จากข้อมูลที่ผ่านมา มีจำนวนเยาวชนมีที่ปัญหาด้านสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น จนเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤต ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพัฒนาการเด็กได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการรับชมสื่อหน้าจอ รวมถึงการแนะนำให้ผู้ปกครองร่วมชมกับลูก ให้คำแนะนำกับลูก สังเกตเนื้อหาที่ลูกรับชม และมีปฏิสัมพันธ์หน้าจอกับลูก แต่ทุกวันนี้ ด้วยความที่โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว รวมถึงตัวเลขที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์สุขภาพจิตของเยาวชนก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ก็เริ่มเกิดคำถามว่า คำแนะนำ และการตักเตือนจากผู้เชี่ยวชาญให้ที่พ่อแม่ช่วยกำกับดูแลลูกกันเองภายในครอบครัว ยังเพียงพออยู่ไหม หรือเราจำเป็นต้องมีกฎหมายบังคับใช้เพิ่มเติม เพื่อกำกับดูแลคุณภาพชีวิตเยาวชนในประเทศ
ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่เปิดประเด็นนี้ด้วยการออกกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวในแพลตฟอร์มหลัก ๆ อย่าง Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และ Snapchat เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้มีองค์ประกอบของการติดตามผู้อื่น เปิดเผยตัวตน และการได้สนทนาตอบโต้กับผู้อื่น กฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มสร้างกระบวนการคัดกรองที่รัดกุมยิ่งขึ้นในการตรวจสอบอายุของเจ้าของบัญชีในการลงทะเบียนเข้าร่วม และออกแบบให้ผู้ใช้ที่มีบัญชีอยู่ก่อน แต่อายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่สามารถใช้งานบัญชีได้ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กฎหมายนี้ไม่มีการเอาผิดที่ตัวเยาวชนและผู้ปกครอง แต่จะเน้นไปบังคับใช้กับบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มให้ออกแบบระบบการตรวจสอบและคัดกรองอายุผู้ใช้อย่างรัดกุม
ทั้งนี้กฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามเยาวชนใช้แพลตฟอร์มการสื่อสาร เช่น Messenger Kids, Line, และ WhatsApp เป็นต้น และหากเข้าชม YouTube แบบไม่มีการสร้างบัญชีก็สามารถทำได้ แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ เช่น Fortnite, Roblox, และ Minecraft ก็ไม่ได้ห้ามใช้ เพราะถือว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เน้นเล่นเกมซึ่งเป็นการแสดงทักษะความสามารถเป็นหลัก การนำเสนอตัวตนและการสนทนาในเกมถือเป็นเรื่องรอง ส่วนแพลตฟอร์มที่ให้ข้อมูลสุขภาพและที่เป็นการเรียนรู้ก็ยังใช้งานได้โดยปกติ ไม่มีการจำกัดอายุแต่อย่างใด
แล้วกฎหมายนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร? ทำไมการโพสต์ การกดติดตาม และการนำเสนอตัวตนออนไลน์ ถึงเป็นภัยต่อวัยรุ่น?
