ข่าวและกิจกรรม

กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนเมษายน 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ

 

วันที่ 24 เมษายน 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และคุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนเมษายน 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ ซึ่งจัดโดยธรรมสถาน ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ งานนี้มี ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธาน และมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารและบุคลากรคณะ สถาบัน หน่วยงาน และนิสิตจุฬาฯ ร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์ 9 รูป จากวัดสระเกศ
นอกจากนี้ เนื่องในวาระเทศกาลสงกรานต์และวันขึ้นปีใหม่ไทย ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนิสิต ได้ร่วมพิธีรดน้ำขอพรอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคลสืบไป

แสดงความยินดีกับอาจารย์ที่ได้รับการกำหนดตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาจิตวิทยา

 

คณะจิตวิทยาขอแสดงความยินดีกับ
  • อาจารย์ ดร.วรัญญู กองชัยมงคล
ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” สาขาวิชาจิตวิทยา โดยการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ในการประชุมครั้งที่ 911 วันที่ 25 มีนาคม 2569

หลาย ๆ ประเทศทั่วโลก เริ่มขยับปรับกฎหมายจำกัดอายุเยาวชนในการใช้โซเชียลมีเดีย ที่มาและเหตุผลคืออะไร? แล้วพ่อแม่ไทยควรปรับแนวทางการดูแลลูกกับสื่อหน้าจออย่างไร?

 

จากข้อมูลที่ผ่านมา มีจำนวนเยาวชนมีที่ปัญหาด้านสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น จนเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤต ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพัฒนาการเด็กได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการรับชมสื่อหน้าจอ รวมถึงการแนะนำให้ผู้ปกครองร่วมชมกับลูก ให้คำแนะนำกับลูก สังเกตเนื้อหาที่ลูกรับชม และมีปฏิสัมพันธ์หน้าจอกับลูก แต่ทุกวันนี้ ด้วยความที่โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว รวมถึงตัวเลขที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์สุขภาพจิตของเยาวชนก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ก็เริ่มเกิดคำถามว่า คำแนะนำ และการตักเตือนจากผู้เชี่ยวชาญให้ที่พ่อแม่ช่วยกำกับดูแลลูกกันเองภายในครอบครัว ยังเพียงพออยู่ไหม หรือเราจำเป็นต้องมีกฎหมายบังคับใช้เพิ่มเติม เพื่อกำกับดูแลคุณภาพชีวิตเยาวชนในประเทศ

 

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่เปิดประเด็นนี้ด้วยการออกกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวในแพลตฟอร์มหลัก ๆ อย่าง Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และ Snapchat เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้มีองค์ประกอบของการติดตามผู้อื่น เปิดเผยตัวตน และการได้สนทนาตอบโต้กับผู้อื่น กฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มสร้างกระบวนการคัดกรองที่รัดกุมยิ่งขึ้นในการตรวจสอบอายุของเจ้าของบัญชีในการลงทะเบียนเข้าร่วม และออกแบบให้ผู้ใช้ที่มีบัญชีอยู่ก่อน แต่อายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่สามารถใช้งานบัญชีได้ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กฎหมายนี้ไม่มีการเอาผิดที่ตัวเยาวชนและผู้ปกครอง แต่จะเน้นไปบังคับใช้กับบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มให้ออกแบบระบบการตรวจสอบและคัดกรองอายุผู้ใช้อย่างรัดกุม

 

ทั้งนี้กฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามเยาวชนใช้แพลตฟอร์มการสื่อสาร เช่น Messenger Kids, Line, และ WhatsApp เป็นต้น และหากเข้าชม YouTube แบบไม่มีการสร้างบัญชีก็สามารถทำได้ แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ เช่น Fortnite, Roblox, และ Minecraft ก็ไม่ได้ห้ามใช้ เพราะถือว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เน้นเล่นเกมซึ่งเป็นการแสดงทักษะความสามารถเป็นหลัก การนำเสนอตัวตนและการสนทนาในเกมถือเป็นเรื่องรอง ส่วนแพลตฟอร์มที่ให้ข้อมูลสุขภาพและที่เป็นการเรียนรู้ก็ยังใช้งานได้โดยปกติ ไม่มีการจำกัดอายุแต่อย่างใด

 

 

แล้วกฎหมายนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร? ทำไมการโพสต์ การกดติดตาม และการนำเสนอตัวตนออนไลน์ ถึงเป็นภัยต่อวัยรุ่น?

 

 

เริ่มเร็วไป ไม่ใช่เรื่องดี จากงานวิจัยที่เก็บข้อมูลกลุ่มบุคคลอายุตั้งแต่ 8-80 ปี จำนวน 84,000 กว่าคน เพื่อศึกษาผลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อความพึงพอใจในชีวิต พบว่า การเริ่มใช้โซเชียลมีเดียในช่วงอายุน้อย ๆ เชื่อมโยงกับความพึงพอใจในชีวิตของเด็กวัยรุ่น วัยรุ่นหญิงช่วงอายุ 11-13 ปี และวัยรุ่นชายช่วงอายุ 14-15 ปีคะแนนให้ความพึงพอใจในชีวิตของลดน้อยลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่น ๆ ข้อค้นพบจากงานวิจัยเช่นนี้ เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมกฎหมายออสเตรเลียจึงจำกัดไม่ให้วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นของตนเอง

 

สมองส่วนตอบสนองทำงานเต็มที่ แต่สมองส่วนควบคุมกำลังพัฒนา พัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นเปรียบเหมือนรถที่สามารถวิ่งได้เร็วฉิว แต่ระบบตรวจจับความเร็วและระบบเบรกยังอยู่ระหว่างการพัฒนา วัยรุ่นตื่นตัวกับวงจรของการรับรางวัลจากการได้ยอดวิว ยอดไลก์ เนื่องจากการทำงานสมองส่วน Ventral striatum และการทำงานของสารสื่อประสาทโดพามีน ที่ทำหน้าที่ตอบรับสิ่งเร้าเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี หากวัยรุ่นอยู่กับระบบรับรางวัลเหล่านี้ไปนาน ๆ (feedback loop) ก็จะต้องโพสต์เพิ่มอย่างต่อเนื่องเพื่อรับผลตอบแทนเหล่านี้ และหากยอดการตอบสนองลดลงไปก็จะรู้สึกขาดหาย ต้องหาทางทำให้ได้ผลตอบรับต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ตนรู้สึกถึงการยอมรับจากสังคมและผู้คน เมื่อสมองถูกกระตุ้นด้วยระบบรับรางวัลเช่นนี้ ก็จะยิ่งยากที่จะพาตัวเองออกจากวงจรที่เคยชินนี้ เพราะสมองส่วนหน้า prefrontal cortex ที่เป็นสมองที่ดูแลเรื่องการคิดไตร่ตรอง ยับยั้งชั่งใจ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและจะพัฒนาเต็มที่เมื่อถึงอายุประมาณ 25 ปี การให้วัยรุ่นเข้าใช้โซเชียลมีเดียเร็วเกินไป อาจจะไม่ส่งผลดี เพราะพัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นนั้นยังไม่พร้อมรับมือกับระบบรางวัลจากกิจกรรมออนไลน์เหล่านี้

 

