ข่าวและกิจกรรม

ปัจจัยที่ส่งผลให้คนรับสารภาพเท็จ

 

ผลของเทคนิคการสอบสวน หลักฐานเท็จ การยอมตาม และการคล้อยตามสิ่งชี้นำในกระบวนการซักถามต่อการรับสารภาพเท็จ

 

งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลโดยการให้กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 165 คน ทำแบบวัดบุคลิกภาพ โดยการตอบมาตรวัดการยอมตาม และการทดสอบการคล้อยตามสิ่งชี้นำ จากนั้นจึงให้พิมพ์งานทางคอมพิวเตอร์ด้วยการพิมพ์สัมผัส โดยผู้วิจัยได้สร้างสถานการณ์ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหายจากความผิดพลาดของผู้เข้าร่วมวิจัย และเข้าสู่กระบวนการสอบสวนเพื่อวัดการสารภาพ และหากมีผู้เข้าร่วมการวิจัยคนใดรับสารภาพเท็จ จึงซักถามต่อว่าสารภาพเท็จเพราะเหตุใด

 

ผลการทดลองพบว่า มีผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ยอมสารภาพเท็จถึง 94 คน โดยเป็นการสารภาพเท็จแบบยอมตาม 53 คน และสารภาพเท็จจากภายในหรือเชื่อว่าตนกระทำผิดจริง 41 คน และส่วนที่เหลืออีก 71 คน ยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง

 

จากการวิเคราะห์ พบว่า ปัจจัยที่สามารถทำนายการ “สารภาพเท็จ” ได้ในงานวิจัยนี้ มีดังนี้

 

ปัจจัยสถานการณ์

 

1. เทคนิคการสอบสวน

กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการใช้เทคนิคการสอบสวนแบบลดความรุนแรง (ทำให้ผู้ต้องหารู้สึกไว้วางใจ ทำเหมือนเรื่องที่ผู้ต้องหากระทำไม่ใช่เรื่องใหญ่ และพูดเหมือนว่าถ้ายอมรับสารภาพโทษจะเบาลง) ยอมให้การรับสารภาพเท็จมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการใช้เทคนิคการสอบสวนแบบเพิ่มความรุนแรง (ใช้การกล่าวหาอย่างรุนแรง ต่อว่า และทำให้โทษดูยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เป็น)

 

2. การให้หลักฐานเท็จ

กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับหลักฐานเท็จ ยอมให้การรับสารภาพเท็จ มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับหลักฐานเท็จ
(เนื่องจากหลักฐานเท็จทำให้บุคคลรู้สึกว่าตนเองไม่มีหนทางต่อรอง และไม่อาจหลีกเลี่ยงการรับโทษได้ จึงต้องยอมรับสารภาพเท็จในที่สุด)

 

3. อัตราเร็วในการพิมพ์

อัตราเร็วในการพิมพ์สามารถทำนายการรับสารภาพเท็จแบบยอมตามได้ แต่ไม่สามารถทำนายการรับสารภาพเท็จจากภายในและการสารภาพเท็จโดยรวมได้

 

ปัจจัยบุคลิกภาพ

 

4. การยอมตาม

บุคลิกภาพแบบยอมตามมีความสัมพันธ์กับการรับสารภาพเท็จ (ทั้งนี้ การยอมตามแตกต่างจากการคล้อยตามคือ การยอมตามเกิดโดยที่ผู้ยอมตามรู้สึกตัวเสมอว่ากำลังถูกบังคับให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่การคล้อยตามสิ่งชี้นำ ผู้คล้อยตามมิได้รู้สึกตัวว่ากำลังถูกชี้นำอยู่)

 

 

การวิเคราะห์เพิ่มเติมพบว่า การคล้อยตามสิ่งชี้นำไม่สามารถทำนายการรับสารภาพเท็จได้ แต่สามารถทำนายการสร้างเรื่องราวเท็จได้ กล่าวคือ ในกลุ่มที่รับสารภาพเท็จจากภายใน ผู้วิจัยจะให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยเล่าว่าตนเองทำผิดพลาดอย่างไรจึงเกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งผู้ที่สามารถเล่าเหตุการณ์ (ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง) ได้ มักเป็นผู้ที่คล้อยตามสิ่งชี้นำได้ง่าย

 

 


 

รายการอ้างอิง

 

“ผลของเทคนิคการสอบสวน หลักฐานเท็จ การยอมตาม และการคล้อยตามสิ่งชี้นำในกระบวนการซักถามต่อการรับสารภาพเท็จ”

“Effects of interrogative technique, false evidence, compliance and interrogative suggestibility on false confession”

วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.) สาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2553)
โดย นางสาวภัทรา พิทักษานนท์กุล
อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ : อาจารย์ ดร.อภิชญา ไชยวุฒิกรณ์วานิช
วิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/18153

Job satisfaction – ความพึงพอใจในงาน

 

 

 

ความพึงพอใจในงาน

หมายถึง ความรู้สึกดี หรือมีเจตคติทางบวกต่อการทำงาน อันเนื่องมาจากการที่บุคคลทำงานแล้วได้รับการตอบสนองความต้องการในระดับที่บุคคลคาดหวังไว้ ทั้งที่เป็นความต้องการภายในของบุคคลเอง เช่น การต้องการความยอมรับ ความภาคภูมิใจในตนเอง การได้พิสูจน์ความสามารถ และตอบสนองความต้องการจากภายนอก เช่น ได้รับค่าตอบแทนจากการทำงาน ชีวิตมีความมั่นคงและมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

 

ทฤษฎีสองตัวประกอบของเฮอร์ซเบอร์ก (1959)

 

ทฤษฎีนี้เสนอว่า สิ่งที่บุคคลต้องการจากการทำงานนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความต้องการภายในของบุคคลที่ต้องการจะพัฒนาและสร้างความเจริญงอกงามให้เกิดขึ้นกับตัวเองจากการทำงานนั้น ๆ และอีกกลุ่มเน้นความสำคัญที่ความเสมอภาคและความราบรื่นในการทำงาน อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องและจะทำให้บุคคลสามารถเข้าถึงความต้องการในกลุ่มที่หนึ่งได้ กลุ่มความต้องการ 2 กลุ่มนั้นได้แก่ 1. ปัจจัยจูงใจ (motivation) และ 2. ปัจจัยค้ำจุน (hygiene)

 

1. ปัจจัยจูงใจ – เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้บุคคลเกิดความพึงพอใจในการทำงาน ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้บุคคลใช้ความพยายามและความทุ่มเทในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

ประกอบด้วย ความสำเร็จในการทำงาน, การได้รับการยอมรับนับถือ, ลักษณะงานที่ปฏิบัติ, ความรับผิดชอบ และความก้าวหน้า

 

2. ปัจจัยค้ำจุน – เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งช่วยไม่ให้ขวางการทำงาน หรือลดประสิทธิภาพของการทำงานลง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัจจัยค้ำจุนเป็นปัจจัยคือสิ่งที่จะป้องกันและลดความไม่พึงพอใจที่จะเกิดขึ้นในการทำงานนั้นๆ ไม่ใข่สิ่งที่ทำให้เกิดความพึงพอใจโดยตรง

ประกอบด้วย นโยบายและการบริหาร, การปกครองบังคับบัญชา, ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน, ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา, สภาพ/เงื่อนไขการทำงาน, เงินเดือน, ชีวิตส่วนตัว, ความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา, ฐานะ และความมั่นคง

 

ทฤษฎีคุณลักษณะของงาน (job characteristics theory)

 

ทฤษฎีนี้เสนอว่า เมื่องานมีคุณลักษณะที่สำคัญในระดับสูง จะนำไปสู่ความพึงพอใจในงาน มีด้วยกัน 5 ประการดังนี้

 

  1. ความหลากหลายของงาน – เป็นระดับของงานที่มีจำนวนกิจกรรมที่ต่างกันออกไป มีการใช้ทักษะที่แตกต่างและใช้พรสวรรค์
  2. การระบุขอบเบตของงาน – เป็นระดับของงานที่ระบุได้ว่ามีขอบเขตของงานอย่างไร ต้องใช้สิ่งใดบ้างเพื่อให้งานสำเร็จ รวมถึงเห็นจุดกำเนิดของงานและจุดสิ้นสุดพร้อมผลลัพธ์
  3. มีความสำคัญและมีความหมาย – คือระดับของงานที่ทำนั้นมีอิทธิพลต่อผู้อื่น หรือเป็นงานที่สามารถช่วยดหลือความเป็นอยู่ในครอบครัวให้ดีขึ้น และคุณลักษณะของงานที่เมื่อมองไปในอนาคตแล้วมีความสำคัญ ช่วยเหลือผู้อื่น หรือโลกได้
  4. อำนาจควบคุมในตนเอง – คือระดับที่งานนั้นสามารถให้อิสระ เมื่องานให้อำนาจควบคุมในตนเอง บุคคลจะพยายามมากกว่างานที่ขาดอิสระทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา อำนาจควบคุมในตนเองมีหลายรูปแบบ รวมไปถึงอิสระในการควบคุมเวลา ตารางของงาน วิธีการทำงาน เครื่องมือที่ใช้
  5. การให้ผลป้อนกลับ – คือระดับของผลจากการทำกิจกรรมของงาน ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลแก่บุคคลผู้ทำงานนั้นอย่างกระจ่างชัดเจน ว่าบุคคลนั้นมีศักยภาพอย่างไรในการทำงาน

 

 

ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในงาน

 

Spector (1996) ได้ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งอิทธิพลต่อความพึงพอใจในงาน โดยสามารถสรุปได้เป็นหัวข้อดังนี้

 

  1. ลักษณะบุคลิกภาพ – ปัจจัยด้านบุคลิกภาพที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.1 อารมณ์ความรู้สึกทางลบ – บุคคลที่มีอารมณ์ทางลบมักจะส่งผลข้ามสถานการณ์ ทำให้เมื่ออยู่ในบริบทของการทำงานหรือองค์การแล้ว ก็มีแนวโน้มไม่พึงพอใจในงานด้วย 1.2 ความเชื่ออำนาจในตน – บุคคลที่เชื่อในอำนาจในตนจะเชื่อมั่นในการควบคุมสถานการณ์ของตน เมื่อพบอุปสรรคจึงมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดการได้ จึงมีความพึงพอใจในงานสูงกว่าบุคคลที่ไม่มีความเชื่อในอำนาจของตน
  2. เพศ – เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลในระดับต่ำ แต่เคยมีงานวิจัยพบว่า เพศชายมักจะชอบงานที่มีลักษณะจัดการ หรือต้องอาศัยทักษะ ความเชี่ยวชาญ ส่วนเพศหญิงมักจะชอบงานลักษระงานที่แน่นอน เป็นกิจวัตรมากกว่า
  3. อายุ – มีงานวิจัยที่พบว่าบุคคลจะมีความพึงพอใจในงานมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เพราะการตระหนักในผลประโยชร์ที่ได้รับเพิ่มขึ้นจากองค์การ เป็นผลจากความก้าวหน้าในอาชีพในองค์การนั้น รวมถึงเงื่อนไขการทำงาน ตำแหน่งงาน และเงินเดือนที่เปลี่ยนไป

 

 

ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในงาน (โดยรวม)

 

ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในงานมีอยู่หลายปัจจัย ซึ่งสามารถพิจารณาได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

 

  1. ปัจจัยส่วนบุคคล ประกอบด้วย ประสบการณ์การทำงาน, เพศ, จำนวนสมาชิกในการทำงาน, อายุ, เวลาในการทำงาน, เชาวน์ปัญญา, ระดับการศึกษา, บุคลิกภาพ, ระดับเงินเดือน, แรงจูงใจในการทำงาน และความสนใจในงาน
  2. ปัจจัยด้านงาน ประกอบด้วย ลักษณะงาน, ทักษะความหลากหลายในการทำงาน, ฐานะทางวิชาชีพ, ขนาดของหน่วยงาน, ระยะทางระหว่างบ้านกับที่ทำงาน และโครงสร้างของงาน
  3. ปัจจัยด้านการจัดการ ประกอบด้วย ความมั่นคงในงาน, รายรับ, โอกาสก้าวหน้า, อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่, สภาพการทำงาน, เพื่อนร่วมงาน, ความรับผิดชอบในงาน, การนิเทศงานสำหรับพนักงานใหม่, การสื่อสารกับผู้บังคับบัญชา, ความศรัทธาในผู้บริหารกับพนักงาน
  4. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประกอบด้วย การจัดสถานที่, อุณหภูมิ, แสง, เสียง, บรรยากาศในการทำงานที่ช่วยส่งเสริมการติดต่อสื่อสาร และการประสานงานภายในองค์การ

 

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“ความพึงพอใจในการทำงานและปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ” โดย พิมประไพ ศุภรัตน์ (2550) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/4761

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดในการทำงานกับความพึงพอใจในงานของพนักงานบริการบริษัทแห่งหนึ่ง” โดย ขนิษฐ์รัฐ อติชาตศรีสกุล และ ณัฏฐา เทียนทอง (2554) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/47175

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในงานกับความผูกพันต่อองค์การ โดยมีความเข้มแข็งอดทนเป็นตัวแปรกำกับ” โดย ธัญญภรณ์ อรรณพ ณ อยุธยา, นันทนัช ทองอุปการ และ ไพสิฐ คานทองดี (2555) http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/44196

Prosocial behavior – พฤติกรรมเอื้อสังคม

 

 

 

พฤติกรรมเอื้อสังคม หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคลทำเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวมหรือเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นพฤติกรรมที่กระทำโดยความสมัครใจโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นรูปธรรม (ยกเว้นเสียแต่การได้ความรู้สึกว่าได้ทำสิ่งดี)

พฤติกรรมเอื้อสังคมอาจแสดงออกมาในลักษณะการสละกำลังกาย การพูดเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น การใช้ความคิดสติปัญญาเพื่อผู้อื่น การให้ทรัพย์สิ่งของ ตลอดจนการให้อภัยและกำลังใจ

 

Bierhoff (2005) ได้แบ่งพฤติกรรมเอื้อสังคมออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การเอื้อประโยชน์แก่ผู้อื่น หมายถึง รูปแบบของพฤติกรรมเอื้อต่อสังคมที่มีจุดประสงค์ของการกระทำเพื่อต้องการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นเท่านั้น และการชดใช้ หมายถึง รูปแบบของพฤติกรรมเอื้อสังคมที่มีจุดประสงค์ของการกระทำเพื่อตอบแทนสิ่งที่ตนได้รับมาจากผู้อื่น หรือเป็นการชดใช้ในสิ่งที่ตนเคยทำไม่ดีกับผู้อื่นไว้

 

Penner และคณะ (1995) ได้ศึกษาลักษณะของบุคลิกภาพต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเอื้อสังคม และได้สรุปว่าบุคลิกภาพเอื้อสังคมประกอบด้วย 2 องค์ประกอบดังต่อไปนี้

  1. ความเข้าใจและห่วงใยผู้อื่น หมายถึง การเกิดความรู้สึกรับผิดชอบและใส่ใจในความสุขของผู้อื่นทั้งด้านความคิดและความรู้สึก เช่น การพยายามเข้าใจผู้อื่นผ่านการคิดในมุมมองเดียวกับบุคคลนั้น
  2. ความเอื้อเฟื้อ หมายถึง แนวโน้มของบุคคลที่จะให้ความช่วยเหลือบุคคลอื่น ดูได้จากการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นในอดีต ทั้งนี้พบว่าบุคคลที่มีความเอื้อเฟื้อสูงมักมีความรู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้พบเห็นเรื่องราวที่เจ็บปวดของบุคคลอื่น

 

สาเหตุของพฤติกรรมเอื้อสังคม


 

Wilson (1975) เชื่อว่า ธรรมชาติได้กำหนดกลไกการช่วยเหลือ หรือสละชีพเพื่อความอยู่รอด สัตว์บางชนิดยอมสละชีวิตของตนเพื่อปกป้องผู้อื่น เป็นธรรมชาติของสัตว์ต่างๆ และมนุษย์ที่จะปกป้องพวกพ้องจากภัยและบางทีก็เสี่ยงชีวิตตนเองด้วย แต่ทำไมพฤติกรรมดังกล่าวจึงเกิดขึ้นในบางเวลา และไม่เกิดขึ้นในบางเวลา ปัจจัยสำคัญตต่างๆ ที่ควบคุมพฤติกรรมนี้มีดังต่อไปนี้

 

1. พฤติกรรมช่วยเหลือเป็นแนวโน้มตามธรรมชาติของมนุษย์ ผู้วิจัยหลายคนได้สังเกตเห็นหลักฐานการแสดงความช่วยเหลือในทารก เช่น ปลอบพ่อแม่หรือพี่น้องที่บาดเจ็บ ป้อนอาหารให้คนอื่น หรือทำหน้าตาเจ็บปวดเมื่อเห็นผู้อื่นบาดเจ็บ ความสามารถแสดงการร่วมรู้สึกนี้จัดว่าเป็นบ่อเกิดหรือต้นตอของการพัฒนาพฤติกรรมเอื้อเฟื้อ

 

2. นักสังคมวิทยาบางคนเน้นพฤติกรรมช่วยเหลือว่าเป็นบรรทัดฐานทางสังคม บุคคลในสังคมได้รับแรงผลักดันหรือแรงตะล่อมให้พฤติกรรมปฏิบัติตามบรรทัดฐานต่างๆ และอาจได้รับการลงโทษถ้าไม่ปฏิบัติตาม เช่น

  • บรรทัดฐานความรับผิดชอบทางสังคม – ผู้คนถูกคาดหวังให้ช่วยผู้ที่มาพึ่งพิง เช่น การที่พ่อแม่รับผิดชอบต่อลูก เลี้ยงดูอุ้มชูลูก ครูอาจารย์ดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อนติวให้เพื่อน
  • บรรทัดฐานการตอบแทนบุญคุณ – บุคคลผู้ได้รับการช่วยเหลือสมควรสำนึกบุญคุณของผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ เป็นการตอบแทนช่วยเหลือผู้เคยมีบุญคุณ ผู้มีพระคุณแก่เรา
  • บรรทัดฐานความเสมอภาค – บุคคลควรได้รับสิ่งตอบแทนให้สมกับการลงทุนลงแรงของเขา และไม่ควรได้รับการลงโทษหรือความเดือดร้อนโดยไม่มีสาเหตุ เพราะฉะนั้น เมื่อใครเดือดร้อนโดยไม่ใช่ความผิดของเขาก็สมควรจะได้รับความช่วยเหลือ และในทำนองเดียวกัน ผู้ที่ลงทุนลงแรงน้อยแล้วได้ผลตอบแทนมาก ก็สมควรแบ่งปันจุนเจือให้ผู้อื่นบ้าง

 

3. พฤติกรรมเอื้อสังคมของสังคมต่างๆ บางสังคม เช่น ชนเผ่า Arapesh ในนิวกินี รักทะนุถนอมเด็กมาก เลี้ยงดูอุ้มชูอย่างดี เด็กของชาวเผ่านี้มีความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นสูงเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ตรงกันข้ามกับเผ่า Mundugamor ซึ่งไม่สอนการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่รักไม่สนใจเด็ก เด้กของเผ่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สนใจจะช่วยใคร ดังนั้นการฝึกให้รู้จักใจเขาใจเราแต่เล็กๆ มีส่วนสำคัญในการพัฒนาพฤติกรรมการช่วยเหลือเมื่อโตขึ้น

นอกจากนี้ยังพบว่า พฤติกรรมช่วยเหลือสัมพันธ์กับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร สังคมใดที่ทรัพยากรขาดแคลน ย่อมมีการช่วยเหลือหรือแบ่งกันน้อยกว่าสังคมที่เพียบพร้อม ความแตกต่างของแต่ละวัฒนธรรมเกี่ยวกับบรรทัดฐานต่าง ๆ ก็ปรากฏ เช่น สังคมอิสราเอลเน้นค่านิยมการร่วมมือเป็นใหญ่ ส่วนสังคมอเมริกันเน้นปัจเจกบุคคล การแข่งขัน การเป็นตัวของตัวเอง เป็นต้น

 


 

 

รายการอ้างอิง

 

“ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการอาสาสมัครของนิสิตปริญญาตรีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” โดย ณัฐกุล อาชวกุลเทพ (2556) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/42677

 

“อิทธิพลของภาพยนตร์แนวเอื้อสังคมต่อการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกและเจตคติต่อพฤติกรรมเอื้อสังคมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6” โดย ปัญญารัตน์ วัชรเมธีมาศ, มิติ โอชสานนท์ และ รวิสรา อิสสรากุล (2555) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/44191

 

ภาพจาก http://www.clipartkid.com

Prejudice – เจตคติรังเกียจกลุ่ม

 

 

 

เจตคติรังเกียจกลุ่ม หมายถึง ความรู้สึกทางลบของบุคคลที่มีต่อผู้อื่นหรือกลุ่มอื่น ๆ เนื่องจากมีการจำแนกคุณลักษณะของคนอื่นแบบเหมารวม จนก่อให้เกิดพฤติกรรมการกีดกันกลุ่มนำไปสู่การมุ่งทำร้ายต่อผู้อื่น

 

เจตคติกลุ่มประกอบด้วย

 

  1. องค์ประกอบทางความคิด คือ การจำแนกคนโดยความเชื่อเหมารวม หมายถึงการจำแนกคนหรือกลุ่มคนโดยอาศัยลักษณะเหมารวมโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของสมาชิกในกลุ่มนั้น ๆ เพื่อความรวดเร็วในการจัดประเภทและจะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อมีข้อมูลใหม่ เช่น ความเชื่อว่าแรงงานต่างด้าวมีลักษณะยากจน ทำให้บ้านเมืองแออัด ไม่ปลอดภัย เป็นต้น
  2. องค์ประกอบทางอารมณ์ คือ ความรู้สึกเกลียดชัง ไม่ชอบ ที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคล เช่น ความรู้สึกไม่ชอบคนรักเพศเดียวกันของกลุ่มผู้มีเจตคติรังเกียจกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน
  3. องค์ประกอบทางพฤติกรรม คือ การกีดกันกลุ่ม หมายถึงการที่บุคคลแสดงออกถึงการกระทำในแง่ที่ไม่ให้ความยุติธรรม ลำเอียง ไม่เป็นมิตร หรือการกระทำมุ่งร้ายต่อสมาชิกในกลุ่มอื่น ๆ นอกกลุ่มตน สามารถแบ่งการแสดงออกซึ่งเจตคติรังเกียจกลุ่มได้เป็น 5 ระดับ ได้แก่ การต่อต้านทางวาจา การหลีกเลี่ยง การแบ่งแยก การทำร้ายร่างกาย และการทำลายล้าง

 

เจตคติรังเกียจกลุ่มมีทั้งแบบเด่นชัดและแบบแอบแฝง แบบเด่นชัด หมายถึง การประเมินที่มีการคิดใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วน อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตสำนึกของบุคคล รู้ตัว และแสดงออกมา ส่วนแบบแอบแฝง เป็นความชอบไม่ชอบที่ปราศจากการรู้ตัว ไม่มีเจตนา ไม่มีความตั้งใจจากบุคคล ไม่มีการครุ่นคิดมาก่อน

 

สาเหตุการเกิดเจตคติรังเกียจกลุ่ม


1. การเรียนรู้ทางสังคม

การได้รับการถ่ายทอดความเชื่อ ความคิด เจตคติต่อคนที่มีความแตกต่างจากตน ซึ่งมาจากการได้เห็นได้ยินเรื่องราวต่างๆ จากคนในครอบครัวและคนในสังคม

 

2. ทฤษฎีการแก่งแย่งแข่งขันระหว่างกลุ่ม

ทฤษฎีนี้เสนอว่า เจตคติรังเกียจกลุ่มเกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความแตกต่างกัน เช่น คนขาวคนดำ ชาวอาหรับกับอิสราเอล เอเชียกับตะวันตก ผู้หญิงกับผู้ชาย ล้วนเป็นแรงจูงใจให้ผู้คนมีเจตคติรังเกียจกลุ่มเพราะแข่งขันให้ได้มาซึ่งทรัพยากรและป้องกันไม่ให้กลุ่มอื่นสามารถบรรลุเป้าหมายได้

 

3. การจัดหมวดหมู่

คนเราใช้กระบวนการตัดสินแยกคนออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้เกิดความง่ายในการจัดการข้อมูล เช่น จำแนกคนด้วยเชื้อชาติ ศาสนา ถิ่นกำเนิด เป็นต้น เมื่อเกิดการจัดประเภททางสังคมแล้ว การรับรู้บุคคลอื่นจะได้รับอิทธิพลจากความเชื่อเหมารวมที่สะท้อนถึงกลุ่มที่บุคคลเหล่านั้นเป็นสมาชิกอยู่ ทั้งนี้ การจัดประเภทดังกล่าวส่งผลให้เกิดการบิดเบือนในการรับรู้ กล่าวถือจะทำให้รับรู้ว่าสมาชิกที่ตนจัดประเภทให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันมีความเหมือนกันมากกว่าความเป็นจริง และแตกต่างจากกลุ่มอื่นมากเกินความเป็นจริง

 

4. ทฤษฎีอัตลักษณ์ทางสังคม

กลุ่มมีอิทธิพลต่ออัตมโนทัศน์และการรับรู้คุณค่าในตนเองของสมาชิกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มและมีการนิยามตัวตนเข้ากับกลุ่ม นอกจากนี้บุคคลยังต้องการรักษาสถานภาพทางบวกของกลุ่มเนื่องจากกลุ่มเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตน จะมีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มตนกับกลุ่มอื่น หากบุคคลรู้สึกว่ากลุ่มตนดีกว่าก็จะช่วยเพิ่มการรับรู้คุณค่าในตนเอง การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มนี้เองสามารถก่อให้เกิดอคติระหว่างกลุ่มได้

