เราคงคุ้นเคยกับสำนวนไทยว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ซึ่งหมายถึงการยอมอดทนต่อความต้องการในปัจจุบัน เพื่อรอผลลัพธ์ที่ดีกว่าในอนาคต ในทางจิตวิทยา แนวคิดนี้เรียกว่า การเลื่อนความพึงพอใจออกไปก่อน (Delay of Gratification) หรือความสามารถในการควบคุมตนเองและรอคอยรางวัลที่มีคุณค่ามากกว่า
งานวิจัยที่ทำให้แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางคือ Stanford Marshmallow Experiment ซึ่งนำโดยศาสตราจารย์ Walter Mischel ที่จัดทำขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเด็กแต่ละคนถูกให้นั่งอยู่ในห้องพร้อมมาร์ชเมลโลว์หนึ่งชิ้น และได้รับเงื่อนไขว่า หากสามารถรอโดยไม่กินมาร์ชเมลโลว์จนผู้วิจัยกลับมา จะได้รับเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น เด็กบางคนสามารถรอได้ ขณะที่บางคนเลือกกินมาร์ชเมลโลวโดยไม่รอผู้วิจัย
การติดตามเด็กกลุ่มนี้ในเวลาต่อมาพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ ดังนี้ เด็กที่สามารถรอคอยรางวัลได้มีแนวโน้มที่จะมีทักษะทางสังคม การควบคุมความสนใจ การวางแผน การแก้ปัญหา และการรับมือกับความเครียดที่ดีกว่า (Mischel, Shoda, & Peake, 1988) หลายสิบปีต่อมา Casey และคณะ (2011) ยังพบว่า ผู้ที่เคยควบคุมตนเองได้ดีตั้งแต่วัยเด็กมีความแตกต่างด้านการทำงานของสมองเมื่อเผชิญกับสิ่งเร้าที่น่าดึงดูด โดยบริเวณ prefrontal cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมพฤติกรรมมีบทบาทมากกว่า ขณะที่ผู้ที่มีความยากในการรอคอยแสดงการทำงานของ ventral striatum ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบรางวัลและการตอบสนองต่อสิ่งยั่วยวนมากกว่า
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กที่กินมาร์ชเมลโลว์ก่อนจะ “ไม่ประสบความสำเร็จ” ในอนาคต งานของ Watts, Duncan และ Quan (2018) ชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการรอคอยกับความสำเร็จในชีวิตมีความซับซ้อนกว่าที่เคยเข้าใจกัน เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความสามารถทางการรู้คิด ฐานะและภูมิหลังของครอบครัว ตลอดจนสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดู ความสัมพันธ์ระหว่างการรอคอยกับผลลัพธ์ในอนาคตก็ลดลงอย่างมาก
ดังนั้น สิ่งสำคัญจาก “การทดลองมาร์ชเมลโลว์” อาจไม่ใช่การใช้ความสามารถในการรอคอยของเด็กเพื่อทำนายว่าเขาจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่คือการทำให้เราเห็นว่า การควบคุมตนเองเป็นทักษะที่สามารถได้รับอิทธิพลและพัฒนาจากสิ่งแวดล้อมได้ พันธุกรรมและพื้นฐานทางชีวภาพมีส่วนสำคัญ แต่การอบรมเลี้ยงดู แบบอย่างที่ดี ความมั่นคงของครอบครัว และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ก็มีบทบาทไม่น้อยไปกว่ากัน
ท้ายที่สุด หากเราต้องการพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถวางแผน ควบคุมตนเอง และตัดสินใจเพื่อเป้าหมายระยะยาวได้ คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “เด็กคนนี้อดทนรอได้หรือไม่?” แต่ควรถามต่อว่า “เราได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เขาเรียนรู้ที่จะรอ ควบคุมตนเอง และเชื่อมั่นว่าการรอคอยนั้นคุ้มค่าหรือยัง?”
References
Casey, B.J., Somerville, L.H., Gotlib, I.H., Ayduk, O., Franklin, N.T., Askren, M.K., Jonides, J., Berman, M.G., Wilson, N.L., Teslovich, T., Glover, G., Zayas, V., Mischel, W., & Shoda, Y. (2011). Behavioral and neural correlates of delay of gratification 40 years later. Proc Natl Acad Sci U S A, 108(36),14998-5003. doi: 10.1073/pnas.1108561108. Epub 2011 Aug 29. PMID: 21876169; PMCID: PMC3169162.
Mischel, W., & Ebbesen, E. B. (1970). Attention in delay of gratification. Journal of Personality and Social Psychology, 16(2), 329–337. https://doi.org/10.1037/h0029815
Mischel, W., Shoda, Y., & Peake, P.K.. (1988). The nature of adolescent competencies predicted by preschool delay of gratification. J Pers Soc Psychol, 54(4):687-696. doi: 10.1037//0022-3514.54.4.687.
Watts, T.W., Duncan, G.J., & Quan, H. (2018). Revisiting the Marshmallow Test: A conceptual replication investigating links between early delay of gratification and later outcomes. Psychol Sci., 29(7):1159-1177. doi: 10.1177/0956797618761661.
บทความโดย
ผศ. ดร.สุภลัคน์ ลวดลาย
อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาธุรกิจ