ข่าวและกิจกรรม

Workshop : สติปัญญาของมนุษย์ (Human Intelligence)

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “สติปัญญาของมนุษย์ (Human Intelligence)”

 

 

โครงการอบรมหัวข้อสติปัญญาของมนุษย์จะนำผู้เข้าร่วมอบรมย้อนไปถึงรากของแนวคิดและความหมายรวมถึงวิธีการวัดสติปัญญาทางจิตวิทยา ประเด็นการอบรมจึงครอบคลุมพัฒนาการสติปัญญาของมนุษย์ การทำงานของสมองและกระบวนการทางปริชาน การวัดและการทดสอบสติปัญญา ปัจจัยที่ส่งผลต่อสติปัญญา สติปัญญาทางอารมณ์และสังคม สติปัญญาในกลุ่มคนพิเศษ (เช่น เด็กปัญญญาเลิศ ศิลปิน นักกีฬา และทหาร) และปัญญาประดิษฐ์

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “สติปัญญาของมนุษย์ (Human Intelligence)” จึงเป็นโครงการสำหรับผู้สนใจทั่วไป เพื่อให้เข้าใจสติปัญญาของมนุษย์ในหลากหลายมิติ เป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปต่อยอดทางการวิจัย การพัฒนาตนเอง พัฒนาการทำงานและเข้าใจตนเองมากขึ้น

 

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช

อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

 

การบรรยาย และการฝึกปฏิบัติการทำแบบทดสอบสติปัญญา รวมระยะเวลา 6 ชั่วโมง

 

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น.
On-site ห้อง 407 ชั้น 7 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

ผู้สนใจทั่วไป ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญาของมนุษย์

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ท่านละ 4,500 บาท
(ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตร)

 

* บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  5. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 


 

 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน

 

 

พิธีตักบาตรเนื่องในโอกาส ครบ 109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิธีถวายชัยมงคลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

 

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 คณะจิตวิทยาเข้าร่วมพิธีตักบาตรเนื่องในโอกาส ครบ 109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิธีถวายชัยมงคลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครบรอบ 71 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2569

 

 

โครงการอบรม “ชีวิตดีมีสุข: Life Di Enrichment Workshop”

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ

“ชีวิตดีมีสุข: Life Di Enrichment Workshop” ประจำปี 2569

 

 

ในปัจจุบันการดำรงชีวิตภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีความซับซ้อนและเร่งรีบ ส่งผลให้บุคคลต้องเผชิญกับสภาวะความกดดันในหลายบทบาทหน้าที่ ทั้งในมิติของการพัฒนาตนเอง การบริหารจัดการความสัมพันธ์ และการดูแลรับผิดชอบครอบครัว ความรู้ทางด้านจิตวิทยาจึงไม่ใช่เพียงทฤษฎีในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้าง “สุขภาวะทางจิต” (Well-being) และทักษะการใช้ชีวิต (Life Skills) ที่ช่วยให้บุคคลสามารถทำความเข้าใจตนเอง ยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น ส่งเสริมทักษะการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล และแนวทางจัดการกับความวุ่นวายในชีวิตตามแนวคิดทางจิตวิทยา

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ชีวิตดีมีสุข: Life Di Enrichment Workshop” จึงถูกจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับความรู้และทักษะชีวิตที่ช่วยให้บุคคลดูแลชีวิตของตนเองและบุคคลรอบข้างได้อย่างเหมาะสม และมุ่งหวังให้ผู้ผ่านการอบรมสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้เป็นภูมิคุ้มกันในการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน สามารถสื่อสารและประสานความร่วมมือกับคนรอบข้างได้อย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งขับเคลื่อนชีวิตและสังคมในระดับที่กว้างขึ้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องอันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน

 

 

รูปแบบการฝึกอบรม

 

  • การบรรยาย การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ต่าง ๆ (Workshop)
  • รวมระยะเวลา 30 ชั่วโมง
  • ณ ห้อง 401 และ 407 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และออนไลน์ทาง Zoom ในวันที่ 20 กันยายน