เริ่มเร็วไป ไม่ใช่เรื่องดี จากงานวิจัยที่เก็บข้อมูลกลุ่มบุคคลอายุตั้งแต่ 8-80 ปี จำนวน 84,000 กว่าคน เพื่อศึกษาผลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อความพึงพอใจในชีวิต พบว่า การเริ่มใช้โซเชียลมีเดียในช่วงอายุน้อย ๆ เชื่อมโยงกับความพึงพอใจในชีวิตของเด็กวัยรุ่น วัยรุ่นหญิงช่วงอายุ 11-13 ปี และวัยรุ่นชายช่วงอายุ 14-15 ปีคะแนนให้ความพึงพอใจในชีวิตของลดน้อยลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่น ๆ ข้อค้นพบจากงานวิจัยเช่นนี้ เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมกฎหมายออสเตรเลียจึงจำกัดไม่ให้วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นของตนเอง
สมองส่วนตอบสนองทำงานเต็มที่ แต่สมองส่วนควบคุมกำลังพัฒนา พัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นเปรียบเหมือนรถที่สามารถวิ่งได้เร็วฉิว แต่ระบบตรวจจับความเร็วและระบบเบรกยังอยู่ระหว่างการพัฒนา วัยรุ่นตื่นตัวกับวงจรของการรับรางวัลจากการได้ยอดวิว ยอดไลก์ เนื่องจากการทำงานสมองส่วน Ventral striatum และการทำงานของสารสื่อประสาทโดพามีน ที่ทำหน้าที่ตอบรับสิ่งเร้าเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี หากวัยรุ่นอยู่กับระบบรับรางวัลเหล่านี้ไปนาน ๆ (feedback loop) ก็จะต้องโพสต์เพิ่มอย่างต่อเนื่องเพื่อรับผลตอบแทนเหล่านี้ และหากยอดการตอบสนองลดลงไปก็จะรู้สึกขาดหาย ต้องหาทางทำให้ได้ผลตอบรับต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ตนรู้สึกถึงการยอมรับจากสังคมและผู้คน เมื่อสมองถูกกระตุ้นด้วยระบบรับรางวัลเช่นนี้ ก็จะยิ่งยากที่จะพาตัวเองออกจากวงจรที่เคยชินนี้ เพราะสมองส่วนหน้า prefrontal cortex ที่เป็นสมองที่ดูแลเรื่องการคิดไตร่ตรอง ยับยั้งชั่งใจ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและจะพัฒนาเต็มที่เมื่อถึงอายุประมาณ 25 ปี การให้วัยรุ่นเข้าใช้โซเชียลมีเดียเร็วเกินไป อาจจะไม่ส่งผลดี เพราะพัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นนั้นยังไม่พร้อมรับมือกับระบบรางวัลจากกิจกรรมออนไลน์เหล่านี้
การนำเสนอตัวตนออนไลน์ และการยึดติดกับยอดไลก์ อาจยิ่งทำให้วัยรุ่นสับสนกับอัตลักษณ์ตัวตน ความสุขและทุกข์ของวัยรุ่นโดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับการได้รับการยอมรับจากสังคมและกลุ่มเพื่อน วัยรุ่นส่วนหนึ่งจึงเลือกที่จะแสดงตัวตนตามที่สังคมคาดหวัง หรือแสดงตัวตนตามแบบผู้อื่น (performative identity) แทนที่จะแสดงตัวตนที่แท้จริง (authentic identity) วงจรของการบิดเบือนตัวตน เพื่อหวังยอดไลก์ยอดติดตามนั้น ยิ่งถ่วงเวลาให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ ปิดโอกาสที่จะทำความรู้จักความชอบความสนใจของตนเองอย่างแท้จริง แต่กลับไปผูกโยงตัวตนของตนเองเข้ากับการยอมรับจากคนในโลกโซเชียลมากกว่าที่จะทำความเข้าใจและยอมรับภาพลักษณ์ของตนเอง มักคิดเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในทางที่มองว่าเขาดีกว่า รวยกว่า หน้าตาดีกว่า จนอาจไปลดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (self-esteem) หวั่นไหวกับคำพูดคำวิจารณ์ที่กลายเป็นกระจกสะท้อนตัวตน ตอกย้ำความรู้สึกลบ ๆ และจมกับความทุกข์ได้
