี
อุเบกขา เปี่ยมด้วยรัก เมตตามรรค       ดุจพรหมพักตร์ กรุณา มิผลักผลาญ
ดุจมารดา จากบุตรรัก รู้กาลวาง       ปัญญาญาณ ใจวางกลาง หาญมั่นคง
อุเบกขา ดุจผืนดิน นิ่งสงบ       หลั่งรินรด บุปผางาม พาลพิษสาร
มิหวาดหวั่น โอบน้อมรับ ด้วยเบิกบาน       ทุกโมงยาม สงบงาม ดุจปฐวี

 

 

 


 

 

บทความโดย

 

อุษณีย์ ศิริอุยานนท์ นิสิตดุษฎีบัณฑิต แขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อีเมล์ 6471007238@student.chula.ac.th, Neptune.siri@gmail.com

 

 

ผู้ตรวจแก้ไขบทความ

  • รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑาทิพย์ วิวัฒนาพันธุวงศ์
    แขนงการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • พระอาจารย์วรศิลป์ วรปัญโญ
    สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • อาจารย์ ดร. สุภีร์ ทุมทอง
    สาขาวิชาบาลีพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีพุทธโฆส นครปฐม

 

 

 


 

 

 

รายการอ้างอิง

 

American Psychological Association. (2024). Stress in America™ 2024: A national mental health report. https://www.apa.org/pubs/reports/stress-in-america/2024

 

Desbordes, G., Gard, T., Hoge, E. A., Hölzel, B. K., Kerr, C. E., Lazar, S. W., Olendzki, N., & Vago, D. R. (2015). Moving Beyond Mindfulness: Defining equanimity as an outcome measure in meditation research. Mindfulness, 6(2), 356–372. https://doi.org/10.1007/s12671-013-0269-8

 

Eberth, J., Sedlmeier, P., & Schäfer, T. (2019). PROMISE: A model of insight and equanimity as key effects of mindfulness meditation. Frontiers in Psychology, 10, 2389. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2019.02389

 

Garland, E. L., Hanley, A. W., Riquino, M. R., Reese, S. E., Baker, A. K., Salas, K., Yack, B. P., Bedford, C. E., Bryan, M. A., Atchley, R., Nakamura, Y., Froeliger, B., & Howard, M. O. (2019). Mindfulness-oriented recovery enhancement reduces opioid misuse risk via analgesic and positive psychological mechanisms: A randomized controlled trial. Journal of Consulting and Clinical Psychology, 87(10), 927–940. https://doi.org/10.1037/ccp0000390

 

Hart, W. (1987). The art of living: Vipassana meditation as taught by S.N. Goenka. Harper & Row.

 

He, Y., Wang, X., Wang, X., & Li, X. (2024). Exploring the relationship between mindfulness and burnout among preschool teachers: The role of dispositional equanimity and empathy. Frontiers in Psychology, 15, 1312463. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2024.1312463

 

Lindsay, E. K., & Creswell, J. D. (2017). Mechanisms of mindfulness training: Monitor and Acceptance Theory (MAT). Clinical Psychology Review, 51, 48–59. https://doi.org/10.1016/j.cpr.2016.10.011

 

Maung, J. J., DeMaranville, J., Wongpakaran, T., Peisah, C., Arunrasameesopa, S., & Wongpakaran, N. (2025). The role of equanimity in predicting the mental well-being of residents in long-term care facilities in Thailand. Nursing Reports, 15(4), Article 123. https://doi.org/10.3390/nursrep15040123

 

Rogers, H. T., Shires, A. G., & Cayoun, B. A. (2021). Development and validation of the Equanimity Scale–16. Mindfulness, 12(1), 107–120. https://doi.org/10.1007/s12671-020-01503-6

 

West, C. P., Dyrbye, L. N., & Shanafelt, T. D. (2018). Physician burnout: Contributors, consequences, and solutions. Journal of Internal Medicine, 283(6), 516–529. https://doi.org/10.1111/joim.12752

 

World Health Organization. (2024). Mental health at work. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/mental-health-at-work

 

วรัปสร โรหิตะบุตร. (2549). ผลของกลุ่มพัฒนาตนต่อสุขภาวะทางจิตของผู้สูงอายุ [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. https://doi.org/10.14457/CU.the.2006.701