 

 

หัวข้อการฝึกอบรม

 

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
    หากลิงค์รับสมัครยังคง activate ท่านสามารถดำเนินการสมัครและชำระค่าลงทะเบียนได้เลย
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วัน
  4. ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จะจัดส่งให้ทางอีเมล กรุณาตรวจสอบข้อมูล ชื่อ ที่อยู่ และอีเมล
  5. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

 


 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

แสดงความยินดีกับอาจารย์ที่ได้รับการกำหนดตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาจิตวิทยา

 

คณะจิตวิทยาขอแสดงความยินดีกับ
  • อาจารย์ ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช
  • อาจารย์ ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์
  • อาจารย์ ดร.พิมพ์จุฑา นิมมาภิรัตน์
ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” สาขาวิชาจิตวิทยา โดยการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ในการประชุมครั้งที่ 911 วันที่ 25 มีนาคม 2569

พิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า

 

วันที่ 25 มีนาคม 2569 ผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร และนิสิตคณะจิตวิทยา นำโดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี เข้าร่วมพิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าและพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และอุทิศแก่บูรพคณาจารย์และผู้มีอุปการคุณแก่มหาวิทยาลัย เนื่องในวันครบรอบ 109 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในการนี้ ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธี ในการนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ บุคลากร นิสิตจุฬาฯ และนิสิตเก่า เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

เรากำลังมู…หรือกำลังยกชีวิตให้ ‘ดวง’ ตัดสิน?

 

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่มักเริ่มต้นวันด้วยการเปิดแอปดูดวง เช็กไพ่ หรืออ่านคำทำนายประจำวัน ก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ? สิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นเรื่องปกติที่เรามักทำหรือเห็นคนอื่นทำกันในชีวิตประจำวัน แล้วก็ไม่ได้รู้สึกขัดหูขัดตาแต่อย่างใด บางคนแวะไหว้พระก่อนสัมภาษณ์งาน บางคนพกเครื่องรางที่เคยได้ผลจากครั้งก่อน เพราะเรื่องเล่าความสำเร็จหลังการมูเตลูมักถูกแชร์ซ้ำ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลอย่างต่อเนื่อง จนทำให้คำว่า “มูเตลู” กลายเป็นทั้งพฤติกรรมและวัฒนธรรมร่วมสมัยในสังคมไทยไปแล้ว

 

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า ความเชื่อนี้มันจริงหรือไม่ หากแต่เป็นว่า ความเชื่อนี้มันกำลังหล่อหลอมวิธีที่เรามองการควบคุมชีวิตอย่างไร?

 

แนวคิดเรื่อง การรับรู้แหล่งอำนาจการควบคุม หรือ locus of control อธิบายว่าบุคคลตีความสาเหตุของผลลัพธ์ในชีวิตในมิติที่แตกต่างกัน บุคคลบางกลุ่มเชื่อว่าผลลัพธ์เกิดจากความพยายามและการตัดสินใจของตน (internal locus of control) ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าผลลัพธ์ถูกกำหนดโดยโชค โอกาส หรือปัจจัยภายนอกที่ตนไม่สามารถควบคุมได้ (external locus of control) ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรม การตัดสินใจ และสุขภาวะทางจิตในระยะยาวอย่างไม่น่าเชื่อ

 

หลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า การรับรู้ว่าตนเองสามารถควบคุมชีวิตได้ มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ในหลายมิติ เช่น งานของ Botha และ Dahmann (2023) พบว่าบุคคลที่มีแนวโน้มรับรู้การควบคุมจากภายในสูง มีความสามารถในการกำกับตนเองดีกว่า เลือกพฤติกรรมที่เอื้อต่อสุขภาพมากกว่า และมีผลลัพธ์ด้านสุขภาพโดยรวมที่ดีกว่า นอกจากนี้ การรับรู้การควบคุมจากภายในยังเสริมให้ความพยายามของบุคคลส่งผลได้จริง กล่าวคือ เมื่อเชื่อว่าการกระทำของตนมีความหมาย ความพยายามใดๆ ย่อมนำถูกไปใช้อย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง จนส่งผลสำเร็จได้จริง

