“ทุกวันนี้เด็กที่เกิดในห้องคลอดเป็นต่างด้าว 90% คนไทยเหลือเพียง 10%”
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้อความนี้ถูกแชร์ใน social media อย่างแพร่หลาย นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง หลายคนอ่านแล้วก็อาจกังวลว่าอนาคตประเทศไทยจะเต็มไปด้วยประชากรที่มีเชื้อชาติอื่น โดยเฉพาะเมื่อบางโพสต์อ้างถึงประสบการณ์ตรงของบุคลากรทางการแพทย์ที่พบว่า ในโรงพยาบาลที่ทำงานอยู่ มีหญิงต่างด้าวมาคลอดบุตรเป็นจำนวนมาก
แต่ข้อมูลระดับประเทศ จากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ระบุว่า ในปี 2568 มี เด็กไทยเกิด 416,574 คน เมื่อนำมาประกอบกับข้อมูลสถานการณ์การคลอดของประชากรข้ามชาติ จากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปี 2568 มีการเกิดจาก มารดาที่เป็นประชากรข้ามชาติ 4 สัญชาติ ได้แก่ เมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม จำนวน 37,787 คน เปรียบเทียบกัน “คร่าว ๆ” ภาพกลับเป็นว่า เด็กที่เกิดในประเทศไทยส่วนใหญ่ราว 90% ก็ยังเป็นเด็กไทย
ทำไมข้อมูลที่แชร์กันจึงสวนทางกับสถิติในระดับประเทศ?
ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นแนวโน้มที่คนเรามักเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองนึกออกได้ง่ายนั้นเป็นความจริง แม้ข้อมูลนั้นอาจไม่ตรงกับสถิติที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอธิบายได้ด้วยกลไกที่ Amos Tversky และ Daniel Kahneman เรียกว่า availability heuristic – สิ่งใดนึกออกง่าย สิ่งนั้นถูกต้องและเป็นจริง
คำว่า heuristic คือหลักการอย่างง่ายที่มนุษย์เราใช้เป็นทางลัดในการตัดสินใจ แทนที่จะต้องค้นหาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ โดยกรณี availability heuristic มักถูกใช้เมื่อคนเราพยายามหาข้อสรุปว่าอะไรแพร่หลาย เกิดบ่อย ถูกต้อง เป็นจริง แล้วอาศัยความรู้สึกว่าข้อมูลใดเข้ามาในหัวได้ง่าย สิ่งนั้นน่าจะเป็นคำตอบที่ถูก
โดยส่วนใหญ่ วิธีนี้ก็ช่วยให้ได้คำตอบที่ค่อนข้างถูกต้อง เพราะสิ่งที่นึกออกได้ง่าย ก็มักจะเกิดจากการที่เราได้เห็นสิ่งนั้นบ่อยมาก ๆ เช่น ถ้าจะถามว่าพนักงานคนไหนทำงานดีและตั้งใจมากที่สุด หัวหน้าอาจย้อนนึก แล้วภาพพนักงานบางคนที่มาทำงานทุกวันไม่เคยขาด เข้ามาคุยด้วยบ่อย ๆ ส่งงานเร็วทุกครั้ง ก็ผุดขึ้นมาในหัวได้ง่ายกว่า
แต่บางครั้ง วิธีนี้อาจให้คำตอบที่ผิด เพราะบางครั้ง สิ่งที่ “ผุดขึ้นมาในหัว” หรือ “นึกออกได้ง่าย” อาจไม่ใช่เพราะมันมีสถิติการเกิดบ่อยจริง ๆ แต่อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
- เรื่องที่เพิ่งเจอสด ๆ ร้อน ๆ
- มีส่วนผสมที่แปลก โดดเด่น แตกต่าง สะดุดตา
- เราบังเอิญอยู่ในเวลาหรือสถานที่ที่สิ่งนั้นเกิดบ่อยกว่าปกติ
- เป็นเรื่องสะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง
- ถูกนำเสนอซ้ำ แชร์ บอกต่อซ้ำๆ
กรณีการสรุปว่าตอนนี้เด็กต่างด้าวเกิดมากกว่าเด็กไทย 9 เท่า อาจเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในบางสถานที่ บางเวลา ที่มีคนต่างชาติจำนวนมาก เช่น ย่านโรงงานที่มีการจ้างแรงงานต่างชาติมาก ใครไปโรงพยาบาล หรือทำงานในโรงพยาบาลในย่านดังกล่าว บางวันก็อาจเห็นห้องคลอดมีเด็กต่างชาติมากกว่าเด็กไทย
และการเกิดของเด็กต่างชาติในประเทศไทยยังเป็นเรื่องแปลก แตกต่าง ดึงดูดความสนใจมากกว่าการเกิดของเด็กไทยทั่วไปที่มีอยู่มากมายจนเป็นเรื่องธรรมดา
นอกจากนี้ บางคนที่อาจไม่ได้มีประสบการณ์ตรง เพราะไม่ได้ไปเห็นที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง แต่เห็นสื่อนำเสนอและมีคนแชร์มากมาย จนอาจจำได้และเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ดังนั้น หากเราต้องการสรุปว่า “เด็กที่เกิดในประเทศไทย” มีเด็กต่างชาติหรือเด็กไทยมากกว่ากัน ต้องอาศัยสถิติจากพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศมารวมด้วย
เพราะการสรุปว่า
“ในโรงพยาบาลแถวบ้านฉัน เด็กที่เกิดส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างด้าว”
กับ
“เด็กที่เกิดในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างด้าว”
อาศัยขอบเขตของข้อมูลไม่เหมือนกัน
ประสบการณ์ของเราอาจเป็นจริง แต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
นี่ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่คนในย่านโรงพยาบาลดังกล่าวรับรู้ไม่ใช่ความจริง เพราะสถิติการเกิดในบางโรงพยาบาลอาจมีเด็กต่างชาติมากจริง ๆ และในบางจังหวัด เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี ก็เด็กต่างชาติเกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะยังน้อยกว่าเด็กไทย ในขณะที่จำนวนเด็กไทยเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ สวนทางกัน
ความกังวลของบางคนเรื่องการเปลี่ยนโครงสร้างประชากรจึงเป็นประเด็นที่มีน้ำหนักเช่นกัน และควรได้รับการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ในอนาคต และหาแนวทางรับมือหากผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นผลกระทบทางลบ
แต่หากจะสรุปว่าตอนนี้เด็กต่างชาติเกิดมากกว่าเด็กไทย 9 เท่า จนเป็นปัญหาระดับประเทศไปแล้ว โดยอาศัยข้อมูลจากพื้นที่เดียวหรือโรงพยาบาลเดียว ทั้งที่สถิติระดับประเทศไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก็อาจสร้างความตื่นตระหนก กังวล จนกลายเป็นกระแสความเกลียดชังคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานและมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปได้
แล้วเราจะหลีกเลี่ยงการใช้ทางลัดในการตัดสินใจที่อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่คลาดเคลื่อนได้อย่างไร?
ครั้งต่อไปที่พบข้อความทำนองว่า… “เดี๋ยวนี้มีแต่…”, “คนส่วนใหญ่เป็น…”, “เห็นเต็มไปหมด…”, “ทุกที่เป็นแบบนี้…” ลองหยุดสักนิด แล้วถามตัวเอง 4 ข้อ
- สิ่งที่เราเห็นเป็น “ประสบการณ์” หรือ “สถิติ”? ประสบการณ์จริงมีคุณค่า แต่ตอบคำถามคนละอย่างกับสถิติประชากร
- ตัวอย่างที่เราเห็นมาจากไหน? โรงพยาบาลหนึ่ง โรงเรียนหนึ่ง จังหวัดหนึ่ง หรือกลุ่ม Facebook หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนประเทศไทย
- เราเห็นเรื่องนั้นบ่อย เพราะมันเกิดขึ้นบ่อย หรือเพราะมันถูกพูดถึงบ่อย? เพราะความถี่ที่สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง กับความถี่ที่เราได้เห็นคนพูดถึงสิ่งนั้น เป็นตัวเลขคนละชุดกัน
- ถ้ากำลังพูดถึง “คนส่วนใหญ่” เราได้ดูข้อมูลของ “คนส่วนใหญ่” จริงหรือยัง? ก่อนขยายข้อสรุปจากสิ่งที่เห็นตรงหน้าไปสู่คนทั้งประเทศ เราควรตรวจสอบข้อมูลที่เก็บจากคนทั้งประเทศหรือกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศก่อนจะตัดสิน
บทสรุป
บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้ไม่ใช่การตัดสินว่า คนที่แชร์ข้อมูลว่าเด็กต่างด้าวเกิดมากกว่าเด็กไทยนั้น “พูดผิด” สิ่งที่เขาหรือเธอเห็น อาจเป็นเรื่องจริงอย่างยิ่งในพื้นที่นั้น
แต่ประสบการณ์จริงในพื้นที่หนึ่ง และสถิติของประชากรทั้งประเทศ เป็นข้อมูลคนละระดับกัน และต้องการการจัดการที่แตกต่างกัน
และเราอาจต้องคอยเตือนตัวเองว่า
สิ่งที่เราเห็นบ่อย เป็นความจริงในโลกที่อยู่ตรงหน้าเรา แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงของโลกทั้งหมด
อ้างอิง
Tversky, A., & Kahneman, D. (1973). Availability: A heuristic for judging frequency and probability. Cognitive Psychology, 5(2), 207–232.
Tversky, A., & Kahneman, D. (1974). Judgment under uncertainty: Heuristics and biases. Science, 185(4157), 1124–1131.
บทความโดย
ผศ. ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา
ผู้อำนวยการหลักสูตรมหาบัณฑิต/ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์จิตวิทยา (นานาชาติ) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย