จาก “สิทธิของฉัน” สู่ “พลังของเรา” จิตวิทยาสังคมเบื้องหลังปรากฏการณ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

12 Oct 2026

ผศ. ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา

 

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อมีผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิประมาณ 6.7 แสนคน เพิ่มขึ้นราว 330% จากการเลือกตั้งปี 2566 และผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจนถึงเช้าวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ประกันตนเทคะแนนเสียงให้ผู้สมัครจากทีมที่ชูนโยบายสร้างความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสำนักงานประกันสังคม

 

บทความนี้จะชวนมองปรากฏการณ์นี้ผ่านแนวคิดจิตวิทยาสังคม เพื่ออธิบายว่า เหตุใดผู้คนจึงออกมาใช้สิทธิมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเทคะแนนไปในทิศทางเดียวกันอย่างล้นหลาม

 

 

“การเลือกสิ่งใหม่” กับ “การประท้วงสิ่งเดิม”

 

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ใช่เพียงการส่งสัญญาณว่าเราชอบผู้สมัครคนใดเท่านั้น แต่อาจทำหน้าที่เป็นเสียงประท้วง (protest vote) ของหลาย ๆ คน ด้วย

 

ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอาจมีแรงจูงใจสองลักษณะเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ แรงจูงใจเชิงบวกหรือเชิงเข้าหา (approach motivation — Higgins, 1997) เช่น เห็นด้วยกับนโยบายที่ชูประเด็นความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ หรือเชื่อในความสามารถของผู้สมัคร ที่จะทำให้ตนได้รับผลประโยชน์จากกองทุนอย่างเต็มเม็ดหน่วย หรือดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

 

ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ แรงจูงใจเชิงลบหรือเชิงหลีกเลี่ยง (avoidance motivation — Higgins, 1997)  เช่น ต้องการแสดงความไม่พอใจต่อระบบเดิมที่ตนไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร ส่งสัญญาณว่าต้องการความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย (loss aversion — Kahneman & Tversky, 1979) ที่อาจเกิดขึ้นหากไม่มีเปลี่ยนแปลง เช่น การบริหารกองทุนไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถนำไปลงทุนให้งอกเงย จนผู้ประกันตนเองไม่ได้สวัสดิการที่ควรได้ตามสิทธิเมื่อถึงคราวจำเป็น

 

ดังนั้น คะแนนที่เทไปยังทีมใดทีมหนึ่งอาจไม่ได้หมายความว่าผู้เลือกทุกคนมีเหตุผลเหมือนกัน หรือรู้จักผู้สมัครทุกคนในระดับเท่ากัน บางคนอาจสนับสนุนนโยบาย บางคนเชื่อมั่นในทีมหรือตัวบุคคล บางคนต้องการปฏิเสธระบบเดิม และบางคนอาจมีแรงจูงใจหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งย่อมทำให้มีแรงขับเคลื่อนพฤติกรรมการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเข้มข้นยิ่งขึ้น

 

 

แบรนด์ที่ชัดเจนช่วยลดความซับซ้อนของการตัดสินใจ

 

เมื่อไม่พอใจและต้องการเปลี่ยน คำถามสำคัญต่อมาคือ มีทางเลือกที่ตอบโจทย์ไหม เพราะบางครั้งคน “ไม่รู้จะเลือกใคร” หรือ “ไม่เห็นมีใครน่าสนใจให้เลือก” ก็เลยไม่ออกไปเลือกตั้ง

 

เราต้องยอมรับว่า ข้อมูลผู้สมัครทั้งหมดมีจำนวนมหาศาล ต้องใช้ทั้งเวลา ความรู้ และความสามารถในการจดจำ ประมวลผล ผู้ประกันตนส่วนใหญ่อาจไม่สามารถศึกษาข้อมูลของผู้สมัครทุกคนได้อย่างละเอียด โดยเฉพาะในยุคที่ความใส่ใจจดจ่อ (attention) เป็นทรัพยากรที่หายาก

ในสถานการณ์เช่นนี้ มนุษย์จึงมักใช้ ทางลัดทางความคิด หรือ heuristic (Tversky & Khaneman, 1974) เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการตัดสินใจ

 

ดังนั้น ทีมที่นำเสนอภาพลักษณ์และนโยบายที่ตรงกับความต้องการ “เลือกสิ่งใหม่” และ “ประท้วงสิ่งเดิม” ของผู้ประกันตนที่ได้ชัดเจนที่สุด และสื่อสารอย่างเป็นเอกภาพและคงเส้นคงวา จึงสามารถทำหน้าที่เป็นทางลัดดังกล่าว ที่ช่วยให้ผู้ประกันตนตอบคำถามที่ง่ายกว่า เช่น ทีมใดเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง ทีมใดให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ทีมใดดูมีความเป็นเอกภาพ ทีมใดน่าจะผลักดันนโยบายได้จริง

 

การใช้ทางลัดทางความคิดแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้เลือกไม่มีเหตุผล แต่สะท้อนว่ามนุษย์ต้องจัดการกับข้อมูลจำนวนมาก ให้ได้คำตอบที่ “ใช้การได้” ที่สุด ภายใต้เวลาและทรัพยากรทางความคิดที่จำกัด เราจึงมองหารูปแบบ ตัวแทน และสัญญาณที่ช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหา “ไม่รู้จะเลือกใคร” แล้วเลยไม่ออกไปเลือกตั้ง

 

 

ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์โกรธร่วม

 

คำว่าอารมณ์ในภาษาอังกฤษ คือ emotion มาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า emovere โดย e แปลว่า out หรือเอาออก และ movere แปลว่า to move คือ เคลื่อนไหว อารมณ์จึงเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดพฤติกรรมอะไรบางอย่างออกมา

 

โดยอารมณ์โกรธมักสัมพันธ์กับแนวโน้มที่จะเผชิญหน้าและแก้ไขสิ่งที่บุคคลรับรู้ว่าไม่ถูกต้อง

 

ก่อนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ นอกจากความโกรธที่มาจากการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารงานที่ถูกตั้งคำถามถึงความไม่โปร่งใส และขาดประสิทธิภาพหลาย ๆ โครงการแล้ว เมื่อถึงช่วงเลือกตั้งทีมบริหารใหม่ ผู้ประกันตนยังเผชิญกับความยุ่งยากและไม่ชัดเจน และเสี่ยงต่อการเสียสิทธิเลือกตั้งในหลายขั้นตอน เราจึงสังเกตเห็นการแสดงความโกรธและไม่พอใจในสื่อโซเชียลมีเดียกันอย่างกว้างขวาง

 

ความโกรธในครั้งนี้ไม่ได้จบลงที่การบ่นหรือผิดหวัง แต่เปลี่ยนเป็นการกระทำ เช่น การหาข้อมูลเพิ่มเติม การแชร์ข้อมูล การชักชวนผู้อื่น และการออกไปลงคะแนนด้วยตนเอง สอดคล้องกับที่ทีมนักวิจัยด้านพฤติกรรมการเมืองจาก Yale University (Huber et al., 2025) ค้นพบในงานทดลองภาคสนามล่าสุดว่า ข้อความที่กระตุ้นความโกรธต่อฝ่ายทางการเมืองสามารถเพิ่มอัตราการออกมาใช้สิทธิได้

 

เช่นเดียวกับงานวิจัยด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยนักวิจัยจาก University of Texas at Austin พบว่า ความเชื่อว่าตนสามารถมีบทบาททางการเมือง (political efficacy) นำไปสู่พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยส่วนหนึ่งเกิดผ่านความโกรธที่มีต่อภาวะคุกคามเชิงนโยบาย ซึ่งหมายถึงความเชื่อว่าผู้สมัครที่อาจชนะการเลือกตั้งจะนำประเทศไปในทิศทางที่แย่ลงผ่านโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพ (Valentino et al., 2009)

 

แต่ความโกรธที่มีพลังขับเคลื่อนพฤติกรรมทางสังคมมักไม่ใช่เพียงความรู้สึกว่า “ฉันไม่พอใจ” เพียงคนเดียว แต่เป็นความรู้สึกโกรธที่ “พวกเรากำลังถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม” เมื่อความไม่พอใจส่วนบุคคลเปลี่ยนเป็น ความโกรธร่วมในฐานะสมาชิกของกลุ่ม (group-based anger) คนจะเริ่มมองว่าปัญหาไม่ได้เกิดกับตนเพียงคนเดียว แต่เป็นปัญหาร่วมที่ต้องอาศัยการตอบสนองร่วมกัน

 

 

ถ้าร่วมกัน เราเปลี่ยนแปลงได้

 

ส่วนผสมสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ผู้ประกันตนต้องเชื่อว่าตนเองสามารถมีส่วนร่วมและมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ (Political Efficacy) รวมถึงเชื่อว่า เมื่อ “พวกเรา” ร่วมมือกัน กลุ่มจะมีพลังที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ (Collective Efficacy) หากผู้ประกันตนเชื่อว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่มีผล ความโกรธและไม่พึงพอใจอาจกลายเป็นความรู้สึกหมดหวังหรือความเฉยชา

 