 

ในทางตรงกันข้าม งานวิจัยจำนวนหนึ่งก็ให้ความสำคัญกับความเชื่อที่ว่าผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับโชคหรือดวง เช่น Li และคณะ (2025) พบว่าการรับรู้การควบคุมจากภายนอกสูง มีความสัมพันธ์กับระดับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าที่สูงขึ้น ขณะที่ Guerrero Castillo และคณะ (2026) ก็พบผลในทิศทางเดียวกันว่า เมื่อบุคคลรู้สึกว่าตนไม่สามารถกำหนดผลลัพธ์ได้ ความไม่แน่นอนย่อมแปรเปลี่ยนเป็นความกังวล และอาจนำไปสู่ความรู้สึกไร้อำนาจในระยะยาวได้

 

 

ทว่า การอธิบายมูเตลูว่าเป็นเพียง external locus of control อาจลดทอนความซับซ้อนของตัวแปรดังกล่าว เพราะงานของ Damisch, Stoberock และ Mussweiler (2010) สะท้อนให้เห็นว่า เครื่องรางนำโชคก็สามารถเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเองและปรับปรุงผลการปฏิบัติงานของบุคคลได้ โดยผลดังกล่าวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระดับความคาดหวังและการรับรู้ความสามารถของตนเอง ซึ่งส่งผลต่อการลงมือทำโดยตรง กล่าวคือ มูเตลูอาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางใจที่ช่วยให้บุคคลรู้สึกว่า ตนเองยังสามารถทำอะไรบางอย่างได้ แม้ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

 

ประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังในบริบทไทย คือ อิทธิพลของสื่อต่อการก่อรูปของ locus of control ในชีวิตประจำวัน สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นและไลฟ์สตรีม ที่ทำให้การดูดวง การไหว้พระ หรือการรีวิวสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเนื้อหาที่เข้าถึงได้ตลอดเวลาและถูกย้ำซ้ำผ่านอัลกอริทึม ตัวอย่างที่พบได้ชัดในสังคมไทย ได้แก่ คอนเทนต์ไลฟ์เปิดไพ่รายวันบนแพลตฟอร์มยอดนิยม การรีวิวสายมู ที่เล่าเรื่องความสำเร็จหลังไปขอพร หรือการแชร์พิกัดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์พร้อมคำบอกเล่าที่มีลักษณะเป็นเรื่องเล่าเชิงประสบการณ์ เนื้อหาเหล่านี้มักคัดเลือกเฉพาะผลลัพธ์เชิงบวกและถูกขยายการมองเห็นอย่างต่อเนื่อง จนก่อให้เกิดภาพจำว่าการมูเตลูนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเสมอ

 

ในเชิงจิตวิทยาสื่อ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ทางสังคมของ Bandura ที่ชี้ว่าบุคคลเรียนรู้ผ่านการสังเกตแบบอย่าง และการเสริมแรงทางอ้อม อีกทั้งสื่อเองยังสามารถหล่อหลอมการรับรู้ความเป็นจริงของผู้รับสารเมื่อได้รับการสัมผัสซ้ำอย่างต่อเนื่องอีกด้วย นอกจากนี้ งานวิจัยระยะหลังยังชี้ให้เห็นว่า การได้รับข้อมูลที่สอดคล้องกันซ้ำ ๆ สามารถเสริมความเชื่อเดิมและลดการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ได้ (Guess et al., 2019) เมื่อผนวกเข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทยที่เปิดรับความเชื่อและให้คุณค่ากับประสบการณ์ส่วนบุคคล สื่อจึงมิได้เป็นเพียงตัวสะท้อน แต่เป็นตัวเร่งที่ทำให้การอธิบายผลลัพธ์ด้วยปัจจัยภายนอกกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับสื่อดิจิทัล

 

อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของสื่อมิได้มีเพียงด้านเดียว ในบางกรณี สื่อสามารถแปลความความเชื่อให้กลายเป็นพลังภายในจิตใจได้ เช่น การนำเสนอเนื้อหาที่เชื่อมโยงความเชื่อกับการลงมือทำ การตั้งเป้าหมาย และการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ซึ่งช่วยรักษาสมดุลระหว่างการรับรู้การควบคุมจากภายนอกและภายใน ด้วยเหตุนี้ มูเตลูจึงอาจทำหน้าที่สองด้านไปพร้อม ๆ กัน ด้านหนึ่งคือการเป็นแรงเสริมทางจิตที่ช่วยลดความกังวลและเพิ่มความมั่นใจ อีกด้านหนึ่ง หากความเชื่อนี้นำไปสู่การถ่ายโอนอำนาจการควบคุมออกจากตนเอง ไปยังปัจจัยภายนอกมากเกินไป ก็อาจบั่นทอนความรู้สึกเป็นเจ้าของชีวิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อความรู้สึกไร้อำนาจ

 

 

ประเด็นสำคัญจึงมิได้อยู่ที่การตัดสินว่ามูเตลูเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด หากแต่อยู่ที่วิธีที่บุคคลจัดการความเชื่อนั้นไว้ในระบบการรับรู้ของตน ความเชื่อเดียวกันอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลยังคงรับรู้ว่าตนมีบทบาทในการกำหนดชีวิตอยู่เพียงใด เพราะในสังคมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความต้องการจะควบคุมหรืออย่างน้อยรู้สึกว่าควบคุมได้ของมนุษย์อย่างเรา ๆ ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ มูเตลูจึงอาจเป็นคำตอบหนึ่งต่อความไม่แน่นอนนั้น คำถามที่ควรถูกตั้งไว้เสมอคือ ภายใต้ความเชื่อนั้น เรายังคงเห็นตนเองเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดชีวิตอยู่หรือไม่ต่างหากค่ะ

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

Bandura, A. (2001). Social cognitive theory of mass communication. Media Psychology, 3(3), 265–299.

 

Botha, F., & Dahmann, S. (2023). Locus of control, self-control, and health outcomes. SSM – Population Health.

 

Damisch, L., Stoberock, B., & Mussweiler, T. (2010). Keep your fingers crossed! How superstition improves performance. Psychological Science, 21(7), 1014–1020.

 

Guerrero Castillo, M., et al. (2026). Locus of control and its association with depression, anxiety, and stress. International Journal of Environmental Research and Public Health.

 

Guess, A. M., et al. (2019). Less than you think: Prevalence and predictors of fake news dissemination on Facebook. Science Advances, 5(1).

 

Li, W., et al. (2025). Health locus of control and mental health outcomes among college students. Scientific Reports.

 

 

 


 

 

บทความโดย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์
รองคณบดี อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม และอาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์

 

อยู่ก็ได้…ตายก็ดี ทำความรู้จัก Passive Suicidal Ideation ภัยเงียบที่ทำร้ายใจคนยุคใหม่

Trigger Warning: บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกล่าวถึงความคิดอยากตาย (Suicidal Ideation)
และภาวะความเปราะบางทางจิตใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้อ่านบางท่าน
หากคุณกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก หรือรู้สึกไม่สบายใจขณะอ่าน
แนะนำให้หยุดพักหรือข้ามส่วนดังกล่าวไปก่อน สุขภาพจิตของคุณสำคัญที่สุดค่ะ

 

 

‘Passive Suicidal Ideation’ อาจเป็นคำที่หลายคนไม่คุ้นหู แต่หากลองพิจารณาถึงความรู้สึกที่ว่า “อยู่ก็ได้ ตายก็ดี” หรือการเฝ้ารอให้มีเหตุการณ์บางอย่างมาทำให้ชีวิตนี้จบสิ้นลงไปโดยที่เราไม่ต้องลงมือเอง ความรู้สึกเหล่านี้อาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

 

บนโลกใบนี้ เราอาจจะคุ้นเคยกับการฆ่าตัวตายแบบกระตือรือร้น (Active Suicidal Ideation) คือการมีแผนการและเจตนาที่ชัดเจนเป็นอย่างดี แต่สำหรับการมีอาการแบบ Passive นั้นกลับเปรียบเสมือน “ภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำ” มันคือความปรารถนาที่จะหยุดมีชีวิตอยู่ แต่ยังขาดแรงจูงใจหรือแผนการที่จะทำร้ายตนเองในขณะนั้น ทว่าความนิ่งเงียบนี้เองที่มักทำให้สัญญาณอันตรายถูกมองข้ามไป (Bostwick et al., 2016)

 

  • “ถ้าหลับไปแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกก็คงดี”
  • “อยากให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเราจัง”
  • “ถ้าเราหายไปตอนนี้ โลกก็คงดำเนินต่อไปได้”
  • “เหนื่อยเกินกว่าจะใช้ชีวิตต่อ แต่ก็ไม่ได้อยากฆ่าตัวตายนะ”

 

ประโยคเหล่านี้มักถูกสื่อสารออกมาในลักษณะของคำตัดพ้อหรือความคิดชั่ววูบ แต่ในทางจิตวิทยา มันคือเสียงสะท้อนของความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึก เป็นสัญญาณว่าสภาวะจิตใจกำลังแบกรับภาระที่หนักเกินไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่อันตรายไม่แพ้กัน

 

 

 

สัญญาณเตือนของ Passive Suicidal Ideation


 

  • เพ้อฝันถึงความตาย: มักจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ตนเองเสียชีวิต หรือความรู้สึกโล่งใจหากไม่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อ
  • พฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่ใส่ใจชีวิต: เริ่มละเลยความปลอดภัย เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือใช้สารเสพติด เพราะลึกๆ รู้สึกว่า “ถ้าเป็นอะไรไปก็ไม่เป็นไร”
  • การละเลยตนเอง (Self-neglect): ไม่ดูแลสุขภาพ ปล่อยเนื้อปล่อยตัว หรือหากมีโรคประจำตัวก็เริ่มไม่รับประทานยาตามสั่ง
  • ความรู้สึกไร้ค่าและโดดเดี่ยว: เชื่อว่าตนเองเป็นภาระ (Perceived Burdensomeness) และไม่มีใครเข้าใจหรือต้องการ (Thwarted Belongingness) หรือแม้แต่ความรู้สึกว่า “การหายไปของฉันอาจมีค่ากว่าการมีชีวิตอยู่”
  • การปลีกตัวจากสังคม: เริ่มถอยห่างจากความสัมพันธ์และกิจกรรมที่เคยชอบ เพราะมองไม่เห็นความหมายของการมีปฏิสัมพันธ์
    ความน่ากลัวของภาวะนี้คือมันสามารถเปลี่ยนเป็นความตั้งใจที่จะลงมือจริง (Active) ได้ทุกเมื่อ หากมีปัจจัยกระตุ้นที่รุนแรงหรือความสิ้นหวังมีมากขึ้นจนถึงขีดสุด

 

 

จะทำอย่างไรเมื่อเริ่มมีความคิดแบบ Passive Suicidal Ideation?


 

การเยียวยาจิตใจจากความรู้สึกที่อยากหายไปนั้นอาจต้องใช้เวลาและความเข้าใจ ตลอดจนแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างที่จะช่วยให้ความคิดเหล่านี้บรรเทาลง โดยมีแนวทางปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้:

 