 

5. ทฤษฎีแพะรับบาป

ทฤษฎีนี้เสนอว่า เมื่อบุคคลเกิดความรู้สึกคับข้องใจแล้วไม่สามารถระบายหรือแสดงออกได้โดยตรงกับสิ่งนั้น จะแสดงความก้าวร้าวไปสู่คนกลุ่มอื่นที่ไม่ชอบหรือกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง ซึ่งความรู้สึกคับข้องใจนี้ถูกถ่ายทอดไปสู่คนนอกกลุ่มเกิดเป็นเจตคติรังเกียจกลุ่มในที่สุด เช่น เมื่อเศรษฐกิจในประเทศย่ำแย่ ก็ถ่ายเทความขับข้องใจไปยังคนกลุ่มอื่นนอกกลุ่ม เช่นคนต่างด้าว เป็นต้น

 

 

การลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม


1. การขัดเกลาทางสังคม

สามารถทำได้ 2 ทาง คือ การขัดเกลาทางสังคมโดยตรง ได้แก่ การสั่งสอนและฝึกอบรมโดยพ่อแม่ ครูอาจารย์ ให้เด็กปฏิบัติตามที่สังคมคาดหวัง และการขัดเกลาทางสังคมทางอ้อม เช่น การฟังอภิปราย ปาฐกถา การอ่านหนังสือ ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ดูภาพยนต์ การเข้ากลุ่มเพื่อน ทำให้เกิดเปิดโลกทัศน์ การปรับตัวและพัฒนาบุคลิกภาพ

 

2. การจัดหมวดหมู่ใหม่

คือ การพยายามจัดจำแนกกลุ่มขึ้นมาใหม่ โดยรวมเอาสมาชิกจากทั้งสองกลุ่มมาจัดเป็นกลุ่มใหม่ หรือการรวมกลุ่มย่อยๆ ขึ้นมาเป็นกลุ่มใหญ่ เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มโดยการกำจัดความรู้สึกการเป็นสมาชิกในกลุ่ม-นอกกลุ่ม

 

3. การฝึกและการศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

การควบคุมไม่ให้บุคคลจำแนกคนโดยความเชื่อเหมารวมมาจากการศึกษาและการฝึกฝน เช่น การเปิดรับมุมมองของผู้อื่น การเรียนรู้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผู้อื่น และการฝึกใช้เหตุผลเชิงสถิติ

 

4. การจูงใจให้หลีกเลี่ยงการใช้การจำแนกคนด้วยความเชื่อเหมารวม

ได้แก่ การเพิ่มการตระหนักรู้ตัว – การกระตุ้นเตือนว่าบุคคลกำลังมีเจตคติรักเกียจคนนอกกลุ่ม เพื่อให้นำไปสู่ความรู้สึกผิดและยับยั้งปฏิกิริยาดังกล่าว, การตั้งเป้าหมายไปสู่ความเท่าเทียม, การเพิ่มแรงจูงใจที่จะรับรู้ถึงผู้อื่นอย่างถูกต้อง ไม่ใช้ความเชื่อเหมารวม

 

5. การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม

การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม แม้เพียงในรูปแบบง่าย ๆ ก็ก็สามารถช่วยให้สมาชิกระหว่างกลุ่มมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น โดยการจะให้เป็นไปอย่างราบรื่นนั้นต้องประกอบไปด้วย 4 ปัจจัย คือ แต่ละกลุ่มต้องมีสถานะเท่าเทียมกัน มีเป้าหมายเดียวกัน มีความร่วมมือระหว่างกลุ่ม และได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้มีอำนาจ กฎ หรือจารีตประเพณี

 

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“ผลของการจินตนาการถึงการปฏิสัมพันธ์กับคนนอกกลุ่มต่อเจตคติรังเกียจกลุ่ม : การศึกษาตัวแปรส่งผ่านหลายตัว” โดย สุภาพร สารเรือน (2557) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/44516

 

“ผลของการมองจากมุมของผู้อื่นต่อการลดเจตคติรังเกียจกลุ่มแบบแอบแฝง : อิทธิพลกำกับของการนิยามตัวตนและอิทธิพลส่งผ่านของการเชื่อมโยงตนเข้ากับผู้ อื่น” โดย มนัสนันท์ จิตติจรุงลาภ (2557) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/46120

 

ภาพจาก https://pixabay.com

 

Aggression – ความก้าวร้าว

 

ความก้าวร้าว หมายถึง “พฤติกรรม” ที่มี “เจตนา” ในการทำร้ายหรือทำลายผู้อื่นด้วยวิธีการต่าง ๆ
ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บทางร่างกายหรือทางจิตใจ

 

 

 

ความก้าวร้าวโดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นเกิดจากสัญชาตญาณและเกิดจากการเรียนรู้ทางสังคม โดยที่

 

  1. สัญชาตญาณความก้าวร้าวเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงทรัพยากร การจับคู่ การป้องกันอาณาเขต มีปัจจัยทางชีวภาพหลายประการที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น ยีนส์ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน โครงสร้างของสมองและสารสื่อประสาทในสมอง ระดับน้ำตาลในเลือด
  2. การเรียนรู้ทางสังคม ได้แก่ สภาพแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ และการเห็นตัวแบบในสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างบรรทัดฐานให้กับบุคคล ทำให้เกิดความชินชาต่อความรุนแรง หรือเป็นส่วนเสริมแรงเมื่อเห็นว่าความก้าวร้าวสามารถนำมาซึ่งสิ่งที่ต้องการได้

 

ทั้งสองส่วนนี้ได้สร้างแนวโน้มความก้าวร้าวที่แตกต่างไปในแต่ละบุคคล ทั้งรูปแบบ วิธีการ และระดับความรุนแรง และบุคคลจะตอบสนองด้วยความก้าวร้าวเมื่อได้รับสิ่งเร้า หรือสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดความคับข้องใจ หรือขัดขวางการบรรลุเป้าหมายของบุคคล

 

 

องค์ประกอบของความก้าวร้าว


 

Bryant และ Smith (2001) ได้นำมาตรวัดความก้าวร้าวของ Buss และ Perry (1992) มาวิเคราะห์โครงสร้างและแบ่งองค์ประกอบของความก้าวร้าวได้ 4 องค์ประกอบ ได้แก่

 

1 องค์ประกอบด้านพฤติกรรม
  • ความก้าวร้าวทางร่างกาย (physical aggression) หมายถึง การทำพฤติกรรมที่สามารถส่งผลให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายอย่างฉับพลัน อาจมีการใช้อวัยวะทางร่างกายหรือใช้อาวุธในการทำร้ายบุคคลอื่น
  • ความก้าวร้าวทางวาจา (verbal aggression) หมายถึง การใช้คำพูดโดยมีเจตนาที่จะให้บุคคลอื่นได้รับความเจ็บปวดทางจิตใจ
2. องค์ประกอบด้านอารมณ์

คือ ความโกรธ (anger) หมายถึง อารมณ์ที่ตอบสนองต่อภัยคุกคาม ความรำคาญ การโจมตี ความไม่เป็นธรรม และความผิดหวัง ความโกรธจัดเป็นการกระตุ้นเร้าทางร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมกำหรับการแสดงความก้าวร้าว

3. องค์ประกอบด้านปัญญา

คือ ความเป็นศัตรู (hostility) หมายถึง พฤติกรรมก้าวร้าวที่แสดงออกเนื่องจากมีความไม่ไว้ใจหรือหวาดระแวงว่าบุคคลอื่นจะคิดไม่ดีหรือทำไม่ดีกับตน

 

จากการศึกษา นักจิตวิทยาพบว่าความก้าวร้าวทางกายและทางวาจามีความสัมพันธ์กันสูง เพราะเป็นการแสดงถึงพฤติกรรมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำร้ายอยู่อื่น ส่วนความโกรธคือตัวเชื่อมระหว่างตัวแปรทั้งสาม โดยความโกรธเป็นตัวแปรทำนายความก้าวร้าวที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ความโกรธเป็นสภาวะที่สามารถลดลงได้เมื่อเวลาผ่านไป เหลือเพียงความคิดเชิงลบเข้ามาแทนที่ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความโกรธและความเป็นศัตรู

 

 

ประเภทของความก้าวร้าว


 

เนื่องจากความก้าวร้าวเป็นพฤติกรรมที่นักจิตวิทยาสนใจศึกษากันมาก จึงมีการศึกษาความก้าวร้าวในลักษณะต่าง ๆ มากมาย ทำให้เกิดการแบ่งประเภทของความก้าวร้าวได้หลายประเภท

 

แบ่งตามเจตนาหรือลักษณะของแรงจูงใจในการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าว 

 

Raine et al, 2006 แบ่งความก้าวร้าวออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

 

  1. ความก้าวร้าวแบบโต้กลับ (reactive aggression)
    เป็นความก้าวร้าวที่เกี่ยวข้องกับความเป็นปรปักษ์ ความหุนหันพลันแล่น ความโกรธ มีลักษณะของการตอบสนองกลับทันทีเมื่อเป้าหมายที่ต้องการถูกขัดขวาง หรือเมื่อเกิดความรู้สึกผิด มีความรู้สึกไวต่ออารมณ์ทางลบ และเกี่ยวข้องกับการควบคุมตนเองต่ำ ความก้าวร้าวชนิดนี้ต้องอาศัยสถานการณ์ภายนอกเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความก้าวร้าว โดยมีแนวโน้มตอบสนองต่อสถานการณ์กำกวมว่าเป็นเหตุการณ์ที่เข้ามาคุกคามตนเอง และมีแนวโน้มตีความสถานการณ์ไปในเชิงลบ ความก้าวร้าวแบบโต้กลับเกิดขึ้นเพื่อการป้องกันตนเองเป็นหลัก บางครั้งถูกเรียกว่าความก้าวร้าวแบบปรปักษ์ (hostile aggression)
  2. ความก้าวร้าวแบบเชิงรุก (proactive aggression)
    คือการที่บุคคลใช้ความก้าวร้าวเป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาประโยชน์จากบุคคลอื่น หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลหรือสิ่งที่ตนเองต้องการ เช่น เงินทอง การมีอำนาจเหนือ หรือการควบคุมบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มีลักษณะของการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เชื่อว่าสิ่งที่ตนสนใจมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่น ๆ และการกระทำความก้าวร้าวของตนเป็นอันตรายไม่มากเท่าความจริง นอกจากนี้ยังมีลักษณะของการโจมตีหรือรุกรานบุคคลอื่นก่อน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีสถานการณ์ภายนอกมากระตุ้นให้เกิดความโกรธหรือความเป็นปรปักษ์ ความก้าวร้าวแบบเชิงรุกเกิดจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และการมีตัวแบบ บุคคลเก็บจำพฤติกรรมความก้าวร้าวของตัวแบบที่ได้รับผลลัพธ์ที่ดี และดึงพฤติกรรมตามตัวแบบมาใช้โดยหวังจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีตามที่เคยเรียนรู้มา ความก้าวร้าวชนิดนี้มีความหมายใกล้เคียงกับความก้าวร้าวแบบใช้เป็นเครื่องมือ (instrumental aggression) ซึ่งหมายถึงความก้าวร้าวเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุประสงค์บางประการมากกว่าการมีเจตนาทำร้ายบุคคลเป้าหมาย

 

ความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างความก้าวร้าวแบบเชิงรุกและแบบโต้กลับคือ บุคคลที่มีความก้าวร้าวแบบโต้กลับจะรับรู้ว่าการกระทำความก้าวร้าวต่อบุคคลอื่นเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่มีความก้าวร้าวแบบเชิงรุกจะไม่รับรู้ถึงความถูกต้องหรือศีลธรรมใด ๆ มากนัก นอกจากนี้ ความก้าวร้าวแบบโต้กลับขับเคลื่อนด้วยความกลัวและการป้องกันตนเอง ส่วนความก้าวร้าวแบบเชิงรุกมีพื้นฐานการขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกโกรธแล้วจึงแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวบางอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์บางประการที่ตนเองต้องการ

 

 

แบ่งตามรูปแบบหรือวิธีการแสดงความก้าวร้าว

 

Cairns และ Cairns (2005) แบ่งความก้าวร้าวออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

 

ทางตรง ทางอ้อม
1. ด้านร่างกาย การทุบตี ชกต่อย การทำร้ายสิ่งของ
2. ด้านวาจา การด่า การต่อว่า การนินทาลับหลัง
3. ด้านที่ไม่ใช่วาจา การมองด้วยหางตา การใช้สายตาล้อเลียนลับหลัง
4. ด้านการกระทำระหว่างบุคคล ให้เพื่อนต่อต้านและไม่รับเข้ากลุ่ม กีดกันไม่ให้เข้าร่วมกลุ่ม
5. ด้านที่ไม่ได้แสดงออก ทำเป็นเพิกเฉย ไม่เปิดเผยความลับหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวบุคคล

 

 

นอกจากนี้ Archer และ Coyne (2005) ยังกล่าวถึงความก้าวร้าวเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ (relational aggression) คือการแสดงออกถึงความก้าวร้าวเพื่อทำลายความสัมพันธ์หรือความรู้สึก เช่นการต่อว่า การเมินเฉย และความก้าวร้าวทางสังคม (social aggression) คือการแสดงออกถึงความก้าวร้าวที่มีเจตนาทำลายความภาคภูมิใจในตนหรือสถานภาพทางสังคมของผู้อื่น เช่น การแสดงความรังเกียจ การล้อเลียน

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างการแสวงหาการสัมผัส ความก้าวร้าวและความปรารถนาในการใช้สื่อที่รุนแรงเพื่อความบันเทิงของนัก เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย” โดย อัจฉริยา เลิศอนันต์วรกุล (2548) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/6746

 

“อิทธิพลตัวแปรส่งผ่านของการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของผู้อื่น และอิทธิพลตัวแปรกำกับของเพศต่ออิทธิพลการสนับสนุนจากครอบครัวและสภาพการ แข่งขันทางการเรียนต่อความก้าวร้าวและการช่วยเหลือ” โดย สรียา โชติธรรม (2553) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/20706

 

“ผลของการมีความรู้สึกร่วมในการเล่นเกมออนไลน์ ต่อพฤติกรรมช่วยเหลือและความก้าวร้าว” โดย ฐิติวัสส์ ไกรนรา, เดชรัตน์ โชติปทุมวรรณ และ นันทพงศ์ ปานทิม (2559) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/57926

 

“อิทธิพลของบุคลิกภาพแบบหลงตนเองต่อความก้าวร้าว โดยมีการควบคุมตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการละเลยศีลธรรมเป็นตัวแปรส่งผ่านและตัวแปรกำกับ : การเปรียบเทียบโมเดลอิทธิพลส่งผ่านที่มีอิทธิพลกำกับระหว่างผู้ต้องขังหญิงและเพศหญิงที่ไม่ใช่ผู้ต้องขัง” โดย ชนัญชิดา ทุมมานนท์ (2560) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/69643

 

“โมเดลเชิงสาเหตุของความก้าวร้าวและการศึกษาคลื่นสมองของผู้ที่กระทำผิดซ้ำและคนปกติ” โดย นฤมล อินทหมื่น (2562) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/69644

Psychological well-being – สุขภาวะทางจิต

 

สุขภาวะทางจิต หมายถึง สภาวะทางจิตใจของบุคคลอันเป็นภาวะทางจิตที่ดี มีความสุข มีความพึงพอใจในชีวิต ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับการที่บุคคลมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถจัดการกับความรู้สึกทั้งทางบวกและทางลบได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสอดคล้องกับความต้องการและการสำเร็จตามเป้าหมาย มีมุมมองสภาพแวดล้อม สถานการณ์ และประสบการณ์ในแง่ที่ดี

 

 

มีนักจิตวิทยาหลายคนที่ศึกษาเกี่ยวกับสุขภาวะทางจิต และได้แบ่งองค์ประกอบของสุขภาวะทางจิตไว้แตกต่างกัน เช่น

 

Ryff (1989, 1995) ได้พัฒนาทฤษฎีในการวัดสุขภาวะทางจิตใน 6 มิติ ซึ่งรวมถึงสุขภาพทางจิตในทางคลินิค ทฤษฎีพัฒนาการชีวิต และทฤษฎีทางจิตวิทยา สังเคราะห์อออกมาได้ดังนี้

  1. การยอมรับในตนเอง – การพึงพอใจในตนเอง มีทัศนคติที่ดีต่อตัวเองทั้งในอดีตและปัจจุบัน มองตัวเองในทางบวก สามารถยอมรับกับตัวเองทั้งในด้านดีและด้านที่ไม่ดี
  2. การมีสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น – การมีความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพกับบุคคลอื่น เข้าใจลักษณะการให้และรับในสัมพันธภาพของมนุษย์ มีความรักและมีมิตรภาพที่ดีแก่ผู้อื่น
  3. ความเป็นตัวของตัวเอง – ความสามารถในการตัดสินใจสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระ สามารถเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้กับตนเองได้ ฝืนแรงกดดันทางสังคมในเรื่องการคิดหรือการกระทำได้ และประเมินตนเองตามมาตรฐานของตนเอง
  4. ความสามารถในการจัดการสภาพแวดล้อม – ความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับความต้องการของตนเองได้ สามารถใช้โอกาสรอบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. การมีเป้าหมายในชีวิต – การมีเป้าหมายในชีวิตและมีความมุ่งมั่นที่จะไปถึงเป้าหมาย รู้สึกถึงความหมายของชีวิตในปัจจุบันและชีวิตที่ผ่านมาในอดีต
  6. การมีความงอกงามในตน – ความรู้สึกว่าตนเติบโตและมีการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ตระหนักรู้ถึงศักยภาพของตนเอง และมองเห็นโอกาสแห่งการปรับปรุงพฤติกรรมของตนตลอดเวลา

 

ส่วน Dupuy (1997) ได้ระบุองค์ประกอบของสุขภาวะทางจิตไว้ 6 ด้าน ดังนี้

  1. ความวิตกกังวล – การไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีอาการเครียด กลัว กระวนกระวายใจ และวิตกกังวล
  2. ภาวะซึมเศร้า – ความผิดปกติทางอารมณ์ ซึ่งอาจแสดงออกทางกายด้วยเช่น การเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย
  3. สุขภาวะทางบวก – ความรู้สึกทางบวก จากความพึงพอใจในชีวิตหรือการรับรู้ความสุขในการดำเนินชีวิต
  4. การควบคุมตัวเอง – ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมของตนได้ เพื่อเผชิญกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. ความมีชีวิตชีวา – ความรู้สึกสดชื่น เบิกบานใจ มีพลังในการทำสิ่งต่างๆ
  6. ภาวะสุขภาพทั่วไป – ภาวะความเจ็บป่วยของร่างกายที่ส่งผลกระทบต่อสิตใจทำให้ไม่มีความสุข

การมีสุขภาวะทางจิตที่ดีของ Dupuy จึงหมายถึงการที่มีความพึงพอใจในชีวิต สามารถควบคุมตนเองได้ เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีความกังวลหรือความซึมเศร้าน้อย

 

 

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาวะทางจิต


 

แบ่งเป็นปัจจัยภายในตัวบุคคลและภายนอกตัวบุคคล ดังนี้

 

  • ปัจจัยภายในตัวบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานกาพสมรส โดยการศึกษาวิจัยหลายงานพบว่า เพศหญิงมักมีสุขภาวะทางจิตต่ำกว่าเพศชาย เนื่องจากมีระดับซึมเศร้าสูงกว่า นอกจากนี้วัยผู้ใหญ่ตอนปลายเป็นวัยที่มีสุขภาวะทางจิตสูงที่สุด เนื่องจากได้ผ่านประสบการณ์และการเรียนรู้การเผชิญปัญหามากกว่าบุคคลที่มีอายุน้อยกว่า
  • ปัจจัยภายนอกบุคคล ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สัมพันธภาพระหว่างบุคคล ครอบครัว การสนับสนุนทางอารมณ์ สภาพสังคม วัฒนธรรม การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ที่ทำให้บุคคลรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความสุข

 

 

 


 

 

รายการอ้างอิง

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ จิตอาสา และสุขภาวะทางจิตในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต” – แพรวดาว พงศาจารุ, เรวดี พจนบรรพต, นิธิพัฒน์ กุศลสร้าง (2554) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/47188

 

“ประสบการณ์การสูงวัยอย่างประสบความสำเร็จของผู้สูงอายุไทยที่มีสุขภาวะทางจิตสูง : การวิจัยเชิงคุณภาพแบบทีมผู้วิจัยเห็นชอบร่วมกัน” โดย พิศุทธิภา เมธีกุล (2554) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/21757

Need for cognition – ความต้องการทางปัญญา

 

 

 

ความต้องการทางปัญญา หมายถึง แนวโน้มที่บุคคลจะชอบและทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด ต้องการที่จะจัดระบบและบูรณาการสถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันอย่างมีโครงการและมีความหมาย ต้องการที่จะเข้าใจและหาเหตุผลให้กับปรากฏการณืที่ได้ประสบ โดยเมื่อบุคคลเผชิญสถานการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ จะทำให้เกิดความตึงเครียด และความเครียดนี้เองจะจูงใจให้บุคคลหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อจัดโครงสร้างความรู้และทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาสูง (High need for cognition) คือ ผู้ที่มีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะสืบค้น แสวงหา คิด และตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้รับเพื่อหาเหตุผลที่จะอธิบายสิ่งเร้า ความสัมพันธ์ และเหตุการณ์ในโลก จึงมักชื่นชอบสิ่งเร้าหรืองานที่ต้องอาศัยการคิดหาเหตุผลหรือคิดแก้ปัญหา เช่น การอ่านหนังสือ การสอบรวบยอด

 

ขณะที่ ผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาต่ำ (Low need for cognition) มักพึ่งพาสิ่งชี้แนะภายนอก เช่น ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีชื่อเสียง สิ่งชี้แนะอย่างง่าย หรือการเปรียบเทียบทางสังคมในการอธิบายเหตุผลหรือจัดโครงการประสบการณ์ที่ได้รับ จึงมักชื่นชอบสิ่งเร้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางปัญญา

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาต่ำมักจะถูกอิทธิพลจากสิ่งชี้แนะอย่างง่ายหรือทางสายเปลือก เช่น แหล่งที่มีความเชี่ยวชาญ ดึงดูดใจ หรือน่าไว้วางใจ ได้ง่ายกว่าผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาสูงที่จะตัดสินสิ่งต่าง ๆ โดยพิจารณาจากเนื้อหาสารและคุณภาพของข้อโต้แย้ง ซึ่งเป็นการทางสายแกนที่ต้องอาศัยการคิดอย่างเป็นระบบ ผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาต่ำจะไม่คิดพิจารณาสารเพิ่มจนกว่าจะมีแรงจูงใจอื่นๆ มากระตุ้นให้คิด เช่น เมื่อเรื่องนั้นมีความเกี่ยวข้องกับตน และเมื่อได้รับข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง

 

ความแตกต่างของบุคคลที่จะมีความต้องการทางปัญญาสูงหรือต่ำนั้น เกิดจากผลของการได้ใช้ความพยายามในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ได้กระทำซ้ำ ๆ และสะสมมาเป็นระยะเวลายาวนานจนหล่อหลอมเป็นบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล

 

 

ความต้องการทางปัญญากับบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบ (Big 5)

 

ความต้องการทางปัญญาเป็นตัวแปรทางบุคลิกภาพที่สะท้อนแนวโน้มที่จะทำและรู้สึกสนุกกับการใช้ความพยายามในกิจกรรมทางความคิด เมื่อนำโครงสร้างบุคลิกภาพความต้องการทางปัญญามาเปรียบเทียบกับบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบ พบว่า มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน โดยความต้องการทางปัญญาเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพการเปิดรับประสบการณ์ (openness to experience) ในเรื่องการมีเหตุผล มีปัญญาในการคิดได้อย่างซับซ้อน มีความคิดสร้างสรรค์และเปิดกว้างต่อสิ่งต่างๆ และเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพการมีจิตสำนึก (Conscientiousness) ในเรื่องการต้องการความสำเร็จ จริงจังกับทุกเรื่อง

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“อิทธิพลของกลุ่มที่มีองค์ประกอบความเป็นกลุ่มน้อยที่สุดต่อความลำเอียง ระหว่างกลุ่มที่วัดโดยตรงและโดยนัยและการประเมินคุณภาพผลงาน ของสมาชิกกลุ่มตนและกลุ่มอื่นในผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาสูงและต่ำ” โดย ทิพย์นภา หวนสุริยา (2547) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/65

 

“อิทธิพลของความต้องการทางปัญญา คุณภาพของสาร และความดึงดูดใจของภาพประกอบ ที่มีต่อเจตคติต่อชิ้นงานโฆษณาประชาสัมพันธ์และองค์การผู้โฆษณา” โดย ธีรินทร์ เฉลิมนนท์ (2543) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/3277

 

Self-esteem – การเห็นคุณค่าในตนเอง

การเห็นคุณค่าในตนเอง หมายถึง การรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่าจากการมองตนโดยรวม
การเห็นคุณค่าในตนเองมีความเกี่ยวข้องกับการรับรู้อัตมโนทัศน์

 

กล่าวคือ หากคนเรารับรู้ว่าตนเองมีจุดเด่นและเป็นการรับรู้ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ก็จะส่งผลให้เขารับรู้ตนเองเป็นไปในทางด้านบวก มีความรู้สึกที่ดีกับตนเอง มีความภาคภูมิใจ พร้อมทั้งมีการแสดงออกอย่างเหมาะสม

 

 

 

