ข่าวและกิจกรรม

คณะจิตวิทยาร่วมหารือกับสมาคมการท่องเที่ยว การประชุม และนิทรรศการคิตะคิวชู

 

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย รศ. ดร.จุฑาทิพย์ วิวัฒนาพันธุวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา และคุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ให้การต้อนรับนายโดโมโตะ ทาคาฟูมิ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ สมาคมการท่องเที่ยว การประชุม และนิทรรศการคิตะคิวชู และคณะ ณ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การพบปะในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนสถานที่และศักยภาพในการรองรับการจัดประชุมและกิจกรรมทางวิชาการในเมืองคิตะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น
การแลกเปลี่ยนข้อมูลและหารือร่วมกันในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีในการเปิดมุมมองและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับหน่วยงานจากประเทศญี่ปุ่น รวมถึงเป็นแนวทางในการต่อยอดความร่วมมือด้านวิชาการ การจัดประชุมและกิจกรรมระดับนานาชาติในอนาคต

ขอแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 56 ปีแห่งการสถาปนาคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬา

 

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วย คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารคณะจิตวิทยา ร่วมแสดงความยินดีกับ ศ. ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และคณะผู้บริหารและบุคลากร เนื่องในโอกาสครบรอบ 56 ปีแห่งการสถาปนาคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ศูนย์บรรณสารสนเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Emotion Regulation: อารมณ์ไม่ใช่ศัตรู ขอแค่รู้ตัวให้ทันก่อนลั่น

 

มีหลายคนเข้าใจว่าการกำกับอารมณ์ หมายถึงการที่เราต้องควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ให้โกรธหรือโมโห อาจทำได้โดยให้สูดหายใจลึก ๆ นับเลขในใจช้า ๆ 1-10 หรือนับจนกว่าความโกรธความโมโหจะบรรเทาเบาบางลง มีสติกลับมามากขึ้น

 

ความเข้าใจที่ว่านี้มีทั้งส่วนที่ใช่และไม่ใช่ วิธีการกำหนดลมหายใจหรือนับเลขก็ล้วนเป็นวิธีที่สามารถใช้ได้ แต่ถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ว่าความหมายและหน้าที่ของอารมณ์คืออะไร หลักการเกี่ยวกับการกำกับอารมณ์คืออะไร เราก็อาจจะพบวิธีการเฉพาะตัวที่จะช่วยให้การกำกับอารมณ์ของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ที่แตกต่างหลากหลายมากขึ้น

 

 

อารมณ์ทำงานอย่างไร

 

ในทางจิตวิทยา อารมณ์นับเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิตรอด เนื่องจากอารมณ์ทำงานได้อย่างรวดเร็ว เช่น ทันทีที่เราเผชิญสิ่งเร้าที่ทำให้เราเกิดความกลัว หรือความรังเกียจขยะแขยง เราจะมีแรงกระตุ้นให้หนีออกห่างจากสิ่งเร้าชนิดนั้น เพิ่มโอกาสการอยู่รอดปลอดภัยให้กับตัวเรามากขึ้น หากปราศจากอารมณ์ กว่าเราจะคิดวิเคราะห์ข้อมูลทุกอย่างจนสรุปได้ว่าสิ่งเร้านั้นเป็นอันตราย คุกคามหรือละเมิดขอบเขตบางอย่างของเรา การตอบสนองของเราก็อาจจะสายเกินไป

 

จะเห็นได้ว่าอารมณ์ทำหน้าที่ “ให้ข้อมูล” บางอย่างกับเรา มีส่วนช่วยในการตัดสินใจ “กระตุ้น” ให้เราตอบสนองเป็นพฤติกรรมต่าง ๆ กล่าวได้ว่าอารมณ์เปรียบเสมือนสัญญาณที่สะท้อนว่าร่างกายและจิตใจกำลังประเมินสถานการณ์นั้นอย่างไร อารมณ์จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล และไม่ใช่ตัวร้ายที่เราต้องกำจัดให้หายไป

 

สัญญาณเตือนที่เรียกว่าอารมณ์นั้น เกิดจากการที่สมองของเราประมวลผลการรับรู้สิ่งเร้า ทั้งสิ่งเร้าภายนอกที่ได้รับผ่านประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส) และสิ่งเร้าภายใน (ความคิด ความเชื่อ ความทรงจำ) แล้วแปลความหมายออกมาเป็นปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจ

ทั้งนี้ การประมวลผลของสมองของเรามีหลายส่วนทำงานร่วมกัน Amygdala เป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทในการตรวจจับสิ่งเร้าที่มีความสำคัญต่อความอยู่รอด สิ่งที่อาจเป็นอันตรายหรือคุกคาม และช่วยกระตุ้นการตอบสนองทางอารมณ์อย่างรวดเร็ว ขณะที่ Prefrontal Cortex (PFC) มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ การพิจารณาเหตุผล และการประเมินบริบทต่าง ๆ

 

เนื่องจากการตอบสนองทางอารมณ์ในเบื้องต้นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมาก ขณะที่การคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบต้องอาศัยเวลาและทรัพยากรมากกว่า ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่บางครั้งเมื่อเราได้เห็นหรือได้ยินอะไร เช่น คำพูดบางคำจากใครบางคน เราอาจจะเกิดความรู้สึกไม่ดี ไม่พอใจ จนสีหน้าออกและอยากโต้เถียง ทั้งที่เรายังอธิบายไม่ได้ชัดเจนนักว่าคำพูดนั้นมันแย่อย่างไร กระทบใจเราที่ตรงไหน และเมื่ออารมณ์นั้นมาพร้อมกับแรงกระตุ้นให้เราตอบสนองบางอย่าง เราก็อาจเผลอพูดหรือทำอะไรออกไป ก่อนที่จะได้คิดทบทวนอย่างรอบคอบ

 

และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ในบางครั้ง เราอาจกลายเป็นคน “พูดไม่คิด” หรือ “ทำอะไรแล้วค่อยมานึกเสียใจภายหลัง” …ซึ่งเรามองว่าไม่ใช่ตัวตนของเราสักนิดเลย

 

 

การกำกับอารมณ์ไม่ใช่การห้ามไม่ให้รู้สึก แต่คือการตรวจจับอารมณ์ของเราให้ได้รวดเร็วพอ แล้วชะลอการตอบสนอง

 

ดังที่กล่าวข้างต้นว่า อารมณ์เกิดจากการที่สมองประเมินและแปลความหมายของสิ่งเร้าที่เราพบเจอ ก่อนส่งผลออกมาเป็น “ปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจ” ดังนั้น เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น เราจึงไม่ได้มีเพียงความรู้สึกเกิดขึ้นในใจเท่านั้น แต่ยังสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ ด้วยได้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่แล่นเข้ามา อาการทางร่างกาย การแสดงออกทางสีหน้าและท่าทาง หรือแรงกระตุ้นที่ทำให้เราอยากตอบสนองต่อสถานการณ์นั้น ๆ ในบางรูปแบบ

 

ตัวอย่างเช่น เมื่อเราได้รับ feed back จากผู้รับบริการ หากเรารับรู้ว่าตัวเรากำลังถูกโจมตี เราอาจรู้สึกโกรธหรือเสียใจ พร้อมกันกับที่หัวใจเต้นแรงขึ้น กล้ามเนื้อตึงเครียดขึ้น สมองเกิดความคิดโต้เถียงแล่นเข้ามา มีความคันไม้คันมือ (อยากพิมพ์ข้อความตอบโต้) หรือในทางตรงกันข้าม หากเราตีความว่ากำลังได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา เราอาจรู้สึกขอบคุณหรือมีกำลังใจ พร้อมกันกับที่หัวใจเต้นแรงขึ้น ตั้งใจฟังมากขึ้น โน้มตัวเข้าหาคู่สนทนามากขึ้น และเกิดความคิดอยากซักถามเพื่อทำความเข้าใจข้อมูลนั้นให้มากขึ้น

 

ปฏิกิริยาเหล่านี้จึงเป็นข้อมูลสะท้อนกลับที่ช่วยให้เรารับรู้ได้ว่า เรากำลังอยู่ในภาวะอารมณ์แบบใด และกำลังให้ความหมายกับสถานการณ์นั้นอย่างไร

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ใจความหลักของการกำกับอารมณ์จึงไม่ใช่การกดหรือจำกัดอารมณ์นั้นออกไป แม้เราจะมีคำกล่าวว่า “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” แต่ทั้งความโกรธ ความโมโห หรืออารมณ์ทางลบอื่น ๆ นั้น ไม่ได้เป็นพิษภัยด้วยตัวมันเอง เพียงแต่การตอบสนองไปตามอารมณ์อย่างไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ โดยปราศจากการตระหนักรู้ตัว (หรือที่คนไทยเราเรียกว่าขาดสติ) นั่นต่างหากจึงนับได้ว่าเป็นปัญหา

 

 

เราจะรู้ตัวเร็วขึ้นได้อย่างไร

 

การเตรียมความพร้อมด้วยการฝึกฝนย่อมดีกว่ารอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ การตระหนักรู้ในอารมณ์ของเราให้ทันท่วงทีก็เช่นเดียวกัน หากเราได้มานั่งทำการบ้านกับมันก่อน เมื่อเผชิญของจริง (อีกครั้ง) เราจะจับตัวอารมณ์ของเราได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ลองหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเราเมื่ออยู่ภายใต้อารมณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มอารมณ์ทางลบที่อาจสร้างการตอบสนองที่เป็นปัญหากับตัวเราได้ (ซึ่งแต่ละคนอาจเผชิญความท้าทายนี้ต่างกัน)

 

อารมณ์แต่ละประเภทมักแสดงออกผ่านความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชีพจรและจังหวะหายใจที่เปลี่ยนไป ความวูบวาบหรือปั่นป่วนในช่องท้อง ความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ สีหน้า ท่าทาง การขยับเข้าใกล้หรือถอยห่าง ตลอดจนความคิดและแรงกระตุ้นต่าง ๆ ที่แล่นเข้ามาในหัว หากเราทำความคุ้นเคยกับรูปแบบการตอบสนองของตนเองให้ได้โดยละเอียด ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้เราตรวจจับอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น

 

นอกจากพิจารณาการตอบสนองทางร่างกายและความคิดของเราแล้ว อีกหนึ่งการสำรวจที่เราทำได้ คือ สิ่งเร้าหรือปัจจัยที่สามารถมีอิทธิพลกับเราได้บ่อยหรือรุนแรง เรื่องแบบไหนที่จะทำให้เราโกรธหรือเสียใจได้ง่าย ๆ สีหน้า ท่าทาง การกระทำ หรือคำพูดแบบไหนจากใคร ที่กระทบกับใจของเราเป็นพิเศษ เรื่องที่เราให้ความสำคัญหรือกำลังกดดันเราอย่างมากในช่วงนี้ ฯลฯ เมื่อเรารู้ถึงปัจจัยที่มีโอกาสจะส่งผลกับอารมณ์ของเรา เราจะเชื่อมโยงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับปฏิกิริยาต่าง ๆ ของเราได้รวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

 

เมื่อเราระบุได้ถูกต้องแล้วว่าเรากำลังเผชิญกับอารมณ์อะไร ก็จะเปิดโอกาสให้เราเข้าสู่ลำดับถัดไป เราอาจจะถามตัวเองว่าเรา “โกรธแล้วอย่างไรต่อ” หรือเราอาจจะอยากมาทบทวนสักหน่อยว่าทำไมเราถึงโกรธ ความโกรธนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ สามารถตีความสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอื่นได้หรือเปล่า แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะอนุญาตให้เราได้ทำความเข้าใจอารมณ์ของเราให้ถี่ถ้วนมากขึ้น หรือจำเป็นต้องตอบสนองอะไรสักอย่างก่อนก็ตาม แค่เพียงเราบอกตัวเองได้โดยเร็วว่าเรากำลังมีอารมณ์อะไร เราก็มีเบรกที่ทรงประสิทธิภาพเพียงพอที่จะชะลอไม่ให้เราพูดหรือทำอะไรที่จะส่งผลเสียกับเราในภายหลัง

 

 

การกำกับอารมณ์เป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกฝน และไม่มีใครทำได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกสถานการณ์ หากวันใดเรารู้ตัวไม่ทัน เผลอพูดหรือทำอะไรไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจไว้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลว ขอให้นับมันเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้เราได้กลับมาทบทวนและทำความเข้าใจตนเองมากขึ้น

 

เมื่อมีเวลาหยุดคิดและพิจารณาอย่างรอบคอบ เราส่วนใหญ่มักพอรู้ได้อยู่แล้วว่าการตอบสนองแบบใดเหมาะสมกับสถานการณ์ การกระทำหรือคำพูดแบบใดสอดคล้องกับคุณค่าและตัวตนที่เราอยากเป็น ความท้าทายจึงอาจไม่ใช่การพยายามหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด แต่อยู่ที่การรู้ตัวให้ทันก่อนที่อารมณ์จะพาเราไปไกลเกินกว่าจะได้เลือก ทันทีที่เรารับรู้ได้ว่าเรากำลังโกรธ กังวล เสียใจ หรือผิดหวัง เราก็ได้สร้างช่วงเวลาสั้น ๆ ขึ้นมาระหว่างอารมณ์กับการตอบสนอง ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเอง อาจเพียงพอที่จะทำให้เราเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่าโทษต่อตัวเราและคนรอบข้างได้

 

 

 


 

 

 

บทความโดย

รวิตา ระย้านิล 

นักจิตวิทยาสังคม

การประชุมวิชาการ The 2026 Asian Conference on Applied Psychology (ACAP 2026)

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมจัดการประชุมวิชาการ The 2026 Asian Conference on Applied Psychology (ACAP 2026) ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบ Hybrid ระหว่างวันที่ 30–31 กรกฎาคม 2569 ณ Holiday Inn Singapore Atrium ประเทศสิงคโปร์ ภายใต้หัวข้อ “Mental Health and Well-being in a Diverse, Connected World” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาประยุกต์ โดยมุ่งเน้นประเด็นสุขภาพจิตและสุขภาวะในบริบทของสังคมที่หลากหลายและเชื่อมโยงกัน พร้อมส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้งในด้านการศึกษา ชุมชน องค์กร และสภาพแวดล้อมออนไลน์

 

ในการประชุมครั้งนี้ คณาจารย์จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีบทบาทสำคัญในหลายกิจกรรมของการประชุม โดย รศ. ดร.จุฑาทิพย์ วิวัฒนาพันธุวงศ์ ทำหน้าที่ประธานการประชุม (Conference Chair) ในพิธีเปิดและพิธีปิดการประชุม รวมทั้งเป็นประธานการประชุมในห้องย่อย ขณะที่ ผศ. ดร.พีร วงศ์อุปราช เป็นวิทยากรบรรยายปาฐกถาหลักในหัวข้อ From Early Detection of Cognitive Decline to Comprehensive Interventions for Older Adults และทำหน้าที่ประธานการประชุมในหลายช่วง ส่วน ผศ. ดร.พิมพ์จุฑา นิมมาภิรัตน์ เป็นวิทยากรการอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับนิสิตระดับปริญญาตรีในหัวข้อ Career as a Researcher & Poster Presentation Skills เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการทำวิจัยและการนำเสนอผลงานวิจัยแบบโปสเตอร์ ตลอดจนทำหน้าที่ประธานการประชุมในห้องย่อย สะท้อนบทบาทของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการร่วมขับเคลื่อนเวทีวิชาการระดับนานาชาติและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านจิตวิทยาประยุกต์ในระดับนานาชาติ

 

 

Ethnocentrism – คติชาติพันธุ์นิยม

 

แนวคิดคติชาติพันธุ์นิยมเป็นมโนทัศน์พื้นฐานของการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ ซึ่งพยายามอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่มนุษย์มักทึกทักเอาเองว่าชาติพันธุ์ รวมไปถึงวัฒนธรรมของตน มีความยิ่งใหญ่กว่าชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรมของผู้อื่น โดยในช่วงแรกนักมานุษยวิทยาได้พยายามอธิบายพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นความนิยมในชาติพันธุ์ ต่อมาแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องคติชาติพันธุ์นิยมได้มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมอย่างกว้างขวาง และนักวิจัยได้ให้ความหมายของคติชาติพันธุ์นิยมไว้เป็นจำนวนมาก

 

ตัวอย่างเช่น Summer (1960) นิยามว่า คติชาติพันธุ์นิยม คือ ความรู้สึกกลมเกลียวเหนียวแน่น เป็นมิตร และยึดมั่นต่อพวกพ้องของตน ทั้งยังมีความรู้สึกว่ากลุ่มของตนเหนือกว่าผู้อื่น และพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของพวกพ้องตนเอง

 

