ข่าวและกิจกรรม

โครงการอบรม เรื่อง เทคนิคพื้นฐานสําหรับการโน้มน้าวใจ ปี 2569

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสําหรับการโน้มน้าวใจ” ประจำปี 2569

 

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสําหรับการโน้มน้าวใจ” ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ห้อง 407 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชราภรณ์ บุญญศิริวัฒน์ อาจารย์พิเศษแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร

 

 

 

 

ในยุคปัจจุบันที่การสื่อสารมีความรวดเร็วและหลากหลายช่องทาง ทักษะการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและการโน้มน้าวใจ (Persuasion) ถือเป็นทักษะที่จําเป็น (Soft Skill) ซึ่งมีความสําคัญอย่างยิ่งยวด ทั้งในการดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียน และการทํางาน การโน้มน้าวใจที่มีประสิทธิภาพนั้นไม่ได้อาศัยเพียงแค่วาทศิลป์ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลักการทางจิตวิทยา พฤติกรรมมนุษย์ และกระบวนการคิดของบุคคล เพื่อให้เกิดการสื่อสารเชิงบวกที่ปราศจากการบีบบังคับและนําไปสู่ความร่วมมืออย่างยั่งยืน

 

ด้วยเหตุนี้ โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสําหรับการโน้มน้าวใจ” ประจําปี 2569 จึงถูกจัดขึ้น เพื่อเป็นการบริการวิชาการและเผยแพร่องค์ความรู้ทางจิตวิทยาที่ถูกต้อง ให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เข้าใจถึงกลไกทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของมนุษย์ พร้อมทั้งเรียนรู้เทคนิคการโน้มน้าวใจอย่างมีจริยธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการสื่อสาร ลดความขัดแย้ง และเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างสัมพันธภาพและการทํางานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

 

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมโครงการจากคณะจิตวิทยา

 

 

วิธีการฝึกอบรม
  • การบรรยาย การฝึกปฏิบัติการเจรจาต่อรองในสถานการณ์ต่าง ๆ (Role play / workshop)
    รวมระยะเวลา 3 ชั่วโมง

 

 

การอบรมมีอัตราค่าลงทะเบียน ท่านละ 1,500 บาท

(ราคานี้รวมอาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตร)

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน
  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วันทำการ
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จะจัดส่งให้ทางอีเมลที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 


 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน

 

 

Pride Month 2026: LGBTQ+ ความเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับการยอมรับ

 

เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่มากกว่า 100 ประเทศมีการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของ LGBTQ+ หรือที่เรียกว่า Pride Month ในประเทศไทยเองก็มีขบวนพาเหรดในหลายพื้นที่ เช่น กรุงเทพ เชียงใหม่ อย่างไรก็ตามเดือนนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการที่สังคมจะได้ทบทวนว่า การยอมรับความหลากหลายและความเท่าเทียม มีความหมายอย่างไรในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม

 

ในทางจิตวิทยา การเป็น LGBTQ+ ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิต ไม่ได้เป็นเพราะขาดความอบอุ่นจากการเลี้ยงดู ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ใช่ทางเลือกของชีวิต หรืออาจสรุปว่าคนที่เป็นเกย์ ตุ๊ด ทอม ดี้ เลสเบี้ยน ไบหรืออื่น ๆ เกิดจากความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกันระหว่างปัจจัยทางชีววิทยา พันธุกรรม กระบวนการทางจิต และสภาพแวดล้อม เป็นความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ ไม่ต่างจากการเกิดเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแก้ไข

 