Roger ได้กล่าวถึงความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองไว้ว่า การเห็นคุณค่าในตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินตนเองระหว่างตัวตนตามความเป็นจริงและตัวตนตามอุดมคติ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บุคคลที่มีการยอมรับในตนเองได้ และสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับความเป็นจริง จะเป็นบุคคลที่มีการมองเห็นคุณค่าในตนเอง

 

ตามแนวคิดนี้ บุคคลที่มีคุณค่าในตนเองสูง (high self-esteem) จะมีความสามารถในการเผชิญกับอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และสามารถยอมรับสถานการณ์ที่ทำให้ตนเองรู้สึกผิดหวังและท้อแท้ใจด้วยความหวังและความกล้าหาญ มีการประเมินตนเองในทางบวก มีความเชื่อมั่นในความสามารถจนมั่นใจได้ว่าตนเองสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จตามที่ต้องการ โดยภาพรวมแล้ว บุคคลที่มีการเห็นคุณค่าในตนเองสูงจะมีความสุขและใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่มีการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ (low self-esteem) จะมองเห็นตนเองหรือมีความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเองในอุดมคติที่ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับตนเองตามความเป็นจริง อาจเกิดความเครียด ความกดดัน มีสภาพจิตใจที่หดหู่ เพราะรับรู้ว่าตนเองไม่มีค่า ไม่มีความภาคภูมิใจ ไม่กล้าแสดงออก ขาดความกระตือรือร้น ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง

 

 

นอกจากนี้ ตามแนวคิดของ Maslow ได้แบ่งการเห็นคุณค่าในตนเองออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเกี่ยวข้องกับความรู้สึกรับรู้ในคุณค่าของตนเอง การยอมรับนับถือและการประเมินคุณค่าของตนเอง อันได้แก่ การมีจุดเด่น ผลสัมฤทธิ์ ความสามารถที่เหมาะสมต่อสภาพการณ์ต่างๆ การบรรลุเป้าหมายและความสามารถ ความเชื่อมั่น การพึ่งพาตนเอง และความมีอิสระเสรี ส่วนประเภทที่สองเกี่ยวข้องกับการตัดสินว่ามีคุณค่าจากผู้อื่น เช่น การมีชื่อเสียง การได้รับการยอมรับ ได้รับความสนใจ เกียรติยศ สถานภาพ การมีอำนาจเหนือผู้อื่น มีความสำคัญ ศักดิ์ศรี เป็นที่ชื่นชมของผู้อื่น เป็นต้น

 

สอดคล้องกับแนวคิดการเห็นคุณค่าในตนเองของ Coopersmith ที่ได้แบ่งองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองออกเป็นองค์ประกอบภายในและองค์ประกอบภายนอก โดยองค์ประกอบภายในตนเอง หมายถึง ลักษณะเฉพาะของบุคคลแต่ละคนที่ส่งผลให้บุคคลมีการเห็นคุณค่าในตนเอง ตั้งแต่ลักษณะทางกายภาพ ความสามารถ ค่านิยม ตลอดจนสุขภาวะทางจิต ส่วนองค์ประกอบภายนอกตนเอง หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ทั้งครอบครัว บุคคลในโรงเรียน ที่ทำงาน รวมถึงสังคมและวัฒนธรรมที่อาศัยอยู่

 

จากความหมายและองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเห็นคุณค่าในตนเองที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าการเห็นคุณค่าในตนเองของบุคคลนั้นสามารถพัฒนาโดยเริ่มจากตนเอง ต่อมาที่ครอบครัว กลุ่มเพื่อน และสังคมตามลำดับ ซึ่งจากสิ่งที่สังคมให้คุณค่านั้นก็สามารถมีอิทธิพลย้อนกลับไปที่การเห็นคุณค่าในตนเองของบุคคลได้ และถ้าหากบุคคลมีการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำก็จะมีผลกระทบก่อให้เกิดปัญหาขึ้นตามมาในขั้นต่อไปได้ โดยเฉพาะปัญหาทางด้านบุคลิกภาพ และอาจก่อให้บุคคลเกิดความเครียดหรือความวิตกกังวลได้ รวมทั้งมีปัญหาในสังคมที่ตนเองอยู่ด้วย ดังนั้น ผู้ที่เห็นคุณค่าในตนเองต่ำจึงควรสร้างเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองให้มากขึ้น

 

 

โดย Greenberg & Gold (1994) ได้เสนอแนะวิธีการต่างๆ ไว้ดังนี้

 

  1. เรียนรู้ที่จะยอมรับและมั่นใจในความสามารถของตนเองที่มี พยายามชื่นชมตนเองและรู้จักเห็นคุณค่าในตนเอง
  2. บอกกับตนเองในสิ่งที่ดีๆ ในทางสร้างสรรค์ เช่น ฉันมีความสามารถ ฉันทำงานชิ้นนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
  3. หาสิ่งที่ตนเองทำได้ดี อาจเป็นงานอดิเรกต่างๆ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกดีและมีความสุข ซึ่งช่วยให้บุคคลมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นและกล้าที่จะทดลองกระทำสิ่งใหม่ๆ ต่อไป
  4. ใช้คำแทนตัวเองว่า “ฉัน” เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของตนเอง ไม่กลัวการวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลอื่นและยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับตน
  5. มีแรงสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนที่ไว้วางใจและพูดคุยได้อย่างเปิดเผย กลุ่มเพื่อนที่ดีมักจะไม่สร้างความกดดันหรือล้อเลียนให้บุคคลขาดความมั่นใจ แต่จะพยายามช่วยสร้างความรู้สึกดีที่และเพิ่มความมั่นใจให้แก่บุคคล
  6. ต้านทานแรงกดดันจากกลุ่มเพื่อน พยายามตัดสินใจด้วยตัวเอง ออกความคิดเห็นให้มากขึ้นถูกชักจูงให้น้อยลง
  7. กระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความซื่อตรง กระทำในสิ่งที่สอดคล้องกับค่านิยมและความปรารถนาของตนเอง
  8.  มีความรับผิดชอบต่อบุคคลอื่น เพราะการเห็นคุณค่าของบุคคลอื่นเป็นคุณสมบัติของผู้ที่ชื่นชมและเห็นคุณค่าในตนเอง

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพแบบวิตกกังวล การมองโลกในแง่ดี และการเห็นคุณค่าของตนเองของนิสิตมหาวิทยาลัย” โดย ทรงเกียรติ ล้นหลาม (2550) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/35446

 

“ประสบการณ์การเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาที่มีภาพถ่ายที่น่าดึงดูดใจทางเพศผ่านเฟซบุ๊ค” โดย พันธิตรา คูวัฒนสุชาติ (2557) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/44514

 

ขอบคุณภาพจาก https://www.pexels.com/photo/nature-sky-sunset-man-6550/

Machiavellianism – บุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียน

 

 

นิโคโล แมคคิเวลลี (Niccolò Machiavelli) นักการทูตชาวอิตาเลียน (ค.ศ. 1469 – 1527 : ยุคเรอเนซองส์) ที่ได้สังเกตพฤติกรรมพฤติกรรมและอำนาจของเขาเองขณะที่ดำรงตำแหน่งในฐานะนักการทูต และเขียนออกมาเป็นหนังสือเพื่อแนะนำเทคนิคที่บุคคลสามารถนำไปใช้จัดกระทำกับผู้อื่นตามความต้องการของตน หนังสือเล่มดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว แม้จะได้รับการโจมตีอย่างหนักถึงเรื่องศีลธรรมความดีงาม แต่ชื่อเสียงของเขาก็ทำให้นามสกุล “แมคคิเวลลี / มาเกียเวลลี” กลายเป็นคำศัพท์ทางการเมือง หมายถึง ผู้เฉียบแหลมมีปฏิภาณ และ “แมคคิเวลเลียน / มาเกียเวลเลียน” หมายถึง การใช้เล่ห์เหลี่ยมอุบายทางการเมือง

 

ในปี ค.ศ. 1970 Christie และ Geis ได้ศึกษาและให้คำนิยาม “บุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียน” ในบริบทพฤติกรรมองค์การ จากการที่พวกเขาได้สังเกตและมีประสบการณ์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งหรือควบคุมผู้อื่น อาทิ อธิการบดีมหาวิทยาลัย คณบดี ประธานกรรมการของกรมการทหาร ผู้บริหารบริษัท และข้าราชการชั้นสูง แล้วพบลักษณะร่วมบางอย่างของคนเหล่านี้ และมองว่าน่าจะเป็นไปได้ที่มนุษย์จะมีลักษณะในตัวบางอย่างที่ใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องดีงาม หรือความไม่น่าไว้เนื้อเชื่อใจที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์เอง

 