ทฤษฎีแบบจำลองอัตลักษณ์ทางสังคมของพฤติกรรมรวมหมู่ (Social Identity Model of Collective Action: SIMCA) เสนอว่า การที่คนจะเข้าร่วมทำอะไรบางอย่างเพื่อกลุ่ม ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสำคัญสามประการ ได้แก่

 

  1. การรับรู้ว่ากลุ่มของตนไม่ได้รับความเป็นธรรม (perceived injustice)
  2. การมองตนเองและยอมรับว่าตนเองเป็นสมาชิกของกลุ่มนั้น (social identity)
  3. ความเชื่อว่าการร่วมมือกันสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ (collective efficacy)

 

van Zomeren และคณะ (2008) พบหลักฐานจากการทบทวนและวิเคราะห์งานวิจัยจำนวนมาก ว่าทั้งสามประการนี้สัมพันธ์กับการลงมือทำพฤติกรรมรวมหมู่ ยิ่งรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม และมีความเชื่อมั่นว่าการร่วมมือกันสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ คนเราจะมีพฤติกรรมมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น

 

ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ความคิดสำคัญที่ผลักดันให้คนไปเลือกตั้งจึงอาจไม่ใช่เพียง “คะแนนของฉันมีค่า” แต่เป็น “ถ้าผู้ประกันตนจำนวนมากออกมาใช้สิทธิพร้อมกัน เราจะสามารถเปลี่ยนทิศทางการบริหารกองทุนได้” การออกไปใช้สิทธิก็อาจดูมีความหมายและมีโอกาสสร้างผลลัพธ์มากขึ้น เพราะคนไม่ได้รู้สึกว่าตนกำลังทำสิ่งนี้เพียงลำพัง

 

นอกจากนี้ การเห็นว่าผู้ประกันตนคนอื่นกำลังติดตามข่าว แบ่งปันข้อมูล ชักชวนกันไปเลือกตั้ง โพสต์ status ให้คนอื่นเห็นว่าไปเลือกตั้งมาแล้ว ยังสร้างบรรทัดฐานทางสังคม (Social norms) ว่าคนกลุ่มเดียวกับฉัน ส่วนใหญ่ออกไปเลือกตั้ง (descriptive norms) เป็นสัญญาณทางสังคมว่า นี่คือสิ่งที่ฉันควรทำ หรือ ต้องทำ (injunctive norms) อีกด้วย

 

 

เมื่อถูกลิดรอนสิทธิ ยิ่งต้องการยืนยันสิทธิ

 

แม้ปัจจัยที่กล่าวมาจะนำมาสู่ความตั้งใจที่จะไปเลือกตั้งและมีตัวเลือกที่ชัดเจนในใจแล้ว สุดท้าย เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ผู้ประกันตนอาจไปหรือไม่ไปเลือกตั้งจริง ๆ ก็ได้ เพราะอาจมีอุปสรรคต่าง ๆ นานาเกิดขึ้นได้สารพัด แต่บางครั้ง อุปสรรคนั่นแหละที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้คนยิ่งพยายามฝ่าฟันเพื่อทำตามความตั้งใจให้ได้

 

แนวคิด ปฏิกิริยาต่อต้านทางจิตใจ (psychological reactance) ทฤษฎีคลาสสิกที่เสนอโดย Jack W. Brehm (1966) นักจิตวิทยาสังคมแห่ง Duke University อธิบายว่า เมื่อคนเรารับรู้ว่าอาจกำลังถูกใครบางคนจงใจมาจำกัดเสรีภาพในการเลือกหรือการตัดสินใจของตน เรามักเกิดแรงจูงใจที่จะทวงคืนเสรีภาพนั้นผ่านการต่อต้านข้อจำกัด หรือการยืนยันว่าจะทำพฤติกรรมที่ถูกขัดขวางให้สำเร็จ

 

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ผู้ประกันตนเผชิญความผันผวนของข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิในการเลือกตั้งหลายอย่าง ตั้งแต่การออกระเบียบจำกัดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเลือกผู้สมัครได้เพียงเบอร์เดียวจากเดิมที่เลือกได้ 7 เบอร์ การไม่ให้สิทธิเลือกตั้งโดยอัตโนมัติแต่ต้องลงทะเบียนเลือกตั้ง ซึ่งมีเวลาให้ลงทะเบียนค่อนข้างสั้น การพยายามเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปโดยไม่มีกำหนด และสุดท้ายเมื่อต้องเลื่อนการเลือกตั้งเพราะน้ำท่วม วันเลือกตั้งใหม่ก็เป็นวันกลางช่วงหยุดยาวที่หลายคนอาจมีแผนไปต่างจังหวัดแล้ว แม้มีการเรียกร้องให้เปิดให้เลือกสถานที่เลือกตั้งใหม่ ก็ไม่มีการตอบสนองจากผู้จัดการเลือกตั้ง

 

ความยากลำบากในการใช้สิทธิเลือกตั้งเหล่านี้ อาจทำให้ประชาชนจำนวนมากถอดใจ

 

แต่สำหรับผู้ประกันตนที่ตระหนักว่า นี่คือสิทธิของตนเอง ที่จะเลือกผู้มาบริหารกองทุนที่มีผลกระทบต่อสวัสดิการทั้งหลายของตนเอง และเชื่อมั่นว่าเสียงของตนเองร่วมกับคนอื่น ๆ ที่เชื่อในสิ่งเดียวกันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

 

การรับรู้ว่ามีความพยายามที่จะทำให้การใช้สิทธินี้ทำได้ยาก กลับกระตุ้นให้เกิดความคิดว่า “ยิ่งใช้สิทธิยากเท่าไร ก็ยิ่งต้องไปใช้สิทธิให้ได้”

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าการสร้างอุปสรรคจะเพิ่มการออกมาใช้สิทธิของทุกคนโดยอัตโนมัติ งานวิจัยภาคสนามในบริบทการเลือกตั้งที่สหรัฐอเมริกาพบว่า การรับรู้ว่าสิทธิเลือกตั้งถูกคุกคามสามารถเพิ่มความรู้สึกอยากต่อต้านได้จริง แต่ไม่ได้นำไปสู่พฤติกรรมการไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างชัดเจนในทุกกลุ่ม (Biggers, 2021) ปัจจัยสำคัญที่ต้องมีด้วยคือความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงนั่นเอง

 

 

บทสรุป

 

หากจะสรุปบทเรียนสำคัญจากปรากฏการณ์การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ น่าจะเป็นการได้เห็นเชิงประจักษ์ว่าการมีส่วนร่วมของพลเมือง ถูกปลุกขึ้นได้ด้วยหลายกลไก ไม่ใช่เพียงการทำให้คนตระหนักถึง “สิทธิของฉัน” แต่เป็นการทำให้ผู้คนเชื่อมั่นว่า “พลังของเรา” สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายให้ชวนสิ้นหวังและถอดใจ เพราะเมื่อประชาชนมองเห็นทั้งความหวังและความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลง การมีส่วนร่วมทางการเมืองก็อาจกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย มากกว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

 

บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดที่การเลือกตั้งครั้งนี้ได้ทิ้งไว้ อาจไม่ใช่เพียงผู้ชนะในการเลือกตั้ง แต่คือการทำให้ผู้คนจำนวนมากค้นพบอีกครั้งว่า เสียงของตนเองมีความหมาย และเมื่อเสียงเล็ก ๆ จำนวนมากรวมกัน ก็สามารถกลายเป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

Biggers, D. R. (2021). Can the backlash against voter ID laws activate minority voters? Experimental evidence examining voter mobilization through psychological reactance. Political Behavior, 43(3), 1161-1179. https://doi.org/10.1007/s11109-019-09587-0

 

Brehm, J. W. (1966). A theory of psychological reactance. Academic Press.

 

Higgins, E. T. (1997). Beyond pleasure and pain. American Psychologist, 52(12), 1280-1300.

 

Huber, G. A., Gerber, A. S., Fang, A. H., & Cho, J. J. (2025). Field experiments invoking gloating villains to increase voter participation: Anger, anticipated emotions, and voting turnout. British Journal of Political Science, 55, e104. https://doi.org/10.1017/S0007123425000298

 

Kahneman, D., & Tversky, A. (1979). Prospect theory: An analysis of decision under risk. Econometrica, 47(2), 263-291.

 

Tversky, A., & Kahneman, D. (1974). Judgment under uncertainty: Heuristics and biases. Science, 185(4157), 1124-1131. https://doi.org/10.1126/science.185.4157.1124

 

Valentino, N. A., Gregorowicz, K., & Groenendyk, E. W. (2009). Efficacy, emotions and the habit of participation. Political Behavior, 31(3), 307-330. https://doi.org/10.1007/s11109-008-9076-7

 

van Zomeren, M., Postmes, T., & Spears, R. (2008). Toward an integrative social identity model of collective action: A quantitative research synthesis of three socio-psychological perspectives. Psychological Bulletin, 134(4), 504-535. https://doi.org/10.1037/0033-2909.134.4.504

 

 

 


 

 

บทความโดย

ผศ. ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา

ผู้อำนวยการหลักสูตรมหาบัณฑิต/ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์จิตวิทยา (นานาชาติ) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

แชร์คอนเท็นต์นี้