ดังนั้นสิ่งที่มักจะสร้างความเจ็บปวดให้กับ LGBTQ+ ไม่ใช่ที่ตัวตนของเขา แต่คือ แรงกดทับจากสังคมที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง และความเครียดที่มากกว่าคนรักต่างเพศ เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ในสังคม LGBTQ+ มักเผชิญกับการถูกตีตรา ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกคาดหวังให้ปิดบังตัวตน ความเครียดนี้สะสมจากเหตุการณ์และบรรยากาศในชีวิตประจำวัน แม้จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น แต่อาจผ่านการที่ต้องระวังคำพูด ระวังท่าทาง หรือคอยคาดเดาว่าคนรอบตัวจะยอมรับ LGBTQ+ หรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้ต้องใช้พลังใจอย่างมากในแต่ละวัน หากเกิดขึ้นบ่อยและต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และคุณภาพของชีวิต

 

“LGBTQ+ ไม่ควรต้องมีความสามารถมากกว่า ต้องตลกกว่า หรือต้องโดดเด่นกว่า เพียงเพื่อมีชีวิตธรรมดาเหมือนคนอื่น”

 

Pride Month จึงเป็นเดือนที่ LGBTQ+ ได้มีพื้นที่ในการแสดงตัวตน และได้รับรู้ว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยว การติดธงสีรุ้งหรือการมีขบวนพาเหรดเฉลิมฉลอง ไม่ได้แปลว่าคนในสังคมให้การยอมรับความแตกต่างหลากหลายอย่างแท้จริง Pride Month จึงควรเป็นมากกว่าการบอกว่า เรายอมรับความหลากหลาย แต่ควรเป็นการลงมือสร้างสังคมที่ยอมรับความหลากหลายได้อย่างแท้จริง

 

“การทนได้ ≠ การยอมรับ”

 

 

แล้วทำอย่างไรถึงจะสะท้อนการยอมรับได้อย่างแท้จริง?

 

การยอมรับอาจไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างในทันทีและไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ เราสามารถเริ่มได้จากชีวิตประจำวัน สร้างพื้นที่ปลอดภัยในบ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน ให้คนรู้สึกว่าเขาไม่ต้องซ่อนตัวตนเพื่อแลกกับความรัก โอกาส หรือความเคารพ

มาลองสำรวจตัวเองกันดูว่า เราทำได้มากน้อยแค่ไหน

 

  • ฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่รีบสรุปว่า “เป็นแค่ช่วงหนึ่ง” “สับสน” “คิดไปเอง” หรือ “เดี๋ยวก็หาย”
  • ไม่บังคับให้ใครเปิดเผยเพศวิถี การ coming out (เปิดเผยเพศวิถี) ควรเกิดขึ้นเมื่อเจ้าตัวรู้สึกพร้อมและปลอดภัย
  • ไม่ใช้มุกล้อเลียนเรื่องเพศและอัตลักษณ์ การบอกว่า “แค่ล้อเล่นเอง” “แค่ขำ ๆ” หรือการตั้งใจหยอกเล่นแต่คำพูดบางอย่างทำให้คนรู้สึกเสียใจ รู้สึกไม่ดี ไม่ปลอดภัย เจตนาที่ดีไม่ได้ลบล้างความเสียใจที่เกิดขึ้นต่อคนฟัง
  • ไม่ลดทอนตัวตนของ LGBTQ+ ให้เหลือแค่เรื่องเพศ เขาคือคนคนหนึ่งที่มีความชอบ ความสนใจ ความสามารถ ความฝัน ความสัมพันธ์ และคุณค่าเหมือนทุกคน
  • ปฏิบัติต่อ LGBTQ+ เหมือนกับต่อคนรักต่างเพศ เขาไม่ได้มีอะไรแตกต่างเป็นพิเศษไปจากคนรักต่างเพศ ไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องแปลก
  • กล้าทักท้วงเมื่อเห็นการเลือกปฏิบัติ การนิ่งเฉยอาจทำให้การเหยียดหรือล้อเลียน ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
  • ยอมรับว่าตนเองอาจยังไม่เข้าใจทั้งหมดและพร้อมเรียนรู้ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกเรื่องในทันที แต่ควรเปิดใจและไม่ใช้ความไม่รู้เป็นเหตุผลในการทำร้ายคนอื่น
  • ทำทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะเดือน Pride การยอมรับที่แท้จริงควรแสดงผ่านคำพูด การกระทำ นโยบาย และวัฒนธรรมในทุก ๆ วัน ไม่ใช่เฉพาะเดือนมิถุนายนที่จะไม่ล้อเลียนเรื่องเพศ

 

การลดการตีตรา เพิ่มความเข้าใจ การเคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน และการเห็นคุณค่าในตัวตนของคนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะมีเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศแบบใด คือการสร้างสังคมที่ปลอดภัยต่อทุกคนให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้เป็นตัวเองอย่างสง่างาม และเป็นการสร้างพื้นฐานของสุขภาพจิตที่ดี

 

 


 

 

บทความโดย
อาจารย์ ดร.รพินท์ภัทร์ ยอดหล่อชัย

อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ

คณะจิตวิทยาต้อนรับคณะผู้แทนจากสำนักบริหารวิรัชกิจและเครือข่ายนานาชาติ พร้อมด้วยคุณครูแนะแนวจากโรงเรียนนานาชาติ

 

คณะจิตวิทยา หลักสูตรนานาชาติ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสำนักบริหารวิรัชกิจและเครือข่ายนานาชาติ พร้อมด้วยคุณครูแนะแนวจากโรงเรียนนานาชาติ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและรับฟังข้อมูลหลักสูตร เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 โดยมี ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา และ ผศ.ดร.พจ ธรรมพีร ผู้อำนวยการหลักสูตรนานาชาติ (JIPP) ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ผศ.ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์ ได้ร่วมบรรยายและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรแก่ผู้เข้าร่วมเยี่ยมชม

 

 

 

 

“Psyche Showcase 2026” เปิดเวทีนวัตกรรมจิตวิทยา ขับเคลื่อนอนาคตสุขภาวะสังคมไทย

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน “Psyche Showcase 2026” ภายใต้แนวคิด “From Insight to Impact: อนาคตของสุขภาวะกับนวัตกรรมจิตวิทยาเพื่อสังคม” เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ โดยเปิดพื้นที่นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางจิตวิทยาที่มุ่งต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อยกระดับสุขภาวะของสังคมไทยอย่างยั่งยืน

 

การจัดงานในปีนี้นับเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยคณะจิตวิทยา จุฬาฯ มุ่งพัฒนาให้ Psyche Showcase เป็น “พื้นที่สร้างผลกระทบเชิงสังคม” (Social Impact Space) ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางจิตวิทยาเข้ากับศาสตร์ด้านต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายด้านสุขภาพจิตและสุขภาวะที่ซับซ้อนในปัจจุบัน ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว องค์กร และสังคม

 

 

 

ภายในงานมีการนำเสนอแนวคิดการพัฒนาสุขภาวะแบบองค์รวม ผ่านกรอบ Prevention – Intervention – Promotion ซึ่งสะท้อนการทำงานตั้งแต่การป้องกันปัญหา การช่วยเหลือและเยียวยาอย่างทันท่วงที ไปจนถึงการส่งเสริมสุขภาวะในระยะยาว โดยมีเวทีเสวนา “From Insight to Impact” ถ่ายทอดตัวอย่างนวัตกรรมจากคณะจิตวิทยา จุฬาฯ อาทิ การปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ในเด็กวัยประถมศึกษา โครงการดูแลและเยียวยาจิตใจ “Here to Heal” และการใช้เทคโนโลยีแอปพลิเคชันเพื่อลดความรุนแรงในครอบครัวและโรงเรียน

 

 

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากคณาจารย์และนิสิต ผ่านกิจกรรม Academic Research Showcase รวมถึงบูธจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์สุขภาวะทางจิต ศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ตลอดจนบูธแนะนำหลักสูตรระดับปริญญาตรี ทั้งหลักสูตรภาษาไทยและหลักสูตร Joint International Program in Psychological Science (JIPP) และหลักสูตรบัณฑิตศึกษา

 

 

 

 

อีกหนึ่งสีสันสำคัญของงานคือ Innovation Booths จากเครือข่ายพันธมิตรด้านการศึกษา เทคโนโลยี สุขภาพ และภาคธุรกิจ ได้แก่ BJH Medical, Neuro Genius Institute, Grand Marketing และกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและสนับสนุนการต่อยอดนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะ คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ขอขอบคุณทุกหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนงานในครั้งนี้ รวมถึงผู้เข้าร่วมงานทุกภาคส่วนที่ร่วมสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคปฏิบัติ และภาคสังคม

 

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดหวังว่า งาน Psyche Showcase 2026 จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมด้านจิตวิทยาให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน “อนาคตของสุขภาวะ” ของสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 113 ปี แห่งการสถาปนาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

 

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วยคุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารคณะจิตวิทยา ร่วมแสดงความยินดีและมอบของที่ระลึก เนื่องในโอกาสครบรอบ 113 ปี แห่งการสถาปนาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

พิธีปัจฉิมนิเทศ ปีการศึกษา 2568

 

หลักสูตรปริญญาตรี ทั้งภาคไทยและนานาชาติ จัดงานเตรียมความพร้อมบัณฑิตสู่สังคม (ปัจฉิมนิเทศ) และแสดงความยินดีกับบัณฑิตคณะจิตวิทยา (ระดับปริญญาตรี) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2568 วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 8.30 – 12.00 ณ ห้อง 401 และห้อง 407 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ

 

ในงานนี้ คณบดี คณาจารย์ และศิษย์เก่า ได้ร่วมกล่าวแสดงความยินดีและให้โอวาทแก่ว่าที่บัณฑิตคณะจิตวิทยา นอกจากนี้ยังมีการกล่าวบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.มนต์ชัย เลิศสุทธิวงค์ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์, KBTG Labs บรรยายหัวข้อ “Becoming a Human-AI Orchestrator: จัดระเบียบความคิดระหว่างคนและ AI เมื่อความเข้าใจมนุษย์ คือจุดตัดที่สร้างมูลค่าสูงสุด” สำหรับนิสิตหลักสูตรไทย และ คุณ Tiffanee Chen, Policy Experimentation Expert ที่ United Nations Development Programme – UNDP บรรยายหัวข้อ “SDGs, People-Centered and Inclusive Development” สำหรับนิสิต JIPP

 

คณะจิตวิทยาขอกราบขอบพระคุณวิทยากรทั้งสองท่านอีกครั้ง ณ ที่นี้ค่ะ

 

ปิดท้ายด้วยการมอบรางวัลการนำเสนองานวิจัยที่ได้นำเสนอไปเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

 

 

 

 

งาน Undergraduate Psychology Research Symposium (UPRES 2026)

 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 หลักสูตรระดับปริญญาตรีคณะจิตวิทยา ทั้งหลักสูตรไทยและนานาชาติ (JIPP) จัดงานนำเสนอผลงานวิจัย (Senior Project) ของนิสิตชั้นปีที่ 4  คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้ชื่องาน Undergraduate Psychology Research Symposium 2026 (UPRES 2026) ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา เวลา 9.00 – 13.30 น. ในงานนี้มีนิสิต คณาจารย์ นักจิตวิทยา และผู้ที่สนใจงานวิจัยทางจิตวิทยาเข้าร่วมรับชมรับฟัง และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับงานวิจัยกันอย่างคึกคัก

 

 

 

ภาพบรรยากาศ

 

Global networking with TOP100 universities ปี 2026 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย

 

วันที่ 13-15 พฤษภาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี ได้เข้าร่วมโครงการยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำเครือข่ายและฮับองค์ความรู้และบุคลากรผู้นำเชิงวิชาการ บนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก (Global networking with TOP100 universities) ประจำไตรมาสที่ 3 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย

 

 

