แนวคิดคติชาติพันธุ์นิยมเป็นมโนทัศน์พื้นฐานของการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ ซึ่งพยายามอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่มนุษย์มักทึกทักเอาเองว่าชาติพันธุ์ รวมไปถึงวัฒนธรรมของตน มีความยิ่งใหญ่กว่าชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรมของผู้อื่น โดยในช่วงแรกนักมานุษยวิทยาได้พยายามอธิบายพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นความนิยมในชาติพันธุ์ ต่อมาแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องคติชาติพันธุ์นิยมได้มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมอย่างกว้างขวาง และนักวิจัยได้ให้ความหมายของคติชาติพันธุ์นิยมไว้เป็นจำนวนมาก
ตัวอย่างเช่น Summer (1960) นิยามว่า คติชาติพันธุ์นิยม คือ ความรู้สึกกลมเกลียวเหนียวแน่น เป็นมิตร และยึดมั่นต่อพวกพ้องของตน ทั้งยังมีความรู้สึกว่ากลุ่มของตนเหนือกว่าผู้อื่น และพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของพวกพ้องตนเอง
Gudykunst (1991) นิยามว่า คติชาติพันธุ์นิยม คือ แนวโน้มที่คนเราจะประเมินและตีความของผู้อื่นโดยอิงมาตรฐานของตนเอง คนที่ยึดมั่นในคติชาติพันธุ์นิยมสูงจึงใช้วัฒนธรรมพื้นเพของตนในการตัดสินและสร้างข้อสรุปต่อตัวบุคคลที่มาจากต่างวัฒนธรรม กล่าวคือ หากเราลำเอียงในชาติพันธุ์สูง เราจะมองว่ากลุ่มของเรามีความดีงาม สูงส่งกว่า ทั้งยังมีค่านิยมที่เป็นสากล บุคคลใดก็สามารถนำไปยึดถือปฏิบัติได้ ในทางตรงกันข้าม จะมองผู้อื่นที่ไม่อยู่ในกลุ่มตนว่าเป็นพวกน่าเหยียดหยาม และด้อยกว่ากลุ่มของตน ทั้งยังไม่ยอมรับค่านิยมของคนจากนอกกลุ่ม กล่าวโทษคนนอกว่าเป็นต้นเหตุในเกิดปัญหาภายในกลุ่ม และจะพยายามรักษาระยะห่างทางสังคมไว้
นอกจากนี้งานวิจัยในศึกษาในบริบทของการทำงานในองค์การโดยเฉพาะได้ให้ความหมายของคติชาติพันธุ์นิยมว่า ความลำเอียงในระดับปัจเจกบุคคลของพนักงานท้องถิ่นที่มีการประเมินเข้าข้างกลุ่มชาติพันธุ์ของตนในแง่ต่าง ๆ ว่าดีกว่าและสำคัญกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ของพนักงานต่างชาติ รวมไปถึงคาดหวังว่าพนักงานต่างชาติจะต้องเข้าใจและปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม ประเพณี และวิธีการทำงานของประเทศที่สำนักงานท้องถิ่นตั้งอยู่ได้ (Zeira, 1979)

องค์ประกอบของคติชาติพันธุ์นิยม
Bizumic และคณะ (2009) ได้ทำการวิจัยข้ามวัฒนธรรมและพบว่า ใจความสำคัญของคติชาติพันธุ์นิยมนั้นอยู่ที่การให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งแตกต่างจากการประเมินคนในกลุ่มทางบวกและประเมินคนนอกกลุ่มทางลบตามบริบททั่วไปอย่างชัดเจน เพราะการประเมินเข้าข้างกลุ่มตัวเองในทางบวกไม่ได้หมายความว่าสมาขิกในกลุ่มจะมองว่ากลุ่มตนเองสำคัญกว่ากลุ่มอื่น ๆ ในคณะเดียวกันการให้ความสำคัญแก่กลุ่มตนเองก็ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าสมาชิกในกลุ่มต้องมีอคติหรือรู้สึกเป็นปรปักษ์กับกลุ่มอื่น ๆ เสมอไป
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าคติชาติพันธุ์นิยมสามารถจำแนกเป็นลักษณะความเชื่อ 2 ประเภทใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วยเจตคติและพฤติกรรมย่อย ๆ รวมกัน 6 ประการ ได้แก่
1. ลักษณะความเชื่อว่ากลุ่มตนดีกว่ากลุ่มอื่น (self-centeredness)
- ความชอบพอ (preference) คือ ความนิยมชมชอบในกลุ่มของตน หรือแนวโน้มที่จะเข้าข้างกลุ่มชาติพันธุ์และสมาชิกในกลุ่มของตนมากกว่าสมาชิกจากกลุ่มอื่น ๆ
- ความเหนือกว่าผู้อื่น (superiority) คือ ความเชื่อว่ากลุ่มชาติพันธุ์ของตนยิ่งใหญ่และเหนือกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ
- การสงวนเครือข่าย (purity) คือ การปฏิเสธคนนอก มองว่าบุคคลควรคบค้าสมาคมกับสมาชิกในกลุ่มเป็นหลัก หรือเฉพาะสมาชิกในกลุ่มเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงหรือไม่ข้องแวะกับคนนอกกลุ่มเลย
- การแสวงหาประโยชน์ให้กลุ่ม (exploitativeness) คือ ความเชื่อที่ว่าผลประโยชน์ของกลุ่มชาติพันธุ์ของตนมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อให้ได้มาเพื่อผลประโยชน์ดังกล่าวเราสามารถทำได้ทุกวิถีทาง โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงตนนอกกลุ่มเลย
2. ลักษณะความเชื่อว่ากลุ่มสำคัญกว่าปัจเจก (self-importance)
- ความเป็นปึกแผ่นภายในกลุ่ม (group cohesion) คือ ความเชื่อว่ากลุ่มชาติพันธ์ของบุคคลควรมีความกลมเกลียว ร่วมแรงร่วมใจ และสามัคคีกันอย่างสูง โดยสมาชิกในกลุ่มต้องเล็งเห็นว่าความต้องการในกลุ่มสำคัญเหนือความต้องการของปัจเจกบุคคล
- ความทุ่มเท (devotion) คือ ความจงรักภักดี ความอุทิศตนเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ของตน รวมถึงเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม ทั้งยังพร้อมที่จะเสียสละเพื่อสมาชิกในกลุ่ม
ผลของคติชาติพันธุ์นิยมในบริบทการทำงานในองค์การ
- คติชาติพันธุ์นิยมก่อให้เกิดอคติและความไม่มั่นใจขึ้น ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์การ เจตคติดังกล่าวบั่นทอนความต้องการสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานของพนักงานต่างชาติ ความพยายามปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ และเป็นตัวเร่งให้อยากเดินทางกลับประเทศ
- คติชาติพันธุ์นิยมทำให้พนักงานต่างชาติรับรู้และตีความการกระทำของเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นคนท้องถิ่นคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับความเป็นจริง
- คติชาติพันธุ์นิยมเป็นสาเหตุให้เกิดการไม่ยอมรับพฤติกรรมหรือการกระทำของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของพนักงานต่างชาติที่ต่อต้านความคิดเห็นหรือการกระทำของพนักงานท้องถิ่นที่ตนต้องทำงานด้วยเป็นประจำ
- คติชาติพันธุ์นิยมส่งผลต่อการกำหนดเกณฑ์คัดเลือกและการจัดอบรมพนักงานที่บริษัทจะส่งไปทำงานยังสำนักงานต่างประเทศ โดยในบรรษัทข้ามชาติที่มีคติชาติพันธุ์นิยมตามการรับรู้ต่ำ เกณฑ์การคัดเลือกพนักงานไปทำงานต่างประเทศที่สำคัญคือคุณลักษณะส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น สามารถปรับตัว สามารถรับมือกับความไม่แน่นอน มีความอดทน รู้จักวางตัวเป็นกลาง รวมถึงความตระหนักรู้ในวัฒนธรรมของตนเองและประเทศที่กำลังจะต้องไปทำงาน ในขณะที่บรรษัทซึ่งมีคติชาติพันธุ์นิยมตามการรับรู้สูง จะใช้อายุและเพศของพนักงานเป็นเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือก
ส่วนการจัดอบรม บรรษัทข้ามชาติที่วัฒนธรรมองค์การมีคติชาติพันธุ์นิยมตามการรับรู้ต่ำ เนื้อหาการอบรมจะให้ความสำคัญเรื่องการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ ภาษาของประเทศที่ต้องไปทำงาน รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติทางธุรกิจของประเทศนั้น ๆ เพิ่มเติมจากข้อมูลเรื่องการเดินทาง หน้าที่และภารกิจที่ต้องไปปฏิบัติในต่างประเทศเอาไว้ด้วย
ข้อมูลจาก
วิศรุต ศรีศิวะเศรษฐ์. (2556). คติชาติพันธุ์นิยมและความเต็มใจช่วยเอื้อต่อการปรับตัวของพนักงานต่างชาติ: อิทธิพลส่งผ่านของการจัดประเภททางสังคม และอิทธิพลกำกับของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับองค์การ [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2013.237