Gudykunst (1991) นิยามว่า คติชาติพันธุ์นิยม คือ แนวโน้มที่คนเราจะประเมินและตีความของผู้อื่นโดยอิงมาตรฐานของตนเอง คนที่ยึดมั่นในคติชาติพันธุ์นิยมสูงจึงใช้วัฒนธรรมพื้นเพของตนในการตัดสินและสร้างข้อสรุปต่อตัวบุคคลที่มาจากต่างวัฒนธรรม กล่าวคือ หากเราลำเอียงในชาติพันธุ์สูง เราจะมองว่ากลุ่มของเรามีความดีงาม สูงส่งกว่า ทั้งยังมีค่านิยมที่เป็นสากล บุคคลใดก็สามารถนำไปยึดถือปฏิบัติได้ ในทางตรงกันข้าม จะมองผู้อื่นที่ไม่อยู่ในกลุ่มตนว่าเป็นพวกน่าเหยียดหยาม และด้อยกว่ากลุ่มของตน ทั้งยังไม่ยอมรับค่านิยมของคนจากนอกกลุ่ม กล่าวโทษคนนอกว่าเป็นต้นเหตุในเกิดปัญหาภายในกลุ่ม และจะพยายามรักษาระยะห่างทางสังคมไว้

 

นอกจากนี้งานวิจัยในศึกษาในบริบทของการทำงานในองค์การโดยเฉพาะได้ให้ความหมายของคติชาติพันธุ์นิยมว่า ความลำเอียงในระดับปัจเจกบุคคลของพนักงานท้องถิ่นที่มีการประเมินเข้าข้างกลุ่มชาติพันธุ์ของตนในแง่ต่าง ๆ ว่าดีกว่าและสำคัญกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ของพนักงานต่างชาติ รวมไปถึงคาดหวังว่าพนักงานต่างชาติจะต้องเข้าใจและปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม ประเพณี และวิธีการทำงานของประเทศที่สำนักงานท้องถิ่นตั้งอยู่ได้ (Zeira, 1979)

 

 

 

 

 

องค์ประกอบของคติชาติพันธุ์นิยม

 

Bizumic และคณะ (2009) ได้ทำการวิจัยข้ามวัฒนธรรมและพบว่า ใจความสำคัญของคติชาติพันธุ์นิยมนั้นอยู่ที่การให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งแตกต่างจากการประเมินคนในกลุ่มทางบวกและประเมินคนนอกกลุ่มทางลบตามบริบททั่วไปอย่างชัดเจน เพราะการประเมินเข้าข้างกลุ่มตัวเองในทางบวกไม่ได้หมายความว่าสมาขิกในกลุ่มจะมองว่ากลุ่มตนเองสำคัญกว่ากลุ่มอื่น ๆ ในคณะเดียวกันการให้ความสำคัญแก่กลุ่มตนเองก็ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าสมาชิกในกลุ่มต้องมีอคติหรือรู้สึกเป็นปรปักษ์กับกลุ่มอื่น ๆ เสมอไป

 

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าคติชาติพันธุ์นิยมสามารถจำแนกเป็นลักษณะความเชื่อ 2 ประเภทใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วยเจตคติและพฤติกรรมย่อย ๆ รวมกัน 6 ประการ ได้แก่

 

1. ลักษณะความเชื่อว่ากลุ่มตนดีกว่ากลุ่มอื่น (self-centeredness)
  1. ความชอบพอ (preference) คือ ความนิยมชมชอบในกลุ่มของตน หรือแนวโน้มที่จะเข้าข้างกลุ่มชาติพันธุ์และสมาชิกในกลุ่มของตนมากกว่าสมาชิกจากกลุ่มอื่น ๆ
  2. ความเหนือกว่าผู้อื่น (superiority) คือ ความเชื่อว่ากลุ่มชาติพันธุ์ของตนยิ่งใหญ่และเหนือกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ
  3. การสงวนเครือข่าย (purity) คือ การปฏิเสธคนนอก มองว่าบุคคลควรคบค้าสมาคมกับสมาชิกในกลุ่มเป็นหลัก หรือเฉพาะสมาชิกในกลุ่มเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงหรือไม่ข้องแวะกับคนนอกกลุ่มเลย
  4. การแสวงหาประโยชน์ให้กลุ่ม (exploitativeness) คือ ความเชื่อที่ว่าผลประโยชน์ของกลุ่มชาติพันธุ์ของตนมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อให้ได้มาเพื่อผลประโยชน์ดังกล่าวเราสามารถทำได้ทุกวิถีทาง โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงตนนอกกลุ่มเลย

 

2. ลักษณะความเชื่อว่ากลุ่มสำคัญกว่าปัจเจก (self-importance)
  1. ความเป็นปึกแผ่นภายในกลุ่ม (group cohesion) คือ ความเชื่อว่ากลุ่มชาติพันธ์ของบุคคลควรมีความกลมเกลียว ร่วมแรงร่วมใจ และสามัคคีกันอย่างสูง โดยสมาชิกในกลุ่มต้องเล็งเห็นว่าความต้องการในกลุ่มสำคัญเหนือความต้องการของปัจเจกบุคคล
  2. ความทุ่มเท (devotion) คือ ความจงรักภักดี ความอุทิศตนเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ของตน รวมถึงเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม ทั้งยังพร้อมที่จะเสียสละเพื่อสมาชิกในกลุ่ม

 

 

ผลของคติชาติพันธุ์นิยมในบริบทการทำงานในองค์การ

 

  1. คติชาติพันธุ์นิยมก่อให้เกิดอคติและความไม่มั่นใจขึ้น ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์การ เจตคติดังกล่าวบั่นทอนความต้องการสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานของพนักงานต่างชาติ ความพยายามปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ และเป็นตัวเร่งให้อยากเดินทางกลับประเทศ
  2. คติชาติพันธุ์นิยมทำให้พนักงานต่างชาติรับรู้และตีความการกระทำของเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นคนท้องถิ่นคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับความเป็นจริง
  3. คติชาติพันธุ์นิยมเป็นสาเหตุให้เกิดการไม่ยอมรับพฤติกรรมหรือการกระทำของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของพนักงานต่างชาติที่ต่อต้านความคิดเห็นหรือการกระทำของพนักงานท้องถิ่นที่ตนต้องทำงานด้วยเป็นประจำ
  4. คติชาติพันธุ์นิยมส่งผลต่อการกำหนดเกณฑ์คัดเลือกและการจัดอบรมพนักงานที่บริษัทจะส่งไปทำงานยังสำนักงานต่างประเทศ โดยในบรรษัทข้ามชาติที่มีคติชาติพันธุ์นิยมตามการรับรู้ต่ำ เกณฑ์การคัดเลือกพนักงานไปทำงานต่างประเทศที่สำคัญคือคุณลักษณะส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น สามารถปรับตัว สามารถรับมือกับความไม่แน่นอน มีความอดทน รู้จักวางตัวเป็นกลาง รวมถึงความตระหนักรู้ในวัฒนธรรมของตนเองและประเทศที่กำลังจะต้องไปทำงาน ในขณะที่บรรษัทซึ่งมีคติชาติพันธุ์นิยมตามการรับรู้สูง จะใช้อายุและเพศของพนักงานเป็นเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือก
    ส่วนการจัดอบรม บรรษัทข้ามชาติที่วัฒนธรรมองค์การมีคติชาติพันธุ์นิยมตามการรับรู้ต่ำ เนื้อหาการอบรมจะให้ความสำคัญเรื่องการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ ภาษาของประเทศที่ต้องไปทำงาน รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติทางธุรกิจของประเทศนั้น ๆ เพิ่มเติมจากข้อมูลเรื่องการเดินทาง หน้าที่และภารกิจที่ต้องไปปฏิบัติในต่างประเทศเอาไว้ด้วย

 

 

 

ข้อมูลจาก

 

วิศรุต ศรีศิวะเศรษฐ์. (2556). คติชาติพันธุ์นิยมและความเต็มใจช่วยเอื้อต่อการปรับตัวของพนักงานต่างชาติ: อิทธิพลส่งผ่านของการจัดประเภททางสังคม และอิทธิพลกำกับของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับองค์การ [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2013.237

ศูนย์สุขภาวะทางจิต เข้าร่วมจัดนิทรรศการในงานประชุมวิชาการ SICMPH 2026

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์สุขภาวะทางจิต เข้าร่วมจัดนิทรรศการในงานประชุมวิชาการ Siriraj International Conference on Medical and Public Health (SICMPH) 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–24 กรกฎาคม 2569 ณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้แนวคิด “Wellness for All: Designing Health Across the Spectrum of Life” เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านจิตวิทยาและประชาสัมพันธ์บริการวิชาการของคณะแก่บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข นักวิชาการ นักวิจัย และผู้สนใจ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการและการพัฒนาสุขภาวะกับหน่วยงานภายนอก