  1. อนุญาตให้ตนเองยอมรับความรู้สึก: การยอมรับว่าเรากำลังมีความคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจ แต่มันคือสัญญาณบอกว่า “ใจเรากำลังป่วย” และต้องการการดูแล
  2. ระบายความในใจกับพื้นที่ปลอดภัย: การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจหรือนักจิตวิทยาช่วยให้ความอึดอัดในใจเบาบางลง และช่วยให้เรามองเห็นแง่มุมที่ถูกบดบังด้วยความเศร้า
  3. สร้างแผนความปลอดภัย (Safety Plan): กำหนดรายชื่อบุคคลหรือเบอร์โทรศัพท์สายด่วนที่สามารถติดต่อได้ทันทีเมื่อความคิดเริ่มรุนแรงขึ้น รวมถึงการจัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย
  4. ค้นหาความหมายในสิ่งเล็กน้อย: ไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งเล็ก ๆ ในแต่ละวัน เช่น เพื่อสัตว์เลี้ยง เพื่อหนังสือที่ยังอ่านไม่จบ หรือเพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: การทำจิตบำบัดหรือการปรึกษาจิตแพทย์จะช่วยปรับสมดุลของสารเคมีในสมองและช่วยปรับกระบวนการคิดให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง

 

ความรู้สึกอยากตายไม่ใช่ความล้มเหลวของชีวิต แต่มันคือเสียงสะท้อนว่าเราต้องการ “ความช่วยเหลือ” การมองเห็นคุณค่าในตัวเองในวันที่ใจเหนื่อยล้าอาจเป็นเรื่องยาก แต่การก้าวออกมาขอความช่วยเหลือคือก้าวแรกที่กล้าหาญที่สุด
อยากให้รู้เอาไว้เสมอว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ อย่าปล่อยให้ความเจ็บปวดเงียบๆเหล่านี้ทำลายคุณค่าในชีวิตของคุณนะคะ ☺

 

 

หมายเหตุ : หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับความทุกข์ใจ สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

 


References:

 

เมธินี คุ้มภัย, และ วรวรรณ จงตระกูล. (2566). ความสัมพันธ์ระหว่างการเห็นคุณค่าในตนเอง ความรู้สึกเป็นภาระ และความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับความคิดฆ่าตัวตายในนิสิตมหาวิทยาลัย. วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย, 54(1), 45-58. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/270180/180671

 

Bostwick, J. M., Pabbati, C., Geske, J. R., & McKean, A. J. (2016). Suicide attempt as a risk factor for completed suicide: Even more lethal than we knew. American Journal of Psychiatry, 173(11), 1094-1100.

 

Britton, P. C., Van Orden, K. A., Hirsch, J. K., & Williams, G. C. (2019). Basic psychological needs, suicidal ideation, and risk for suicidal behavior in Veterans. Professional Psychology: Research and Practice, 50(6), 361–369. https://doi.org/10.1037/pro0000252

 

Liu, R. T., Bettis, A. H., & Burke, T. A. (2020). Characterizing the course of suicidal ideation: A systematic review and meta-analysis of longitudinal studies. Clinical Psychology Review, 76, Article 101819. https://doi.org/10.1016/j.cpr.2020.101819

 

Neuro Wellness Spa. (2023). Understanding passive suicidal ideation: Signs, causes, and help. https://neurowellnessspa.com/passive-suicidal-ideation/

 

Schoevaerts, K., & Dierckx, E. (2021). Passive suicidal ideation in older adults: A systematic review. [Author manuscript]. Vrije Universiteit Brussel. https://cris.vub.be/ws/portalfiles/portal/95407317/Auteursmanuscript_PassiveSI.pdf

 

Simon, G. E., Rutter, C. M., Peterson, D., Oliver, M., Whiteside, U., Ludman, E., & Operskalski, B. (2013). Does response on the PHQ-9 Depression Questionnaire predict subsequent suicide attempt or completed suicide? Psychiatric Services, 64(12), 1195-1202.