เนื้อหาผลิตซ้ำ ตอกย้ำเรื่องราวดี ๆ ของคนอื่น… ที่ไม่ใช่ฉัน เนื้อหาในโซเชียลมีเดียมักเป็นเรื่องราวความสำเร็จ ความสวยงาม การท่องเที่ยว การกินดีอยู่ดี หุ่นดี สุขภาพดี เพราะเจ้าของบัญชีส่วนใหญ่ก็อยากจะแชร์สิ่งที่ดี ๆ ที่ผ่านการคัดสรรจากรูปหรือวิดีโอที่ผ่านการปรับแต่งและตัดต่อมาเป็นอย่างดี และด้วยอัลกอริทึมที่ผลักดันเนื้อหาเหล่านี้ พอยิ่งมีคนกดไลก์มาก ก็ยิ่งปรากฏในฟีดมากขึ้นเช่นกัน การดูเนื้อหาจากโซเชียลมีเดียจึงมักสร้างภาพลวงตาที่ไม่สมมาตรกับความเป็นจริง (asymmetric visibility) ว่าเรื่องดี ๆ ความงาม ความสำเร็จของคนอื่น ๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่แท้จริงแล้วมาจากการเพิ่มการมองเห็นจากระบบที่ไม่สะท้อนภาพจริง ๆ ในสังคม ภาพปรุงแต่งเหล่านี้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อวัยรุ่น เพราะเป็นวัยที่ยังขาดประสบการณ์ชีวิตที่ได้เห็นความหลากหลายของชีวิตคนโดยทั่วไปในสังคม การนำเสนอที่เกินจริงที่พบเจอจากหน้าจอโซเชียลมีเดีย วัยรุ่นจึงอาจหลงคิดไปว่าภาพเหล่านี้คือภาพจริง
ข้อมูลมากมาย ไม่รู้จบ และไม่อยากตกเทรนด์ ด้วยธรรมชาติของโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหามากมายไม่รู้จบ ตราบใดที่วัยรุ่นกดเข้าไปในฟีด ก็จะมีคอนเทนต์มากมายให้เสพติดเพลิดเพลินจนลืมเวลา แถมหากมีประเด็นสังคมที่กำลังมาแรง ก็จะอดใจยาก อยากเข้าไปติดตามข่าว รวมถึงอ่านโพสต์ อ่านคอมเมนต์ (fear of missing out: FOMO) นอกจากเวลาที่สูญเปล่าไปแล้ว ยังมีผลทางจิตวิทยาที่อาจสร้างความเครียดจากการเสพเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ที่อาจนำไปสู่ความเครียดเรื้อรังได้หากรับชมแต่เนื้อหาทางลบ เรื่องตึงเครียด เรื่องน่ากลัว การกลั่นแกล้ง หรือเนื้อหาที่ตอกย้ำความด้อยค่าของตนเอง เนื้อหาเหล่านี้มักมียอดเข้าชมสูง และแพลตฟอร์มก็มักจะเปิดการมองเห็นเนื้อหาเหล่านี้ เป็นการสร้างวงจรความคิดที่จมจ่อมกับความเครียด (rumination) รวมถึงการเสพสื่อเหล่านี้ทำให้วัยรุ่นมีเวลานอนที่ลดลง ที่ล้วนเป็นภัยต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น
ผลสำรวจพบว่าวัยรุ่นทั่วโลกยังขาดทักษะการเข้าใจและรู้เท่าทันสื่อดิจิตทัล (digital literacy) ผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์จำนวนมากยังขาดทักษะดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับการใช้งานอย่างปลอดภัย เช่นการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เด็กและวัยรุ่นมักไม่ตระหนักถึงประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวและผลกระทบระยะยาวของพฤติกรรมออนไลน์ที่เสี่ยงหรือไม่เหมาะสม การโพสต์ที่ผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ เช่น โพสต์/แชร์ข้อมูลเท็จ การตัดต่อ การหมิ่นประมาท วัยรุ่นอาจไม่สามารถรู้เท่าทันได้ว่าโซเชียลมีเดียนั้นออกแบบมาเพื่อดึงดูด ชักจูง และควบคุมการใช้งานให้ได้ต่อเนื่องยาวนาน เพื่อผลกระโยชน์ทางการตลาดและการค้า
จะเห็นได้ว่าที่ประเทศออสเตรเลียออกกฎหมายนี้มา ก็เพื่อช่วยปกป้องสวัสดิภาพของเด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ให้ไปพบเจอกับเนื้อหาทางลบ และวงจรตอบสนองในโซเชียลมีเดียที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตและรบกวนพัฒนาการทางสมอง หลังจากนั้นประเทศฝรั่งเศส สเปน กรีซ นอร์เวย์ เดนมาร์ก เยอรมนี สหราชอาณาจักร บางรัฐในสหรัฐอเมริกา บราซิล รวมถึงประเทศในเอเชียอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย จีนและอินเดีย ก็เริ่มออกกฎหมายในลักษณะเช่นเดียวกัน โดยมีรายละเอียดและจำกัดอายุที่แตกต่างกันออกไป
ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจำกัดอายุการใช้โซเชียลมีเดียออกมา ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล แต่ก็มีกฎหมายที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ ดังนั้น เราจึงควรตื่นตัวในประเด็นนี้ และดูแลลูกหลานในครอบครัวให้สามารถใช้โซเชียลให้เป็นประโยชน์ และคัดกรองรับเนื้อหาที่มีคุณภาพ ในช่วงวัยที่เหมาะสม
แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยกำกับดูแลลูกวัยรุ่นในเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคน?
- ควรประวิงเวลาการมีบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวของลูกออกไปให้ช้าที่สุดจนกว่าจะถึงอายุ 16 ปี หากอ้างอิงตามเกณฑ์อายุที่กฎหมายออสเตรเลียและอินโดนีเซียบังคับใช้
- หากลูกวัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ได้มีบัญชีเป็นของตัวเองแล้ว การห้ามไม่ให้ใช้ หรือบีบบังคับให้ลบบัญชีทิ้ง อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่โตขึ้นได้ ลูกอาจเกิดความไม่พอใจ แอบเข้าใช้ และปกปิดไม่ให้พ่อแม่รู้ เพราะลูกจะมองว่าเป็นการพรากสิทธิ์ที่เคยได้รับโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ
- พ่อแม่สามารถสังเกตการใช้งานของลูก ตักเตือนเรื่องความปลอดภัย แนะนำเรื่องการตั้งค่าความปลอดภัย การปกป้องข้อมูลส่วนตัว ให้ข้อมูลเรื่องหลุมพรางของโซเชียลมีเดียที่มักจะนำเสนอข้อมูลเฉพาะด้านที่อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด และหลักการของอัลกอรึทึมที่ออกแบบมาให้ดึงดูด กระตุ้นความสนใจอย่างต่อเนื่อง
- ควรเตือนลูกเกี่ยวกับภัยไซเบอร์อย่างการสแกม การหลอกลวง การล่อลวงโดยสร้างความไว้ใจ รวมถึงการสร้างร่องรอยทางดิจิทัล (digital footprint) ที่อาจส่งผลเสียต่อตัวลูกในอนาคต
- รักษาสมดุลระหว่างหน้าจอกับหน้าจริง ลูก ๆ มีกิจกรรมหน้าจอได้ โดยมีกำหนดเวลาชัดเจน ชมเนื้อหาที่เหมาะสมตามวัย มีรูปแบบของเนื้อหาหน้าจอที่หลากหลาย โดยเน้นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ทั้งแบบรับชมทางเดียว (passive) แบบร่วมมีปฏิสัมพันธ์ (interactive) แบบสร้างเสริมทักษะเฉพาะต่าง ๆ การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และแบบกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น วิดีโอที่ชวนทำกิจกรรมหน้าจอที่ให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย รวมถึงการเล่นเกม การแชท ที่ให้ลูกได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ควรสนับสนุนการพบปะผู้คน การออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกหน้าจอด้วย
- ลดการรับชมเนื้อหาที่ดึงดูดความสนใจ แต่มีคุณค่าต่ำ เช่น คลิปสั้นเลื่อนต่อเนื่องไม่รู้จบที่มีเนื้อหาซ้ำ ๆ ข่าวดราม่า รวมถึงคลิปสั้นที่ให้ความรู้ผิวเผิน
- ลูกวัยรุ่น ไม่ค่อยอยากทำตามกฎที่พ่อแม่บอกให้ทำ การให้ลูกเสนอกำหนดเวลาการใช้หน้าจอ โดยมีพ่อแม่ช่วยกำกับดูแล ช่วยเตือน จะได้ผลดีกว่าสำหรับลูกในวัยนี้
- แทนที่พ่อแม่จะคอยบอกให้ลูกหยุดดูหน้าจออยู่ทุกครั้ง ควรฝึกให้ลูกลองกำกับตนเอง ลองสำรวจความเมื่อยล้าทางกายและสายตา ให้วางแผนกำกับพฤติกรรมเอง เรียนรู้ที่จะเตือนตนเอง ซึ่งกระบวนการนี้อาจต้องให้เวลาลูกวัยรุ่นในการลองผิดลองถูก เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเองหากทำไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ส่วนพ่อแม่ก็คอยให้กำลังใจและแนะนำ
- รักษาสมดุลระหว่างระหว่างกิจกรรมเนือยนิ่ง กับกิจกรรมทางกาย การอยู่หน้าจอมักเป็นการนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ใช้กำลังกายต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรแนะนำ ชักชวนให้ลูกวัยรุ่นพักจากหน้าจอ ออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายด้วย