โดย วันที่ 13 พฤษภาคม คณบดีคณะจิตวิทยาได้เข้าเยี่ยมชม University of Melbourne และเข้าร่วมประชุมหารือระหว่างผู้บริหารของทั้งสองมหาวิทยาลัยในการแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในอนาคตและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ อีกทั้งได้มีโอกาสพบปะกับ Prof. Kristen Pammer, Head of Melbourne School of Psychological Sciences และได้พบกับผู้แทนจาก Melbourne School of Population & Global Health หลังจากนั้นได้เข้ารับฟังบรรยายและเยี่ยมชม Canva campus

 

 

 

ต่อมา วันที่ 14 พฤษภาคม ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ ได้เข้าร่วมประชุมหารือระหว่างผู้บริหารของทั้งสองมหาวิทยาลัยในการแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในอนาคตและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ และได้พบกับ Prof. Dragan Ilic เพื่อหารือถึงโอกาสความร่วมมือด้านการวิจัยและการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันในอนาคต

 

 

 

ในวันที่ 15 พฤษภาคม ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ ได้ร่วมเดินทางเยือน The University of Queensland (UQ) และพบกับนิสิตหลักสูตร JIPP ของคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ที่กำลังศึกษาอยู่ ณ UQ เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ การปรับตัว และประสบการณ์ด้านการศึกษา โดยมี Prof. Jolanda Jetten, Head of the School of Psychology, Assoc. Prof. Philip Grove, Director of JIPP, Miss Donna Guest, International Development Manager และ Prof. Nancy Pachana, Professor of Clinical Geropsychology, School of Psychology, UQ เข้าร่วมการหารือ นอกจากนี้ ท่านอธิการ และคณะผู้บริหาร พร้อมด้วย ฯพณฯ อาจารี ศรีรัตนบัลล์ เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศออสเตรเลีย และคุณเจียรนัย รัตนวราหะ กงสุลกิตติมศักดิ์ประจำนครบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ เข้าร่วมในการพบปะครั้งดังกล่าวด้วย

 

 

Situationships: สถานะ….ไม่มีสถานะ

 

ความสัมพันธ์ใกล้ชิด หรือ Close Relationships เป็นหนึ่งในประเด็นทางจิตวิทยาสังคมที่ได้รับความสนใจในการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจพลวัตระหว่างบุคคลที่มีความผูกพันและความใกล้ชิดกัน ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ครอบคลุมทั้งความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน และความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก โดยเฉพาะความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกที่ได้รับความนิยมในการศึกษาค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิต สุขภาวะทางจิตใจ และการใช้ชีวิตของบุคคลในหลาย ๆ ด้าน

 

ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกระหว่างคน 2 คน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบแฟน คู่แต่งงาน หรือ Life Partner สามารถอธิบายผ่านแนวคิด Sternberg’s Triangular Theory of Love ของ Robert Sternberg ซึ่งเสนอว่า ความรักประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ Intimacy, Passion และ Commitment โดยความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เนื่องจากระดับขององค์ประกอบทั้งสามนี้ไม่เท่ากัน โมเดลนี้มีความสำคัญเพราะช่วยให้เห็นว่า ความรักไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ “มีหรือไม่มี” แต่เป็นการผสมกันขององค์ประกอบหลายด้าน และองค์ประกอบเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามช่วงเวลาของความสัมพันธ์ (Sternberg, 1986)

 

องค์ประกอบแรกคือ Intimacy หรือความใกล้ชิดทางใจ หมายถึงความรู้สึกอบอุ่น ความไว้ใจ และความรู้สึกเชื่อมโยงกันทางอารมณ์ เช่น ความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเข้าใจเรา สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง หรืออยู่ด้วยแล้วรู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้ องค์ประกอบที่สองคือ Passion ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงดึงดูด ความตื่นเต้น และความต้องการใกล้ชิดทางกาย เช่น ความรู้สึกใจเต้นเมื่อได้เจอ คิดถึงอีกฝ่ายตลอดเวลา หรืออยากใช้เวลาอยู่ใกล้ ๆ กัน ส่วนองค์ประกอบสุดท้ายคือ Commitment หรือการตัดสินใจที่จะรักษาความสัมพันธ์ไว้ในระยะยาว เป็นมากกว่าความรู้สึกชั่วขณะ แต่รวมถึงความตั้งใจที่จะอยู่เคียงข้างกันและผ่านปัญหาไปด้วยกัน