การนำเสนอตัวตนออนไลน์ และการยึดติดกับยอดไลก์ อาจยิ่งทำให้วัยรุ่นสับสนกับอัตลักษณ์ตัวตน ความสุขและทุกข์ของวัยรุ่นโดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับการได้รับการยอมรับจากสังคมและกลุ่มเพื่อน วัยรุ่นส่วนหนึ่งจึงเลือกที่จะแสดงตัวตนตามที่สังคมคาดหวัง หรือแสดงตัวตนตามแบบผู้อื่น (performative identity) แทนที่จะแสดงตัวตนที่แท้จริง (authentic identity) วงจรของการบิดเบือนตัวตน เพื่อหวังยอดไลก์ยอดติดตามนั้น ยิ่งถ่วงเวลาให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ ปิดโอกาสที่จะทำความรู้จักความชอบความสนใจของตนเองอย่างแท้จริง แต่กลับไปผูกโยงตัวตนของตนเองเข้ากับการยอมรับจากคนในโลกโซเชียลมากกว่าที่จะทำความเข้าใจและยอมรับภาพลักษณ์ของตนเอง มักคิดเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในทางที่มองว่าเขาดีกว่า รวยกว่า หน้าตาดีกว่า จนอาจไปลดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (self-esteem) หวั่นไหวกับคำพูดคำวิจารณ์ที่กลายเป็นกระจกสะท้อนตัวตน ตอกย้ำความรู้สึกลบ ๆ และจมกับความทุกข์ได้

 

เนื้อหาผลิตซ้ำ ตอกย้ำเรื่องราวดี ๆ ของคนอื่น… ที่ไม่ใช่ฉัน เนื้อหาในโซเชียลมีเดียมักเป็นเรื่องราวความสำเร็จ ความสวยงาม การท่องเที่ยว การกินดีอยู่ดี หุ่นดี สุขภาพดี เพราะเจ้าของบัญชีส่วนใหญ่ก็อยากจะแชร์สิ่งที่ดี ๆ ที่ผ่านการคัดสรรจากรูปหรือวิดีโอที่ผ่านการปรับแต่งและตัดต่อมาเป็นอย่างดี และด้วยอัลกอริทึมที่ผลักดันเนื้อหาเหล่านี้ พอยิ่งมีคนกดไลก์มาก ก็ยิ่งปรากฏในฟีดมากขึ้นเช่นกัน การดูเนื้อหาจากโซเชียลมีเดียจึงมักสร้างภาพลวงตาที่ไม่สมมาตรกับความเป็นจริง (asymmetric visibility) ว่าเรื่องดี ๆ ความงาม ความสำเร็จของคนอื่น ๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่แท้จริงแล้วมาจากการเพิ่มการมองเห็นจากระบบที่ไม่สะท้อนภาพจริง ๆ ในสังคม ภาพปรุงแต่งเหล่านี้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อวัยรุ่น เพราะเป็นวัยที่ยังขาดประสบการณ์ชีวิตที่ได้เห็นความหลากหลายของชีวิตคนโดยทั่วไปในสังคม การนำเสนอที่เกินจริงที่พบเจอจากหน้าจอโซเชียลมีเดีย วัยรุ่นจึงอาจหลงคิดไปว่าภาพเหล่านี้คือภาพจริง

 

ข้อมูลมากมาย ไม่รู้จบ และไม่อยากตกเทรนด์ ด้วยธรรมชาติของโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหามากมายไม่รู้จบ ตราบใดที่วัยรุ่นกดเข้าไปในฟีด ก็จะมีคอนเทนต์มากมายให้เสพติดเพลิดเพลินจนลืมเวลา แถมหากมีประเด็นสังคมที่กำลังมาแรง ก็จะอดใจยาก อยากเข้าไปติดตามข่าว รวมถึงอ่านโพสต์ อ่านคอมเมนต์ (fear of missing out: FOMO) นอกจากเวลาที่สูญเปล่าไปแล้ว ยังมีผลทางจิตวิทยาที่อาจสร้างความเครียดจากการเสพเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ที่อาจนำไปสู่ความเครียดเรื้อรังได้หากรับชมแต่เนื้อหาทางลบ เรื่องตึงเครียด เรื่องน่ากลัว การกลั่นแกล้ง หรือเนื้อหาที่ตอกย้ำความด้อยค่าของตนเอง เนื้อหาเหล่านี้มักมียอดเข้าชมสูง และแพลตฟอร์มก็มักจะเปิดการมองเห็นเนื้อหาเหล่านี้ เป็นการสร้างวงจรความคิดที่จมจ่อมกับความเครียด (rumination) รวมถึงการเสพสื่อเหล่านี้ทำให้วัยรุ่นมีเวลานอนที่ลดลง ที่ล้วนเป็นภัยต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น

 

ผลสำรวจพบว่าวัยรุ่นทั่วโลกยังขาดทักษะการเข้าใจและรู้เท่าทันสื่อดิจิตทัล (digital literacy) ผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์จำนวนมากยังขาดทักษะดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับการใช้งานอย่างปลอดภัย เช่นการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เด็กและวัยรุ่นมักไม่ตระหนักถึงประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวและผลกระทบระยะยาวของพฤติกรรมออนไลน์ที่เสี่ยงหรือไม่เหมาะสม การโพสต์ที่ผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ เช่น โพสต์/แชร์ข้อมูลเท็จ การตัดต่อ การหมิ่นประมาท วัยรุ่นอาจไม่สามารถรู้เท่าทันได้ว่าโซเชียลมีเดียนั้นออกแบบมาเพื่อดึงดูด ชักจูง และควบคุมการใช้งานให้ได้ต่อเนื่องยาวนาน เพื่อผลกระโยชน์ทางการตลาดและการค้า

 

 

จะเห็นได้ว่าที่ประเทศออสเตรเลียออกกฎหมายนี้มา ก็เพื่อช่วยปกป้องสวัสดิภาพของเด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ให้ไปพบเจอกับเนื้อหาทางลบ และวงจรตอบสนองในโซเชียลมีเดียที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตและรบกวนพัฒนาการทางสมอง หลังจากนั้นประเทศฝรั่งเศส สเปน กรีซ นอร์เวย์ เดนมาร์ก เยอรมนี สหราชอาณาจักร บางรัฐในสหรัฐอเมริกา บราซิล รวมถึงประเทศในเอเชียอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย จีนและอินเดีย ก็เริ่มออกกฎหมายในลักษณะเช่นเดียวกัน โดยมีรายละเอียดและจำกัดอายุที่แตกต่างกันออกไป

 

ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจำกัดอายุการใช้โซเชียลมีเดียออกมา ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล แต่ก็มีกฎหมายที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ ดังนั้น เราจึงควรตื่นตัวในประเด็นนี้ และดูแลลูกหลานในครอบครัวให้สามารถใช้โซเชียลให้เป็นประโยชน์ และคัดกรองรับเนื้อหาที่มีคุณภาพ ในช่วงวัยที่เหมาะสม

 

 

แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยกำกับดูแลลูกวัยรุ่นในเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคน?