- กิจกรรมหน้าจอ ควรใช้แต่พอดี โดยต้องไม่เบียดบังเวลาเรียน หน้าที่และความรับผิดชอบตามวัยของลูก
- พ่อแม่ควรมีการสื่อสารแบบเปิด โดยการสร้างบรรยากาศให้ลูกกล้าพูดคุยอย่างเปิดเผย ถึงเรื่องที่เจอในโซเชียล ให้ลูกรับรู้ว่าพ่อแม่เปิดใจรับฟัง ไม่ด่วนตัดสิน
- กระบวนการนี้ สมาชิกในครอบครัวทุกคนควรร่วมมือกัน หากต้องการให้ลูกวัยรุ่นลดปริมาณการใช้หน้าจอและโซเชียลมีเดีย พ่อแม่ก็ต้องทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างด้วยเช่นกัน
การกำกับดูแลการใช้โซเชียลมีเดียของลูกวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการ “ห้าม” หรือ “ควบคุม” แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการให้เสรีภาพกับการดูแลอย่างเหมาะสม พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการเป็นทั้ง “ผู้แนะนำ” และ “ผู้ร่วมเรียนรู้” ไปกับลูก ช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างและไว้วางใจกันในครอบครัว เมื่อวัยรุ่นค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะกำกับตนเองได้ดีขึ้น ก็จะสามารถใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองในระยะยาวได้อย่างแท้จริง
อ้างอิง
Avci, H., Baams, L. & Kretschmer, T. A. (2025).Systematic Review of Social Media Use and Adolescent Identity Development. Adolescent Res Rev 10, 219–236 https://doi.org/10.1007/s40894-024-00251-1
eSafety Commissioner. (2026, March 8). Social media age restrictions.
https://www.esafety.gov.au/about-us/industry-regulation/social-media-age-restrictions
European Commission. (2023, November 16). Lagging digital literacy among 14-year-olds across the EU, study finds.
https://education.ec.europa.eu/ro/news/lagging-digital-literacy-among-14-year-olds-across-the-eu-study-finds
Orben, A., Przybylski, A.K., Blakemore, SJ. et al. (2022). Windows of developmental sensitivity to social media. Nat Commun 13, 1649 https://doi.org/10.1038/s41467-022-29296-3
Przybylski, A. K., & Weinstein, N. (2017). A Large-Scale Test of the Goldilocks Hypothesis: Quantifying the Relations Between Digital-Screen Use and the Mental Well-Being of Adolescents: Quantifying the Relations Between Digital-Screen Use and the Mental Well-Being of Adolescents. Psychological Science, 28(2), 204-215. https://doi.org/10.1177/095679761667843
Sandra, L. (2026). Modeling adolescent online risk-taking through digital literacy and parental mediation in Indonesia. Cogent Psychology, 13(1). https://doi.org/10.1080/23311908.2026.2624803
บทความโดย
ผศ. ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน
ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