 

 


 

 

บทความโดย

คุณบุณยาพร อนะมาน

นักจิตวิทยาประจำศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร (PSYCH-CEO)

 

 

การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ – Informal Learning

 

การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ หมายถึง พฤติกรรมที่เพิ่มพูดความรู้และทักษะใหม่ ๆ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายพฤติกรรม เช่น การทบทวนตนเอง การทดลองวิธีการทำงานใหม่ ๆ การมีปฏิสัมพันธ์และเครือข่ายทางสังคมกับผู้อื่น

 

สำหรับบริบทขององค์การและการทำงาน การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการมีคุณลักษณะเป็นการเรียนรู้โดยริเริ่มจากความตั้งใจและประสบการณ์ของแต่ละบุคคลในการเรียนรู้ การรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานอันจะส่งผลให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เพิ่มมากขึ้น และเป็นการเรียนรู้โดยไม่ต้องมีโครงสร้างและระเบียบแบบแผน ในหลายสถานการณ์ในงานผู้เรียนยังสามารถร่วมเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์กับผู้อื่น เพื่อแสวงหาความรู้และทักษะที่ได้รับเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคลและในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน โดยการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการครอบคลุมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้บุคคลได้รับความรู้และทักษะใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีพลวัตรและการแข่งขันสูงในปัจจุบัน

 

นักวิชาการจำนวนมากได้ให้คำนิยามการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการเรียนรู้แบบเป็นทางการ กล่าวคือ การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการมีคุณลักษะเป็นการเรียนรู้โดยการริเริ่มจากความตั้งใจและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดหลักสูตรเนื้อหาการเรียนรู้ หรือกำหนดผู้สอนไว้ล่วงหน้า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในงานและอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ และไม่จำเป็นต้องจัดการเรียนในห้องเรียน ไม่ต้องมีโครงสร้างที่เป็นทางการ ในขณะที่การเรียนรู้แบบเป็นทางการ มีลักษณะโครงสร้างที่ชัดเจน มีการกำหนดรายละเอียด หลักสูตร และเวลาในการจัดการเรียนไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ และมีการวัดประเมินผลอย่างชัดเจน โดยได้รับการสนับสนุนทรัพยากรด้านต่าง ๆ จากองค์การ

 

 

 

 

 

Noe และคณะ (2013) ได้แบ่งองค์ประกอบการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

 

1. การเรียนรู้จากตัวเอง (learning from oneself)

หมายถึงการสะท้อนคิดถึงวิธีการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและการทดลองนำวิธีการใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบของตนมาใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางบวก

 

2. การเรียนรู้จากผู้อื่น (learning from others)

หมายถึง การโต้ตอบกับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาเพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิด ผลการปฏิบัติงาน มีการปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวคิดใหม่ ๆ และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และการกำหนดกลยุทธ์สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน

 

3. การเรียนรู้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวบุคคล (learning from non-interpersonal sources)

หมายถึงรวม การศึกษา ค้นคว้าจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งรูปแบบออนไลน์และสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้และทักษะใหม่ ๆ เช่น การอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร บทความเชิงพาณิชน์ และการค้นหาแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางอินเทอร์เน็ต

 

 

เนื่องจากการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของแต่ละบุคคลเอง แรงจูงใจในการเรียนจึงขึ้นอยู่กับคุณลักษณะส่วนบุคคล และขึ้นอยู่กับการรับรู้ข้อเรียกร้องในงาน นอกจากนี้คุณลักษณะของสภาพแวดล้อมการทำงาน อาทิ การที่องค์การและหัวหน้างานอำนวยความสะดวกในกระบวนการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ บรรยากาศการทำงานเป็นทีม สถานที่ทำงานเป็นมิตร ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อผลของการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการของบุคคลอีกด้วย

 

 

 


 

 

ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์

 

มนัส อุ่นใจ. (2566). ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2023.140

 

Workshop : เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 5

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 5”

 

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 5” ประจำปี 2568 ในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชราภรณ์ บุญญศิริวัฒน์ อาจารย์พิเศษแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร

 

 

 

 