 

  • ควรประวิงเวลาการมีบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวของลูกออกไปให้ช้าที่สุดจนกว่าจะถึงอายุ 16 ปี หากอ้างอิงตามเกณฑ์อายุที่กฎหมายออสเตรเลียและอินโดนีเซียบังคับใช้
  • หากลูกวัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ได้มีบัญชีเป็นของตัวเองแล้ว การห้ามไม่ให้ใช้ หรือบีบบังคับให้ลบบัญชีทิ้ง อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่โตขึ้นได้ ลูกอาจเกิดความไม่พอใจ แอบเข้าใช้ และปกปิดไม่ให้พ่อแม่รู้ เพราะลูกจะมองว่าเป็นการพรากสิทธิ์ที่เคยได้รับโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ
  • พ่อแม่สามารถสังเกตการใช้งานของลูก ตักเตือนเรื่องความปลอดภัย แนะนำเรื่องการตั้งค่าความปลอดภัย การปกป้องข้อมูลส่วนตัว ให้ข้อมูลเรื่องหลุมพรางของโซเชียลมีเดียที่มักจะนำเสนอข้อมูลเฉพาะด้านที่อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด และหลักการของอัลกอรึทึมที่ออกแบบมาให้ดึงดูด กระตุ้นความสนใจอย่างต่อเนื่อง
  • ควรเตือนลูกเกี่ยวกับภัยไซเบอร์อย่างการสแกม การหลอกลวง การล่อลวงโดยสร้างความไว้ใจ รวมถึงการสร้างร่องรอยทางดิจิทัล (digital footprint) ที่อาจส่งผลเสียต่อตัวลูกในอนาคต
  • รักษาสมดุลระหว่างหน้าจอกับหน้าจริง ลูก ๆ มีกิจกรรมหน้าจอได้ โดยมีกำหนดเวลาชัดเจน ชมเนื้อหาที่เหมาะสมตามวัย มีรูปแบบของเนื้อหาหน้าจอที่หลากหลาย โดยเน้นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ทั้งแบบรับชมทางเดียว (passive) แบบร่วมมีปฏิสัมพันธ์ (interactive) แบบสร้างเสริมทักษะเฉพาะต่าง ๆ การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และแบบกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น วิดีโอที่ชวนทำกิจกรรมหน้าจอที่ให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย รวมถึงการเล่นเกม การแชท ที่ให้ลูกได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ควรสนับสนุนการพบปะผู้คน การออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกหน้าจอด้วย
  • ลดการรับชมเนื้อหาที่ดึงดูดความสนใจ แต่มีคุณค่าต่ำ เช่น คลิปสั้นเลื่อนต่อเนื่องไม่รู้จบที่มีเนื้อหาซ้ำ ๆ ข่าวดราม่า รวมถึงคลิปสั้นที่ให้ความรู้ผิวเผิน
  • ลูกวัยรุ่น ไม่ค่อยอยากทำตามกฎที่พ่อแม่บอกให้ทำ การให้ลูกเสนอกำหนดเวลาการใช้หน้าจอ โดยมีพ่อแม่ช่วยกำกับดูแล ช่วยเตือน จะได้ผลดีกว่าสำหรับลูกในวัยนี้
  • แทนที่พ่อแม่จะคอยบอกให้ลูกหยุดดูหน้าจออยู่ทุกครั้ง ควรฝึกให้ลูกลองกำกับตนเอง ลองสำรวจความเมื่อยล้าทางกายและสายตา ให้วางแผนกำกับพฤติกรรมเอง เรียนรู้ที่จะเตือนตนเอง ซึ่งกระบวนการนี้อาจต้องให้เวลาลูกวัยรุ่นในการลองผิดลองถูก เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเองหากทำไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ส่วนพ่อแม่ก็คอยให้กำลังใจและแนะนำ
  • รักษาสมดุลระหว่างระหว่างกิจกรรมเนือยนิ่ง กับกิจกรรมทางกาย การอยู่หน้าจอมักเป็นการนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ใช้กำลังกายต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรแนะนำ ชักชวนให้ลูกวัยรุ่นพักจากหน้าจอ ออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายด้วย
  • กิจกรรมหน้าจอ ควรใช้แต่พอดี โดยต้องไม่เบียดบังเวลาเรียน หน้าที่และความรับผิดชอบตามวัยของลูก
  • พ่อแม่ควรมีการสื่อสารแบบเปิด โดยการสร้างบรรยากาศให้ลูกกล้าพูดคุยอย่างเปิดเผย ถึงเรื่องที่เจอในโซเชียล ให้ลูกรับรู้ว่าพ่อแม่เปิดใจรับฟัง ไม่ด่วนตัดสิน
  • กระบวนการนี้ สมาชิกในครอบครัวทุกคนควรร่วมมือกัน หากต้องการให้ลูกวัยรุ่นลดปริมาณการใช้หน้าจอและโซเชียลมีเดีย พ่อแม่ก็ต้องทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างด้วยเช่นกัน

 

 

การกำกับดูแลการใช้โซเชียลมีเดียของลูกวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการ “ห้าม” หรือ “ควบคุม” แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการให้เสรีภาพกับการดูแลอย่างเหมาะสม พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการเป็นทั้ง “ผู้แนะนำ” และ “ผู้ร่วมเรียนรู้” ไปกับลูก ช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างและไว้วางใจกันในครอบครัว เมื่อวัยรุ่นค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะกำกับตนเองได้ดีขึ้น ก็จะสามารถใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

 

 

 

อ้างอิง

 

Avci, H., Baams, L. & Kretschmer, T. A. (2025).Systematic Review of Social Media Use and Adolescent Identity Development. Adolescent Res Rev 10, 219–236  https://doi.org/10.1007/s40894-024-00251-1

 

eSafety Commissioner. (2026, March 8). Social media age restrictions.
https://www.esafety.gov.au/about-us/industry-regulation/social-media-age-restrictions

 

European Commission. (2023, November 16). Lagging digital literacy among 14-year-olds across the EU, study finds.
https://education.ec.europa.eu/ro/news/lagging-digital-literacy-among-14-year-olds-across-the-eu-study-finds

 

Orben, A., Przybylski, A.K., Blakemore, SJ. et al. (2022). Windows of developmental sensitivity to social media. Nat Commun 13, 1649 https://doi.org/10.1038/s41467-022-29296-3

 

Przybylski, A. K., & Weinstein, N. (2017). A Large-Scale Test of the Goldilocks Hypothesis: Quantifying the Relations Between Digital-Screen Use and the Mental Well-Being of Adolescents: Quantifying the Relations Between Digital-Screen Use and the Mental Well-Being of Adolescents. Psychological Science, 28(2), 204-215. https://doi.org/10.1177/095679761667843

 

Sandra, L. (2026). Modeling adolescent online risk-taking through digital literacy and parental mediation in Indonesia. Cogent Psychology, 13(1). https://doi.org/10.1080/23311908.2026.2624803

 

 

 


 

 

 

บทความโดย
ผศ. ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน
ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “Schema-Focused Psychotherapy for Challenging Clients” รุ่นที่ 3

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ

Schema-Focused Psychotherapy for Challenging Clients: Integrating CBT, Psychodynamic, and Gestalt Approaches รุ่นที่ 3

 

สำหรับนักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาการปรึกษา นักจิตบำบัดและผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตที่มีความรู้เกี่ยวกับจิตบำบัด

 

 

วันที่ 2-3 กรกฎาคม 2569  เวลา 9.00-17.30 น. (รวมจำนวน 15 ชั่วโมง)
ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

เนื้อหาการอบรม
  • แนวคิดและทฤษฎีจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นโครงข่ายความคิด อารมณ์และความรู้สึก (Schema-Focused Psychotherapy)
  • ขั้นตอนกระบวนการจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นโครงข่ายความคิด อารมณ์และความรู้สึก (Schema-Focused Psychotherapy)

 

วิทยากร
  • รศ. ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี (Ph.D. in Clinical Psychology, The University of Queensland ประเทศออสเตรเลีย)

 

อัตราค่าลงทะเบียน

6,600 บาท | รับจำนวน 25 ที่นั่ง
รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการอบรม และประกาศนียบัตรการเข้าร่วมการฝึกอบรม

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เบอร์โทรศัพท์โครงการ : 092-268-2385

อีเมล : psychulaworkshop@gmail.com

 

 

 

 

 

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจิตบำบัดแบบมุ่งเน้นอารมณ์สำหรับคู่รัก รุ่นที่ 6

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจิตบำบัดแบบมุ่งเน้นอารมณ์สำหรับคู่รัก รุ่นที่ 6 โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ

Learning Emotionally Focused Couple Therapy (EFT): An Introduction to Comprehensive Theory, Basic Skills, and a Step-by-Step Process

 

การอบรมนี้มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน ทักษะที่สำคัญและกระบวนการตามแนวคิด Emotionally Focused Couple Therapy (EFT) เหมาะสำหรับนักจิตวิทยา หรือผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิต จัดโดย ศูนย์สุขภาวะทางจิต (Center for Psychological Wellness) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

วันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 เวลา 9.30 – 16.30 น.
ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

วิทยากร

 

รับจำนวนจำกัด 25 ท่าน เท่านั้น

 

ลงทะเบียนทาง: https://forms.gle/oXZBLDDgRnBW55Zm8
หนังสือเชิญ:

 

 

เนื้อหาการอบรม
  • แนวคิดและทฤษฎีจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • ทักษะที่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงาน จิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • กระบวนการและกลไกของจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • ขั้นตอนจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)

 

อัตราค่าลงทะเบียน
  • 8,800 บาท (อัตราค่าลงทะเบียนนี้ รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารการอบรมและประกาศนียบัตรสำหรับผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 80% ของเนื้อหา)

 

*การยกเลิกการลงทะเบียน ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าลงทะเบียนทุกกรณี*

 

 

 

 

ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เบอร์โทรศัพท์โครงการ : 092-268-2385
อีเมล : psychulaworkshop@gmail.com

กิจกรรม Journal Club ประจำเดือนเมษายน 2569

 

วันที่ 1 เมษายน 2569 ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์จิตวิทยา ตะวันออก–ตะวันตก ได้จัดกิจกรรม Journal Club ประจำเดือนเมษายน 2569 โดยมี ผศ. ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์ เป็นผู้นำเสนอและแลกเปลี่ยนประเด็นการวิจัยในหัวข้อ “Sarcasm Perception Across Cultures” จากผลงานตีพิมพ์เรื่อง “Individual Differences in Sarcasm Interpretation and Use: Evidence From the UK and China”

 

การสื่อสารทางบวก : การสื่อสาร ที่ไม่ได้จบที่คำพูด หรือตัวหนังสือ

 

ในงานศึกษาเรื่องการสื่อสารทางบวก มักมีความเห็นคล้าย ๆ กันว่า ผลเสียต่าง ๆ จากการที่ใช้การสื่อสารที่ไม่ดีทำร้ายกัน ค่อนข้างไปได้เร็วและคืบหน้าง่าย ทั้งในบริบทครอบครัว การทำงาน รวมถึงการสื่อสารทางออนไลน์ นอกจากนี้มนุษย์ยังได้สร้างสรรค์วิธีใหม่ ๆ ในการใช้คำพูดที่ทำร้ายกันและกันมาตลอดตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป นักวิชาการจึงต้องการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารทางบวก (Positive communication) ขึ้น แต่ผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว การนิยามเรื่องการสื่อสารทางบวกก็ยังเป็นกลุ่มความคิดเห็นที่ค่อนข้างกว้างขวาง ดูยังไม่กลมกล่อมเท่าไรนัก

 

“การสื่อสารทางบวก” ที่นักวิชาการได้จากการเปรียบเทียบนิยามจากมโนทัศอื่น อย่างเช่น Prosocial-Antisocial Communication, จิตวิทยาทางบวก (positive psychology) รวมถึง การนำนิยามของ ด้านมืดของการสื่อสารระหว่างบุคคล มาทำการเปรียบเทียบ มโนทัศน์พื้นฐานที่นักวิชาการคาดหวังจากการสื่อสารทางบวกมีดังนี้

 

  • การสื่อสารระหว่างบุคคลที่ส่งเสริม ความสุข (happiness) สุขภาพ (health) และสุขภาวะ (wellness)
  • มีกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคลที่สะท้อนช่วงเวลาที่ งดงาม การเล่นและความขำขัน อารมณ์ทางบวก การสนับสนุน ความเข้าใจและการให้อภัย

 

โดยทั่วไปแล้วเมื่อพูดถึงการสื่อสาร คนมักจะนึกถึงฝ่ายที่ส่งสารออกไป ไม่ว่าจะพูด เขียน หรือ อวัจนภาษา ท่าทาง ที่ส่งไปถึงผู้รับสาร ความคิดของนักวิชาการที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกแต่ละคนก็มีกรอบแตกต่างกัน โดยใช้คำเช่น

 

  • message ที่แปลว่าสาร และ communication ที่แปลว่าการสื่อสาร มักเห็นภาพของสารในลักษณะของการสื่อสารหนึ่งกระบวนการ ที่ประกอบด้วย สาร ผู้ส่งสาร ช่องทางส่งสาร ผู้รับสาร ซึ่งทำให้เห็นภาพเป็นการสื่อสารทางเดียวมากกว่า และ เหมือนจะไม่พบคำเหล่านี้แบบเดี่ยว ๆ ในเรื่อง “การสื่อสารทางบวก” มากนัก ราวกับจะสะท้อนว่า คงเป็นเรื่องยากหากจะคาดหวังให้เกิดการสื่อสารทางบวกจากการสื่อสารทางเดียว จึงมักเห็นคำว่า interpersonal messages มาขยายให้เห็นภาพให้เห็น สาร และกระบวนการ ที่แลกเปลี่ยนกันไป-มามากกว่า
  • interaction ที่แปลว่าปฏิสัมพันธ์ ซึ่งอาจทำให้เห็นภาพของการแลกเปลี่ยนสาร หรือรวมไปถึงพฤติกรรมอื่น ๆ กันไปมาระหว่าง 2 คนหรือมากกว่า
  • behavior ที่แปลว่าพฤติกรรม ที่ดูเป็นภาพที่กว้างกว่ากรอบของการสื่อสาร แต่ก็มีนักวิชาการอธิบายไว้ว่า พฤติกรรมใด ๆ ที่เข้าสู่การรับรู้ของผู้รับสารแล้วเกิดการตีความ ก็ถือเป็นการสื่อสารทางอ้อม (Indirect communication) โดยมีพฤติกรรมเป็นสารในหมวดหมู่ของ อวัจนภาษา ไม่ว่าจะเป็นสารที่ผู้ส่งสารตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจส่งก็ตามที แต่เมื่อได้เข้าสู่การตระหนักรู้ (awareness) ของผู้รับสารก็ถือว่าเกิดการสื่อสารแล้ว อย่างเช่น คนจะเดินชนกัน ฝ่ายหนึ่งเดินเล่นมือถือก็มีแนวโน้มที่จะไม่ตระหนักรู้สภาพแวดล้อม กับอีกฝ่ายที่มองทางก็จะรับสารจากสภาพแวดล้อมและตีความได้ว่าถ้าไม่หลบก็ขนแน่ ๆ กับอีกบทบาทของ พฤติกรรม คือการตรวจสอบว่า ผู้ส่งสารมีพฤติกรรมสอดคล้องกับสิ่งที่พูดหรือไม่ น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