ภายในบูธ คณะจิตวิทยาได้นำเสนอการดำเนินงานของศูนย์บริการวิชาการทั้ง 3 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์สุขภาวะทางจิต ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย และศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร พร้อมจัดกิจกรรมเชิงปฏิสัมพันธ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สำรวจและดูแลสุขภาวะทางใจผ่านแนวคิด Self-Compassion อาทิ การสำรวจสภาวะจิตใจ การรับข้อความส่งเสริมการดูแลตนเอง และการร่วมแบ่งปันข้อความให้กำลังใจแก่ผู้อื่น ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี และสะท้อนบทบาทของศาสตร์ทางจิตวิทยาในการส่งเสริมสุขภาวะที่เข้าถึงได้สำหรับคนทุกช่วงวัย

โครงการ Student Cultural Exchange Program 2026

 

ฝ่ายวิรัชกิจ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการ Student Cultural Exchange Program ระหว่างวันที่ 5–23 กรกฎาคม 2569 โดยให้การต้อนรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขา Counseling Psychology จาก Santa Clara University ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 15 คน พร้อมด้วย Professor David B. Feldman, Ph.D. เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวิชาการและวัฒนธรรม ตลอดจนเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสองสถาบัน

 

ตลอดระยะเวลา 17 วัน ผู้เข้าร่วมโครงการได้ร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เพื่อสร้างความคุ้นเคยและการเรียนรู้ร่วมกัน กิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรมไทยผ่าน Thai Cooking Class การเดินทางตามเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา การเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวังและวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร การศึกษาดูงาน ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รวมถึงการเข้าร่วม Workshop หัวข้อ Hope Intervention ร่วมกับกรมสุขภาพจิต ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งบริบททางสังคม วัฒนธรรม และการประยุกต์ใช้จิตวิทยาในประเทศไทย

 

นอกจากนี้ คณะจิตวิทยาได้จัดการบรรยายพิเศษโดยคณาจารย์ในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาในบริบทเอเชียและประเทศไทย ครอบคลุมสาขา Counseling Psychology, Developmental Psychology, Industrial and Organizational Psychology, Cross-Cultural Psychology และ Social Psychology พร้อมทั้งการบรรยายหัวข้อ Insight-Based Mindfulness Intervention: The Integration of Eastern Philosophy and Buddhist Teaching into Mindfulness Interventions โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี ซึ่งนำเสนอการบูรณาการแนวคิดปรัชญาตะวันออกและหลักพุทธศาสนาเข้ากับการพัฒนากระบวนการเจริญสติ

 

โครงการ Student Cultural Exchange Program บรรลุวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้นักศึกษาและคณาจารย์จากทั้งสองสถาบันได้สร้างประสบการณ์ร่วม แลกเปลี่ยนมุมมองทางวิชาชีพ และพัฒนาความสัมพันธ์อันดี ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือทางวิชาการระหว่างคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Santa Clara University ในอนาคต

 

 

 

ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย ร่วมออกบูธกิจกรรมในงาน Chula Health Fair 2026

 

คณะจิตวิทยา โดยศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย ร่วมออกบูธกิจกรรมในงาน Chula Health Fair ซึ่งเป็นหนึ่งกิจกรรมในโครงการ Chula Preventive Health Care ปีงบประมาณ 2569 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ ศาลาพระเกี้ยว
บูทกิจกรรมของคณะจิตวิทยาประกอบด้วย การประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สำรวจภาวะอารมณ์ของตนเอง และกิจกรรม “หอมฟุ้งปรุง feel” ที่ชวนออกแบบกลิ่นหอมในแบบฉบับของตนเอง เพื่อส่งเสริมการผ่อนคลายและการดูแลสุขภาพจิตในชีวิตประจำวัน

พิธีถวายชัยมงคลและพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ประพิมพา จรัลรัตนกุล รองคณบดี พร้อมด้วย คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และคุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เข้าร่วมพิธีถวายชัยมงคลและพิธีถวายชัยมงคลและพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

ศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กรร่วมออกบูธในกิจกรรมสัปดาห์สุขภาพของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

 

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กรเป็นตัวแทนคณะจิตวิทยาออกบูธประชาสัมพันธ์การให้บริการของคณะฯ พร้อมกิจกรรมการประเมินความสามารถในการฟื้นคืนพลัง (Resilience) เนื่องในโอกาสกิจกรรมสัปดาห์สุขภาพของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ภาคีเครือข่ายของคณะจิตวิทยา จุฬาฯ หนึ่งในองค์กรต้นแบบของรางวัล Thai Mind Awards 2026