การเจรจาต่อรอง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาระหว่างครอบครัว การเจรจาทางธุรกิจ เป็นต้น ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับจาก “การเจรจาต่อรอง” ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากและมักจะเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก ๆ เมื่อเราจะต้องประสานงานการทำงานกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรองกับผู้ที่เราจะต้องดำเนินธุรกิจด้วยหรือแม้แต่การเจรจาต่อรองที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมิติอื่น ๆ ได้ เพียงแต่ว่าเรื่องนั้นควรต่อรองหรือไม่ คุ้มหรือไม่กับการต้องต่อรอง หากต้องนิยามคำว่าเจรจาต่อรอง ก็สามารถให้ความหมายแบบกว้าง ๆ คือ กระบวนการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) มีบุคคลร่วมเจรจา 2 ฝ่ายขึ้นไป ถือเป็นกิจกรรมที่มีความทางการ มีการกำหนดจุดยืน มีผลประโยชน์ที่ต้องการแลกเปลี่ยนกัน และมุ่งหวังให้ผลประโยชน์หรือข้อกำหนดนั้นบรรลุความต้องการของทุกฝ่าย

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง” จึงเป็นโครงการสำหรับผู้ที่ต้องเข้าใจในพื้นฐานของการเจรจาต่อรอง โดยมุ่งเน้นการศึกษาไปยังเทคนิคพื้นฐานในกระบวนการของการต่อรอง ว่าการออกไปพบปะผู้คนควรวางแผนและเตรียมตัวล่วงหน้าในการเจรจาอย่างไร จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการคาดหวังว่าผู้ที่ผ่านการอบรมจะสามารถนำเทคนิคดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถรับมือและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

 

 

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมโครงการจากคณะจิตวิทยา

 

 

วิธีการฝึกอบรม
  • ภาคทฤษฎี – โดยการบรรยาย ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
  • ภาคปฏิบัติ – โดยการฝึกปฏิบัติ ระยะเวลา 3 ชั่วโมง

 

 

การอบรมมีอัตราค่าลงทะเบียน ท่านละ 4,500 บาท

(ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตร)

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน
  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วันทำการ
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จะจัดส่งให้ทางอีเมลที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 


 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน

 

 

งาน “วัฒนายุครุปิยาจารย์ ครั้งที่ 5” โดย สมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์

 

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 สมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงาน “วัฒนายุครุปิยาจารย์ ครั้งที่ 5” ณ ห้องประชุมพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวเพลิงชมพูร่วมแสดงมุทิตาจิตและกราบคณาจารย์ เนื่องในวาระเจริญอายุ 84 ปี

 

ในโอกาสนี้ คณาจารย์อาวุโสที่อายุครบ 85 ปี จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่สอน ณ คณะครุศาสตร์ ก่อนการจัดตั้งคณะจิตวิทยา ได้เข้าร่วมงานนี้ด้วย ได้แก่ รศ.สุภาพรรณ โคตรจรัส และรศ. ดร.พรรณราย ทรัพยะประภา

 

คณาจารย์อาวุโสคณะจิตวิทยา ได้แก่ รศ. ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ รศ. ดร.เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ รศ. ดร.ชุมพร ยงกิตติกุล และ ผศ.นิรมล ชยุตสาหกิจ พร้อมด้วย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา รศ. ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี ผู้ช่วยคณบดี รศ. ดร.กุลยา พิสิษฐ์สังฆการ อาจารย์ปัจจุบัน และคุณจิรีรัตน์ สิทธิวงศ์ นักจิตวิทยา ได้เข้าร่วมในงานดังกล่าว เพื่อแสดงความเคารพและร่วมแสดงมุทิตาจิตแด่คณาจารย์อาวุโสทั้งสองท่าน ผู้เป็นแบบอย่างทางวิชาการและวิชาชีพ

 

ทั้งนี้ คณะจิตวิทยาขอร่วมแสดงความเคารพและขอบพระคุณคณาจารย์อาวุโสทุกท่านที่ได้สร้างคุณูปการอันทรงคุณค่าแก่แวดวงการศึกษาและจิตวิทยาของประเทศไทย