 

 

อะไรที่ทำให้เราบอกได้ว่าการสื่อสารนั้นเป็นการสื่อสารทางบวก ?

 

จริง ๆ แล้วคุณค่าของ “การสื่อสารทางบวก” อยู่ที่ไหน ?

 

ในการสื่อสารที่ไม่ดี วาจา ตัวหนังสือ กริยาท่าท่าง หรือพฤติกรรม ที่หลุดออกไปโดยตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ด้วยเหตุผล ด้วยอารมณ์ก็ตาม หรือแม้แต่การปฏิเสธการสื่อสาร ท่าทีห่างเหิน ไม่รับฟัง ก็มีประสิทธิภาพมากพอที่จะทำร้ายอีกฝ่าย ขณะที่การสื่อสารทางบวกไม่ได้ง่ายแบบนั้น การสื่อสารที่ดีต้องใช้ทั้งเวลาและพฤติกรรมในการพิสูจน์เพิ่มเติม ดังสำนวนที่กล่าวว่า “ทำดีเสมอตัว” การสื่อสารทางบวกก็มีลักษณะไม่ต่างกันเท่าไรนัก อาจจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ให้ดำเนินต่อไปได้ หรือเป็นในลักษณะค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์ ในลักษณะของ “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” ในขณะที่การสื่อสารที่ไม่ดี มีทั้งแบบค่อย ๆ เสื่อมลง หรือแบบพังทลายในทีเดียว

 

มีงานเขียนจำนวนหนึ่งที่พยายามรวบรวมนิยามและความคิดเห็นของนักวิชาการที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกไว้ ให้มาลองพิจารณากัน

 

  • วัจนภาษา และ อวัจนภาษา ที่ส่งผลทางบวกต่อปฏิสัมพันธ์ (Mirivel, 2019)
  • การสื่อสารทางบวก คือ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สร้างความเข้าใจ สร้างสรรค์ งดงาม และมีจริยธรรม (Socha, 2012; Socha & Beck 2015; Velázquez & Pulido 2019)
  • กระบวนการของสารที่แสดงถึงความเอื้อเฟื้อ จริยธรรม ศรัทธาศาสนา และลักษณะอื่น ๆ ที่แสดงถึงการช่วยเหลือ เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในความสัมพันธ์ (Socha and Pitts’, 2012)
  • Pitts and Socha (2013) ให้ความเห็นไว้ว่า การไม่มีการสื่อสารทางลบทั้งลักษณะของ วัจนภาษา และอวัจนภาษา อาจจะไม่เพียงพอที่จะเรียกได้ว่าการสื่อสารทางบวก สิ่งสำคัญน่าจะเป็นการพูดคุยและท่าทางที่เอื้อให้การสื่อสารดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
  • การสื่อสารทางบวกจะต้องประกอบด้วย วาจา ท่าทาง และคุณภาพของเนื้อหาสาร ที่เป็นไปในทางบวกในการปฏิสัมพันธ์อย่างชัดเจน มีลักษณะที่แตกต่างจากด้านไม่ดี หรือการสื่อสารที่มีความคลุมเครือ ไม่มีเฉดของความเทาอ่อน-เทาเข้มต่าง ๆ และนอกจากกระบวนการแล้ว ผลของการสื่อสารก็ต้องออกมาในทิศทางบวกด้วย (Volk, 1995)
  • Socha & Beck (2015) ให้ความหมายการสื่อสารระหว่างบุคคลทางบวก ไว้ว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบุคคลที่สามารถตอบสนองความต้องการ-ความพึงพอใจ (needs-satisfaction) ของมนุษย์ ในขณะที่การสื่อสารระหว่างบุคคล “ด้านมืด” จะมีผลยับยั้ง (inhibit) ความต้องการ-ความพึงพอใจ

 

นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นทั่วไปอื่น ๆ อย่างเช่น “ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ที่พาเข้าสู่ห้วงเวลาของ ความสุขสมหวัง และบรรลุเป้าหมายบางอย่าง” “ปฏิสัมพันธ์มนุษย์ที่มีพื้นฐานจากอารมณ์บวก และเป้าหมายที่จะเข้าใจซึ่งกันและกัน และสร้างความพึงพอใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง” รวม ๆ แล้ว ความคิดเห็นและนิยามของการสื่อสารทางบวกก็มักจะรวม ๆ อยู่ที่การสื่อสารที่มีลักษณะที่ ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ มีจริยธรรม เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ แสดงให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อ มีศิลปะ มีไหวพริบ มีประสิทธิภาพ และมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมความสุขระหว่างผู้ปฏิสัมพันธ์ทุกคน เพิ่มเติมอีกงานหนึ่งที่พยายามอธิบาย “การสื่อสารทางบวก” จากการวิเคราะห์เชิงภาษาศาสตร์ จากพจนานุกรมหลาย ๆ แหล่ง ของ Arkadyevna (2014) ได้สรุปความหมายของการสื่อสารทางบวก ว่าเป็นการสื่อสารที่มีลักษณะของ 1. การยอมรับและการยินยอม 2. เป็นที่น่าพอใจและเป็นผลดี 3. สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือให้กำลังใจ 4. มองโลกในแง่บวกและส่งเสริมการพัฒนา 5. มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์

 

 

ถ้าได้อ่านจนถึงตอนนี้แล้วถามว่าทำไมจึงมีแต่อะไรที่เป็นนามธรรม วัดยาก เข้าใจยาก แล้วอย่างนี้อะไรที่ทำให้เราบอกได้ว่าการสื่อสาร หรือการปฏิสัมพันธ์นั้น เป็นการสื่อสารทางบวกหรือไม่ น่าจะวัดที่ไหน เจตนา กระบวนการ ผลลัพธ์ การรับรู้ หรือการตีความ ?

 

ผู้เขียนในตอนนี้ค่อนข้างศรัทธา “ผลลัพธ์” หลังจากการปฏิสัมพันธ์ สำหรับการสื่อสารเพื่อความบันเทิง สนุกสนานเป็นครั้งคราวต่าง ๆ ผลบวกก็อาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีหรือความบันเทิง ที่เสริมแรงให้อยากมาคุยกันอีก และการประเมินว่าการสื่อสาร/ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็น “ทางบวก” หรือไม่ แต่หลาย ๆ การสื่อสาร การพูดคุยไม่ว่าจะบวกเพียงใด ก็เป็นได้แค่การ “เกริ่นนำ” ที่สุดท้ายก็ต้องมาวัดที่พฤติกรรมว่าสอดคล้องกับที่สื่อสารไว้ก่อนหน้าหรือไม่ ตลอดจนผลลัพธ์ว่าเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ อย่างไร กับอีกส่วนที่คนเขียนสนใจรองลงมาก็คือเรื่องของ “เจตนาที่ดี” ในจุดต่าง ๆ ของการสื่อสาร ที่เป็นส่วนสำคัญให้การสื่อสารที่ดีดำเนินต่อไป ไม่ใช่แค่ดีในการพูดคุย หรือดีเมื่อพบหน้ากัน

 

อีกส่วนก็คือความคิดเห็นจากนักวิชาการจำนวนหนึ่ง มักใช้คำว่า “positive” กับ “function” คู่กันในลักษณะต่าง ๆ เพื่ออธิบายนิยามและความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวก เมื่อผู้เขียนพยายามทำความเข้าใจคำว่า “function” ว่าอธิบายถึงอะไรหรือให้น้ำหนักอะไรบ้างระหว่าง input, process หรือ output แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดในงานศึกษาทางจิตวิทยา จนกระทั่งนำคำว่า positive function มาประกบกันแล้วค้นหา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เสนอคำนิยามทางคณิตศาสตร์มาให้ นั่นคือ “ฟังก์ชั่น (process) ที่ไม่ว่า input จะเป็นอย่างไร ก็ทำให้ output ออกมาเป็น บวกเสมอ” ผู้เขียนไตร่ตรองแล้วคิดว่าเป็นการนิยามที่ความหมายชัดเจนดี จึงรับไว้พิจารณาปรับใช้ และขอสรุปตามความเข้าใจของตนเองว่า “การสื่อสารทางบวก” คือกระบวนการ (process) ที่ไม่ว่า input ซึ่งอาจจะหมายถึง สถานการณ์ ความคิด ความรู้สึก ความรู้ ความเข้าใจ ฯลฯ ก่อนการสื่อสาร จะอยู่ในรูปแบบใด การสื่อสารทางบวกก็คือกระบวนการที่จะทำให้ ผลลัพธ์ (outcome) หลังจากการสื่อสารนั้นเป็นบวกเสมอ หรือก็คือต้องมองเห็น ผลลัพธ์ที่เป็นบวกก่อน ถึงจะบอกได้ว่า เป็นการสื่อสารทางบวก อีกทั้ง การสื่อสารทางบวกไม่ควรให้ผลลัพธ์ทางบวกหรือก่อประโยชน์เพียงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะดีที่สุดหากส่งผลทางบวกหรือทำให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

 

รวมกับความคิดเห็นข้างบนแล้วถ้าอยากจะเขียนความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกสั้น ๆ เองบ้างก็คงจะเป็น “การสื่อสารที่ นำไปสู่พฤติกรรมที่มีจริยธรรม ซื่อตรงสอดคล้องกับคำพูด และผลลัพธ์ที่เป็นบวกตอบสนองความสุข สนุกสนาน ความพอใจบางอย่าง แก่ ”ผู้ฟัง” ในกรณีสื่อสารทางเดียว หรือกับ “ทุกคน” ในกรณีที่การสื่อสารเป็นปฏิสัมพันธ์” อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงผลลัพธ์แล้วความยากก็คือชีวิตมนุษย์นั้นจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มี final output เหมือนคณิตศาสตร์ สิ่งที่เป็นการสื่อสารทางบวกในวันนี้ ณ จุดหนึ่งอาจจะเป็นผลลัพธ์ที่ดี แต่หากไม่สามารถรักษาความดีในจุดถัด ๆ ไปได้ อาจจะไม่ได้เป็นการสื่อสารทางบวกในอนาคตก็ได้ แล้ว output ที่เป็นลบ ก็จะถูกป้อนกลับไปเป็น Input อีกที ทำให้การสื่อสารในครั้งถัด ๆ ไป ขาดความไว้ใจ เป็นบวกได้ยากขึ้น หากไม่มีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหา

 

 

อาจจะมีคนสงสัยว่าคนเขียนเหมือนจะเชียร์แต่ “ผลลัพธ์” แล้ว “กระบวนการ” จะไม่มีค่าอะไรที่จะทำให้การสื่อสารเป็นบวกเลยอย่างนั้นหรือ

 

ผู้เขียนมองว่าจริง ๆ ก็อาจจะมีส่วนช่วย แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่ผู้มีปฏิสัมพันธ์ต่างจริงใจ และมีความเข้าใจวิธีสื่อสารของกันและกันระดับหนึ่ง ในการสื่อสารทั่วไปในชีวิตประจำวันที่ใครจะมามอบผลประโยชน์ มอบความสุข ความพอใจให้คนอื่น โดยที่ไม่ได้คาดหวังความสัมพันธ์ที่ดี หรือมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกัน นอกจากนั้นก็ยังมีตัวแปรอื่น ๆ อย่างความสามารถในการสื่อสาร การเรียบเรียงสาร ความตั้งใจและความสามารถในการรับรู้ รับฟัง วิเคราะห์ ตีความ ทั้งยังมีตัวแปรภายนอกอื่น ๆ อย่าง สถานที่ เวลา ช่องทางการสื่อสารที่เลือกใช้ ความถี่ของการสื่อสาร ฯลฯ เมื่อตัวแปรระหว่างทางมีมากเช่นนี้ ทั้งคนพูดคนฟังแต่ละคนก็ต่างจิตต่างใจ ต่างประสบการณ์ ต่างความคาดหวัง จึงไม่มีอะไรรับประกันกระบวนการได้เลยว่า ถึงแม้ ณ ห้วงเวลาของการสื่อสารที่ดี ณ เวลาหนึ่ง จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ดีและผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต

 

 

บทความเรื่องการสื่อสารทางบวกแต่เนื้อหาไม่ค่อยสดใสเลย เพราะดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก ทั้งในส่วนของการศึกษาและการปฏิบัติจริง ผู้เขียนจึงขอปิดท้ายงาม ๆ ด้วย พฤติกรรมการสื่อสาร ที่แสดงให้เห็นลักษณะของการสื่อสารทางบวกจาก Mirivel (2014)

 

  1. Greeting – การทักทาย การเชื้อเชิญผู้คนเข้าสู้ชีวิต แสดงถึงการรับรู้การมีตัวตนของอีกฝ่าย และเปิดโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์
  2. Asking – การถามไถ่ซึ่งกันและกันถึงสิ่งที่เราไม่รู้ ในลักษณะของคำถามปลายเปิด ถ้าทำได้ดีก็จะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกถึงการสนับสนุน และการได้รับฟัง
  3. Complimenting – การชมเชยฝ่ายตรงข้าม เป็นทางเลือกที่สร้างความรู้สึกดีให้อีกฝ่าย
  4. Disclosing – การเปิดเผย เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างและแสดงออกถึงความไว้เนื้อเชื่อใจแก่กัน การแบ่งปันเรื่องราวที่มีความละเอียดอ่อน นั้นมีความเสี่ยงและต้องใช้ความกล้า แสดงถึงความซื่อสัตย์และความเชื่อใจ
  5. Encouraging – การให้กำลังใจ รวมถึงคำแนะนำ ความรักและผูกพันผ่านการสื่อสาร
  6. Listening – การฟัง เป็นพฤติกรรมรับสารสำคัญที่ทำให้การโต้ตอบและกระบวนการอื่น ๆ ข้างต้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีความคาดหวังไปถึงทักษะการสังเกต และความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกมีตัวตน และได้รับการรับฟัง