 

เมื่อองค์ประกอบทั้งสามมีระดับแตกต่างกัน ก็จะเกิดรูปแบบความรักที่แตกต่างกันตามมา เช่น Consummate Love ซึ่งประกอบด้วย Intimacy, Passion และ Commitment ในระดับสูงทั้งหมด ถือเป็นความรักที่มีทั้งความใกล้ชิด ความตื่นเต้น และความผูกพันระยะยาวครบถ้วน ขณะที่ Infatuation เป็นความรักที่มี Passion สูง แต่ Intimacy และ Commitment ต่ำ มักพบในลักษณะของรักแรกพบหรือการแอบชอบ ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน แม้ทั้งสองฝ่ายอาจยังไม่ได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม รูปแบบของความสัมพันธ์ใกล้ชิดในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก หนึ่งในรูปแบบความสัมพันธ์ที่ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง คือ Situationship ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีความเชื่อมโยงเชิงโรแมนติกระหว่างคนสองคน มีการใช้เวลาร่วมกัน ความใกล้ชิดทางกาย หรืออาจรวมถึงความสัมพันธ์ทางเพศ แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับไม่มีความชัดเจน ไม่มีการนิยามสถานะ และไม่มี Commitment ต่อกันอย่างชัดเจน (Langlais et al., 2024)

 

การศึกษาวิจัยของ Langlais และคณะ (2024) พบว่า Situationships มีลักษณะหลายอย่างคล้ายกับความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาร่วมกัน การพูดคุยผ่านโทรศัพท์หรือ Social Media รวมถึงการแสดงความใกล้ชิดทางกาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างสำคัญคือ ความสัมพันธ์ลักษณะนี้มักหลีกเลี่ยงการนิยามความ Exclusivity หรือการแสดงสถานะความสัมพันธ์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Situationships จบลง มักเกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งต้องการความสัมพันธ์ที่จริงจังและชัดเจนมากขึ้น แต่อีกฝ่ายไม่ต้องการ Commitment ในระดับเดียวกัน

 

หากอธิบายผ่านกรอบ Sternberg’s Triangular Theory of Love ของ Robert Sternberg จะพบว่า Situationships มักประกอบด้วย Intimacy และ Passion แต่ขาด Commitment ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบ Romantic Love ตามแนวคิดของ Sternberg อย่างไรก็ตาม Sternberg (1986) เสนอว่า ความรักลักษณะนี้มักเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดย Passion จะค่อย ๆ ลดลง ขณะที่ Commitment จะเพิ่มขึ้น แต่ใน Situationships ความสัมพันธ์อาจหยุดอยู่เพียงแค่ระดับ Romantic Love และไม่พัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่มี Commitment มากขึ้น โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Commitment ไม่พัฒนาคือ การหลีกเลี่ยงการกำหนดสถานะหรือความ Exclusivity ของความสัมพันธ์นั่นเอง

 