 

ทั้งหมดก็เป็นพฤติกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้พฤติกรรมการสื่อสารก็แค่เป็นกระบวนการหนึ่ง หากขาด “เจตนาที่ดี” การทักทายก็เปิดโอกาสให้ทั้งคนดีเข้ามาและคนไม่ดีมาฉวยโอกาส การถามจะก็เป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็น หากความถี่มากเกินไปก็เซ้าซี้น่ารำคาญ ความถี่น้อยจะถูกตีความว่าไม่ใส่ใจ ขาดความจริงใจ หรือหวังผลประโยชน์เป็นครั้งคราว มีรายละเอียดยิบย่อยในพฤติกรรมการสื่อสารมากมาย ซึ่งเราอาจจะไม่ต้องสนใจรายละเอียดขนาดนั้น คิดว่าสุดท้ายแล้ว ก็สื่อสารแบบเป็นตัวของตัวเอง แล้ว “ไม่ลืม” เจตนาทีดี ทั้งในส่วนของการสื่อสารและการรับฟัง รวมถึงพฤติกรรมอื่น ๆ ที่เหลือก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาดีเช่นกัน แล้วก็หวังว่าผลลัพธ์จะออกมาดี

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

AHMED, A. H. (2020). Positive communication: The new shift in interpersonal communication. Communication in the Millennium, 1-11.

 

Arkadyevna, L. O. (2014). Positive communication: definition and constituent features. Вестник Волгоградского государственного университета. Серия 2: Языкознание, (5), 121-126.

 

 

 


 

 

บทความโดย

ณัฐนันท์ มั่นคง

นักจิตวิทยา

Workshop : การเผชิญปัญหาบนพื้นฐานของการมีสติ สำหรับวัยรุ่น

 

โครงการฝึกอบรม “การเผชิญปัญหาบนพื้นฐานของการมีสติ สำหรับวัยรุ่น”

(สำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 15 – 22 ปี เท่านั้น)

 

 

ช่วงวัยรุ่นเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของชีวิต ซึ่งต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสภาพสังคมที่ซับซ้อน ปัจจัยเหล่านี้มักกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ง่าย ทั้งจากภาระทางการเรียน การปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อน หรือความคาดหวังจากครอบครัว หากวัยรุ่นขาดความเข้าใจในธรรมชาติของความเครียดและไม่มีทักษะในการเลือกใช้กลวิธีการเผชิญปัญหา (Coping Strategies) ที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและการจัดการพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในระยะยาว โครงการนี้จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางจิตใจให้แก่วัยรุ่น โดยใช้แนวคิดการมีสติ (Mindfulness) มาเป็นรากฐานสำคัญในการจัดการกับปัญหา การมีสติจะช่วยให้วัยรุ่นรู้เท่าทันสภาวะอารมณ์และระดับความเครียดของตนเอง แทนที่จะปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยอารมณ์เพียงอย่างเดียว การฝึกสติจะช่วยเปิดพื้นที่ให้บุคคลสามารถพิจารณาเลือกใช้กลวิธีการเผชิญปัญหาที่สอดคล้องกับทรัพยากรของตนเองและเหมาะสมกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โครงการจึงบูรณาการรูปแบบการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเข้าด้วยกัน โดยในช่วงเช้ามุ่งเน้นการสร้างฐานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกความเครียดและทฤษฎีการเผชิญปัญหาผ่านรูปแบบ Hybrid และต่อเนื่องด้วยกิจกรรม Workshop ในช่วงบ่ายเพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการฝึกสติในชีวิตประจำวัน การสำรวจต้นทุนในการเผชิญปัญหาของตนเอง ตลอดจนการประยุกต์ใช้ศิลปะและเกมมาเป็นเครื่องมือในการวางแผนจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ โครงการนี้จึงมุ่งหวังให้วัยรุ่นไม่เพียงแค่มีความรู้ทางจิตวิทยา แต่ยังสามารถนำทักษะการมีสติไปใช้เป็นวิถีปฏิบัติในการเผชิญหน้ากับความท้าทายในชีวิต เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตที่ดีและความเติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรภัทร รวีภัทรกุล

อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

 

ช่วงเช้า (เวลา 10.00 – 12.00 น.) บรรยายความรู้ รูปแบบ Hybrid


 

เป็นลักษณะการบรรยายเพื่อให้ความรู้อ้างอิงจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัย โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน

  • ส่วนที่ 1 ความเครียด เป็นการทำความรู้จักกับความเครียด ซึ่งเนื้อหาประกอบไปด้วย แหล่งความเครียด การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับความเครียด และระดับความเครียดที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง
  • ส่วนที่ 2 กลวิธีการเผชิญปัญหา เป็นการทำความเข้าใจถึงพื้นฐานของกลวิธีการเผชิญปัญหา และกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างความเครียดและการเลือกใช้กลวิธีการเผชิญปัญหา
  • ส่วนที่ 3 การมีสติ เนื้อหาเกี่ยวข้องกับสร้างความเข้าใจว่าการมีสติคืออะไร การมีสติเกี่ยวข้องกับการเลือกกลวิธีการเผชิญปัญหาอย่างไร รวมไปถึงการมีสติสำคัญอย่างไรต่อความเครียดและกลวิธีการเผชิญปัญหา

 

ช่วงบ่าย (เวลา 13.00 – 16.00 น.) รูปแบบ On-Site Workshop


 

เป็นลักษณะของการทำกิจกรรมเพื่อประยุกต์เนื้อหาจากการบรรยายมาสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • ส่วนที่ 1 Mindfulness training มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมการมีสติโดยการฝึกสติผ่านกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน
  • ส่วนที่ 2 Personal coping resource มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจธรรมชาติความเครียดและกลวิธีการเผชิญปัญหาของตนเอง
  • ส่วนที่ 3 Mindfulness-based coping strategies มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองประยุกต์ใช้การมีสติในกลไกการเลือกกลวิธีการเผชิญปัญหาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ทดลองวางแผนล่วงหน้าถึงการเผชิญกับความเครียด

รูปแบบของกิจกรรม เป็นการประยุกต์ใช้กิจกรรมหลายรูปแบบทั้ง การตอบมาตรทางจิตวิทยา กิจกรรมฝึกสติผ่านประสาทสัมผัส เกม การใช้ศิลปะ

 

ระยะเวลา 5 ชั่วโมง ในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 – 16.00 น.

 

ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting

 

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

วัยรุ่นตอนต้นถึงตอนปลาย หรือนักเรียนนักศึกษาที่มีความสนใจในการพัฒนาสุขภาวะทางจิต และต้องการเสริมสร้างทักษะการจัดการความเครียดให้กับตนเอง

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ประเภทผู้เข้าร่วมอบรม
อัตราค่าลงทะเบียน
1
นักเรียน / นิสิต / นักศึกษา (เข้าร่วมแบบ On-Site)
900 บาท
2
นักเรียน / นิสิต / นักศึกษา (เข้าร่วมแบบ Online – 2 ชั่วโมง)
450 บาท

 

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมแบบ On-Site ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตรเข้าร่วมโครงการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 


 

 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน

 

 

Workshop : การเผชิญปัญหาบนพื้นฐานของการมีสติ สำหรับผู้ใหญ่

 

โครงการฝึกอบรม “การเผชิญปัญหาบนพื้นฐานของการมีสติ สำหรับผู้ใหญ่”

 

 

ในสังคมปัจจุบัน ผู้ใหญ่ต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันจากหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาระหน้าที่การงาน ปัญหาทางการเงิน หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบ่อเกิดของความเครียด ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต นำไปสู่การบั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยธรรมชาติแล้วแต่ละบุคคลมีกลวิธีการเผชิญปัญหาที่แตกต่างกันไป แต่บ่อยครั้งที่การตอบสนองต่อความเครียดมักเป็นไปโดยอัตโนมัติและอาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมหรือมีประสิทธิภาพเสมอไป การขาดความตระหนักรู้ในสภาวะอารมณ์และความคิดของตนเองในขณะนั้น ทำให้ไม่สามารถเลือกใช้กลไกการเผชิญปัญหาที่สร้างสรรค์ได้ การมีสติ (Mindfulness) คือกระบวนการฝึกฝนเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะโดยไม่ตัดสิน ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและมีงานวิจัยรองรับว่า เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการจัดการความเครียด การฝึกเจริญสติจะช่วยสร้างพื้นที่ว่างระหว่างสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความเครียดและการตอบสนองของเรา ทำให้เราสามารถหยุดคิดและเลือกกลวิธีการเผชิญปัญหาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น แทนที่จะตอบสนองไปตามความเคยชินเดิม ๆ

 

ด้วยเหตุนี้ โครงการฝึกอบรม “การเผชิญปัญหาบนพื้นฐานของการมีสติ สำหรับผู้ใหญ่” จึงถูกพัฒนาขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะมอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเครียด กลวิธีการเผชิญปัญหา และความสำคัญของการมีสติ ควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติผ่านกิจกรรม Workshop เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และประยุกต์ใช้การมีสติเป็นเครื่องมือในการเลือกกลยุทธ์การจัดการความเครียดที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การมีสุขภาวะทางจิตใจที่ดีขึ้นและสามารถรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรภัทร รวีภัทรกุล

อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

 

ช่วงเช้า (เวลา 10.00 – 12.00 น.) บรรยายความรู้ รูปแบบ Hybrid


 

เป็นลักษณะการบรรยายเพื่อให้ความรู้อ้างอิงจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัย โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน

  • ส่วนที่ 1 ความเครียด เป็นการทำความรู้จักกับความเครียด ซึ่งเนื้อหาประกอบไปด้วย แหล่งความเครียด การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับความเครียด และระดับความเครียดที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง
  • ส่วนที่ 2 กลวิธีการเผชิญปัญหา เป็นการทำความเข้าใจถึงพื้นฐานของกลวิธีการเผชิญปัญหา และกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างความเครียดและการเลือกใช้กลวิธีการเผชิญปัญหา
  • ส่วนที่ 3 การมีสติ เนื้อหาเกี่ยวข้องกับสร้างความเข้าใจว่าการมีสติคืออะไร การมีสติเกี่ยวข้องกับการเลือกกลวิธีการเผชิญปัญหาอย่างไร รวมไปถึงการมีสติสำคัญอย่างไรต่อความเครียดและกลวิธีการเผชิญปัญหา

 

ช่วงบ่าย (เวลา 13.00 – 16.00 น.) รูปแบบ On-Site Workshop


 

เป็นลักษณะของการทำกิจกรรมเพื่อประยุกต์เนื้อหาจากการบรรยายมาสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • ส่วนที่ 1 Mindfulness training มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมการมีสติโดยการฝึกสติผ่านกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน
  • ส่วนที่ 2 Personal coping resource มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจธรรมชาติความเครียดและกลวิธีการเผชิญปัญหาของตนเอง
  • ส่วนที่ 3 Mindfulness-based coping strategies มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองประยุกต์ใช้การมีสติในกลไกการเลือกกลวิธีการเผชิญปัญหาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ทดลองวางแผนล่วงหน้าถึงการเผชิญกับความเครียด

รูปแบบของกิจกรรม เป็นการประยุกต์ใช้กิจกรรมหลายรูปแบบทั้ง การตอบมาตรทางจิตวิทยา กิจกรรมฝึกสติผ่านประสาทสัมผัส เกม การใช้ศิลปะ

 

ระยะเวลา 5 ชั่วโมง ในวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 – 16.00 น.

 

ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting

 

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

บุคคลทั่วไปที่สนใจเรียนรู้และพัฒนาทักษะการจัดการความเครียด รวมถึงการเสริมสร้างกลไกการเผชิญปัญหาในชีวิตประจำวันด้วยการมีสติ

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ประเภทผู้เข้าร่วมอบรม
อัตราค่าลงทะเบียน
1
บุคคลทั่วไป (เข้าร่วมแบบ On-Site)
1,500 บาท
2
บุคคลทั่วไป (เข้าร่วมแบบ Online – 2 ชั่วโมง)
800 บาท

 

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมแบบ On-Site ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตรเข้าร่วมโครงการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 


 

 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน

 

 

โครงการอบรม หัวข้อ “การเตรียมบทความวิจัยสำหรับตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ”

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “การเตรียมบทความวิจัยสำหรับตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ”

 

 

การตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารวิชาการต่างประเทศ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการทำวิจัยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ที่ถูกต้องและทันสมัยให้เป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการ การเตรียมบทความวิจัยสำหรับส่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ โดยเฉพาะวารสารชั้นนำจำเป็นต้องเข้าใจหลักการ หลักคิด และวิธีการเป็นอย่างดี เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการตีพิมพ์และพัฒนาทักษะความเป็นนักวิจัยในเวลาเดียวกัน การอบรมหัวข้อนี้จึงเจาะลึกถึงแต่ละส่วนของบทความวิจัยอย่างละเอียด หลักจริยธรรม การเลือกวารสาร การขอลิขสิทธิ์ และการตรวจสอบวารสารล่าเหยื่อ (Predatory journals) ผนวกกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง การสืบค้นข้อมูล รวมถึงการเตรียมความพร้อมในกรณีที่ร่างบทความวิจัยได้รับข้อเสนอแนะให้ปรับแก้

 

วิทยากรของการอบรมหัวข้อนี้ ถือเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงและเป็นทีมบรรณาธิการของวารสาร SCOPUS Tier 1 ดังนั้น หัวข้อนี้จึงเหมาะกับคณาจารย์ นักวิจัยและนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

 

 

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช

อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

การอบรมรูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น.

 

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

คณาจารย์ นักวิจัย และนิสิตที่เตรียมร่างบทความวิจัยสำหรับส่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ท่านละ 2,500 บาท

 

* บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  5. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