หลายคนอาจมองว่า Situationships เป็นความสัมพันธ์ที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าความสัมพันธ์แบบ Traditional ที่มีการผูกมัดหรือให้สถานะกันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในมุมมองทางจิตวิทยา มนุษย์ยังคงมีความต้องการพื้นฐานในการรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์และมีความผูกพันกับผู้อื่น ดังนั้น แม้ Situationships จะดูเป็นความสัมพันธ์ที่ “ไม่ผูกมัด” แต่ก็ยังสามารถส่งผลทางอารมณ์ต่อบุคคลได้ไม่น้อย งานวิจัยของ Anderson และ Phillips (2026) พบว่า หลายคนอธิบายประสบการณ์ใน Situationships ว่าสร้างความเจ็บปวดทางอารมณ์อย่างรุนแรง ถึงขั้นรู้สึกเหมือน “จิตใจถูกบดขยี้” (Soul-crushing) แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขากลับรู้สึกว่าความทุกข์ของตนไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง เพราะ Situationships มักไม่ถูกมองว่าเป็น “ความสัมพันธ์จริงจัง” ในสายตาของสังคม นอกจากนี้ แม้ Situationships จะกลายเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปมากขึ้น แต่ผู้เข้าร่วมการวิจัยจำนวนมากยังมองว่าความสัมพันธ์แบบนี้สร้างความท้าทายทางจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ให้ชัดเจนหรือจริงจังมากขึ้น อีกทั้งประสบการณ์ดังกล่าวยังอาจส่งผลต่อความสามารถในการไว้วางใจผู้อื่นและการสร้าง Commitment ในความสัมพันธ์ครั้งต่อไปได้อีกด้วย

 

ท้ายที่สุดแล้ว Situationships อาจไม่ใช่รูปแบบความสัมพันธ์ที่ “ผิด” หรือ “ถูก” สำหรับทุกคน เพราะบางคนอาจพึงพอใจกับความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องมีสถานะหรือข้อผูกมัดที่ชัดเจน ขณะที่บางคนอาจต้องการความมั่นคงและความชัดเจนมากกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงการมีหรือไม่มีชื่อเรียกของความสัมพันธ์ แต่คือการที่คนทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจและความคาดหวังต่อกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะในหลายครั้ง สิ่งที่ทำให้ผู้คนเจ็บปวด อาจไม่ใช่การไม่มีสถานะ แต่คือการที่ความสัมพันธ์นั้น “มีความรู้สึก” แต่กลับไม่มีความชัดเจนมากพอให้ยืนอยู่ในชีวิตของกันและกันได้อย่างมั่นคง

 

 

รายการอ้างอิง

 

Anderson, S., & Phillips, M. J. (2026). All the Feels, None of the Labels: Young Adults’ Experiences of Situationships. Societies, 16(2), 42.

 

Langlais, M. R., Podberesky, A., Toohey, L., & Lee, C. T. (2024). Defining and describing situationships: An exploratory investigation. Sexuality & Culture, 28(4), 1831-1857.

 

Sternberg, R. J. (1986). A triangular theory of love. Psychological review, 93(2), 119-135.

 

 

 


 

 

บทความโดย

อาจารย์ ดร.ปิยกฤตา เครือหิรัญ

ประธานแขนงจิตวิทยาสังคม

 

การปรับตัว – Adjustment

 

การปรับตัวเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต เนื่องจากบุคคลต้องประสบกับเหตุการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา ทำให้บุคคลต้องปรับและพัฒนาตนเองให้อยู่กับสภาพนั้น ๆ ได้อย่างกลมกลืน

 

การปรับตัว หมายถึง กระบวนการทางจิตใจที่บุคคลต้องเผชิญ และเปิดรับประสบการณ์เกี่ยวกับความต้องการ ความกดดัน ความท้าทายและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งจากตนเองและสิ่งแวดล้อม และสามารถนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาผสมผสานในโครงสร้างของตนได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งสามารถเปลี่ยนแปลงตนให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ โดยที่ตนเองรู้สึกมีความสุขทั้งกายและจิตใจ และสามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างราบรื่น

 

 

 

สาเหตุที่ก่อให้เกิดการปรับตัว


การปรับตัวเป็นไปตามแรงผลักดัน 2 ประการ ได้แก่

 

1. แรงผลักดันภายนอก

หมายถึง ข้อเรียกร้องที่เกิดจากสภาพแวดล้อมและสังคม ซึ่งเกิดจากการการที่มนุษย์ต้องอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อม และการที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน และต้องผูกพันกับผู้อื่น ดังนั้น คนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคม ซึ่งความต้องการหรือข้อเรียกร้องจากสังคมเป็นแรงผลักดันที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อบุคคลและต่อวิธีการในการปรับตัวของผู้นั้นเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้อง ซึ่งอาจเป็นการปรับตัวที่ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้

 

2. แรงผลักดันภายใน

หรือแรงกระตุ้นที่เกิดจากสภาพทางสรีระภายในร่างกาย และจากประสบการณ์ทางสังคมที่ได้เรียนรู้ในอดีต เป็นความต้องการภายในของแต่ละบุคคลเอง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพทางสรีระของบุคคล ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำ และความอบอุ่นเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขสบาย และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากสภาวะทางจิต ซึ่งเป็นผลของการเรียนรู้จากประสบการณ์ทางสังคมในชีวิตที่ผ่านมา

 

การที่บุคคลต้องเผชิญกับแรงผลักดันทั้งภายนอกและภายในนั้น ทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกทั้งทางบวกและทางลบ หากเป็นความรู้สึกทางบวกบุคคลก็ไม่จำเป็นต้องปรับตัว หากเป็นความรู้สึกทางลบ บุคคลต้องปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ นั่นก็คือการปรับตัว
แรงผลักดันที่ก่อให้เกิดสภาวะทางจิตใจอาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

 

  1. ความคับข้องใจ หมายถึง สภาพของจิตใจหรือความรู้สึกที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากความปรารถนาของบุคคลถูกขัดขวาง ไม่อาจบรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการได้
  2. ความขัดแย้งในใจ หมายถึง สภาวการณ์ที่บุคคลเกิดความขัดแย้งในใจตนเอง เกิดเป็นความลำบากใจ หนักใจ หรืออึดอัดใจในการตกลงใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  3. ความกดดัน หมายถึง สภาพการณ์บางประการที่ผลักดันหรือเรียกร้อง บังคับให้บุคคลจำต้องกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความกดดันนี้เกิดขึ้นได้จากทั้งตนเอง (ความมุ่งหวังและอุดมคติของบุคคลนั้นที่สูงเกินไป) และเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อม (เช่น ครอบครัว บุคคลรอบข้าง การแข่งขัน ความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงของสังคม)

 

 

ในเหตุการณ์เดียวกัน อาจทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกทางลบในระดับที่ต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันของบุคคล ซึ่งนอกจากการประเมินสภาวการณ์แล้ว บุคคลยังมีการประเมินขั้นที่ 2 คือประเมินว่าตนเองจะสามารถจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง เป็นการประเมินความสามารถของตนเอง และแหล่งทรัพยากรที่ให้ความช่วยเหลือ ทั้งการช่วยเหลือทางกายภาพ การช่วยเหลือทางสังคม และแหล่งช่วยเหลือทางจิตใจ

 

หลังจากการประเมินดังกล่าว บุคคลจะพยายามหาทางเลือกต่าง ๆ ที่จะใช้ในการเผชิญปัญหาหรือลงมือดำเนินการจัดการกับความเครียดหรือปัญหานั้นตามที่ได้เลือกไว้

 

 

จะเห็นได้ว่าการปรับตัวเป็นกิจกรรมสำคัญของชีวิตที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และเกิดขึ้นพร้อมกับการเผชิญปัญหา ถ้าบุคคลใช้วิธีการเผชิญปัญหาที่มีประสิทธิภาพ บุคคลนั้นก็จะปรับตัวได้ แต่ถ้าบุคคลใช้วิธีการเผชิญปัญหาที่ไม่มีประสิทธิภาพ บุคคลนั้นก็จะปรับตัวไม่ได้เช่นกัน

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

เปรมพร มั่นเสมอ. (2545). การปรับตัว กลวิธีการเผชิญปัญหา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2002.228