ตั้งแต่นั้น นิยามและแบบวัดบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนก็เป็นที่รู้จักและได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง มีการหาความสัมพันธ์ของตัวแปรบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนกับตัวแปรทางสังคมอื่นๆ ตลอดจนนำไปประยุกต์ในการศึกษาในบริบทที่กว้างขวางมากขึ้น ได้แก่ การบริหารจัดการศีลธรรม ภาวะผู้นำที่แท้จริง การเมืองในองค์การ และความไว้วางใจ

 

สุมาลัย พวงเกตุ (2553) ได้สรุปลักษณะของบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนสูงและบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนต่ำ จากงานวิจัยที่ผ่านมาของ Christie และ Geis (1970), Nelson และ Gilbertson (1991), Wilson, Near และ Miller (1996) ไว้ดังนี้

 

“ผู้มีบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนสูง”

 

– ต่อต้านอิทธิพลจากสังคม
– ซ่อนความเชื่อลึกๆ ส่วนตัวเอาไว้
– เปลี่ยนจุดยืนของการโต้แย้งอย่างรวดเร็ว
– ไม่ยอมรับสารภาพ
– ทำให้ผู้อื่นเชื่อได้ว่ากำลังพูดความจริง
– เคลือบแคลงสงสัยในวัตถุประสงค์ของผู้อื่น
– วิเคราะห์สถานการณ์ได้
– ไม่ตอบแทนบุญคุณผู้อื่น
– ไม่ตัดสินการแสดงออกของผู้อื่น
– สามารถเปลี่ยนวิธีการเพื่อจัดการในสถานการณ์ที่ต่างกันได้
– พูดในสิ่งที่ผู้อื่นอยากได้ยิน
– อ่อนไหวต่อข้อมูลเกี่ยวกับผู้อื่น
– กระทำกับผู้อื่นในลักษณะเอาเปรียบผู้อื่นแต่ไม่เป็นอันตราย
– เอาเปรียบผู้อื่นมากขึ้นเมื่อเขาไม่แก้แค้นคืน
– แม้จะมีสิ่งดึงดูดก็ไม่ยอมตาม หรือเปลี่ยนแปลงเจตคติ
– ควบคุมหรือจัดการกับผู้อื่นได้อย่างแยบยล
– ชอบสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
– ในฐานะที่เป็นผู้นำจะเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนที่มีตำแหน่งเดียวกัน

 

“ผู้มีบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนต่ำ”

 

– เปราะบางต่อความคิดเห็นของผู้อื่น
– เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้รับรู้ถึงความเชื่อภายในของตน
– ยึดมั่นในความเชื่อของตนเอง
– ยอมรับสารภาพอย่างรวดเร็ว
– ไม่ต้องโน้มน้าวในเชื่อตามเมื่อพูดความจริง
– ยอมรับวัตถุประสงค์ของผู้อื่นตามความเป็นจริง
– ประเมินสถานการณ์ได้ช้า
– ตอบแทนผู้อื่น
– เชื่อว่าผู้อื่นควรแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา
– แสดงพฤติกรรมรูปแบบเดียวตลอดเวลา
– บอกความจริง
– อ่อนไหวต่อความรู้สึกของผู้อื่น
– อาจจะแสดงออกอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อมีการเจรจาต่อรอง
– ไม่ยอมเอาเปรียบผู้อื่น
– แสดงออกในแบบที่สังคมยอมรับ
– ตัดสินใจอย่างตรงไหนตรงมา
– มองหาแต่สิ่งแวดล้อมที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

ข้อมูลจาก

 

“การทำนายความไม่สอดคล้องระหว่างเจตคติต่อกลุ่มทางการเมืองในประเทศไทยที่วัดโดยตรงกับที่วัดโดยนัย ด้วยตัวแปรการกำกับการแสดงออกของตนและบุคลิกภาพแบบเมคคิเวลเลียน” โดย สุมาลัย พวงเกตุ (2553) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/21222

 

“อิทธิพลของบุคลิกภาพแมคคิเวลเลียนและการแข่งขันต่อพฤติกรรมประจบประแจงในบริบทขององค์การ” โดย มนฤดี สายสิงห์ (2549) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/8475

Individualism – Collectivism : ความเป็นปัจเจกนิยม – คติรวมหมู่

 

 

 

 

“ความเป็นปัจเจกนิยม” หมายถึง แนวคิดที่บุคคลให้ความสำคัญกับเป้าหมายของตัวเองมากกว่าเป้าหมายของกลุ่ม บุคคลมีความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ให้ความสำคัญกับเจตคติ ความคิดและความรู้สึกของตัวเอง

 

ส่วน “ความเป็นคติรวมหมู่” หมายถึง แนวคิดที่บุคคลให้ความสำคัญกับเป้าหมายของกลุ่มมากกว่าเป้าหมายของตัวเอง บุคคลจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม และประพฤติตนสอดคล้องกับบรรทัดฐานที่กลุ่มกำหนดไว้

 

 

ตัวอย่างความเป็นปัจเจกนิยมและคติรวมหมู่


 

เช่น ในประเทศญี่ปุ่น หัวหน้าจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของลูกน้องเป็นอย่างดี และสนับสนุนให้ลูกน้องพบกับผู้หญิงที่เหมาะสมเพื่อเป็นคู่ชีวิต เนื่องจากหัวหน้ามีหน้าที่เหมือนเป็นพ่อของลูกน้อง ต้องคอยให้ความช่วยเหลือลูกน้อง แต่ในประเทศอังกฤษ ลูกน้องคนหนึ่งกลับไม่ยอมบอกหัวหน้าว่าพ่อของเขาเพิ่งเสียชีวิต เพราะมีความเป็นปัจเจกนิยมที่เข้มข้นและการเสียชีวิตของพ่อนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรไปบอกผู้อื่น

 

อย่างไรก็ดี ในทุกวัฒนธรรมจะมีบุคคลทั้งที่เป็นแบบปัจเจกนิยมและคติรวมหมู่ เนื่องจากบุคคลมีส่วนของปัญญาที่เป็นแนวคิดแบบปัจเจกนิยมและคติรวมหมู่อยู่ในคนเดียวกัน เพียงแต่มีระดับของทั้ง 2 แนวคิด มากน้อยแตกต่างกัน

 

หากบุคคลนั้นมีส่วนของปัญญาที่เป็นแบบปัจเจกนิยมมากกว่า บุคคลนั้นก็จะมีความเชื่อ ความรู้สึก และพฤติกรรมแบบปัจเจกนิยม แต่ถ้าหากบุคคลนั้นมีส่วนของปัญญาที่เป็นแบบคติรวมหมู่มากกว่า บุคคลนั้นก็จะมีความเชื่อความรู้สึกและพฤติกรรมแบบคติรวมหมู่

 

ทั้งนี้ ความเป็นปัจเจกนิยม-คติรวมหมู่ สามารถแจกแจงได้เป็น 4 มิติ แต่ละมิติมีความเป็นอิสระจากกันและแยกวัดในแต่ละมิติได้ ดังนี้

 

1. ตัวตน

ตัวตนของแนวคิดแบบปัจเจกนิยมจะเป็นตัวตนที่เป็นอิสระ ซึ่งให้ความสำคัญกับความต้องการ ความรู้สึก และการกระทำของตนเอง มากกว่าความต้องการ ความรู้สึก และการกระทำของผู้อื่น ประพฤติตนโดยยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ส่วนตัวตนของแนวคิดแบบคติรวมหมู่จะเป็นตัวตนที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งเป็นตัวตนที่มองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ในสังคม ไม่สามารถแยกออกมาเป็นตัวตนแบบเดี่ยว ๆ ได้ บุคคลจะมีแรงจูงในการหาทางอยู่ร่วมกับบุคคลในความสัมพันธ์แบบต่างๆ อย่างเหมาะสม เช่นการสร้างและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ

 

2. เป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายส่วนรวม

ส่วนใหญ่แล้ว เป้าหมายทั้ง 2 แบบของบุคคลที่เป็นคติรวมหมู่จะมีความสอดคล้องกัน ดังนั้นบุคคลที่เป็นคติรวมหมู่จึงให้ความสำคัญกับเป้าหมายของส่วนรวม แต่เป้าหมายทั้ง 2 ของบุคคลที่เป็นปัจเจกนิยมอาจไม่มีความสอดคล้องกัน บุคคลที่เป็นปัจเจกนิยมจึงเลือกที่จะใช้ความสำคัญกับเป้าหมายส่วนตัวมากกว่าเป้าหมายส่วนรวม

 

3. การให้ความสำคัญของปัญญา

การให้ความสำคัญของปัญญาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดพฤติกรรมทางสังคม วัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยมให้ความสำคัญกับเจตคติ ความต้องการส่วนบุคคล สิทธิ และสัญญา ส่วนวัฒนธรรมแบบคตินิยมรวมหมู่จะให้ความสำคัญกับบรรทัดฐาน กฎเกณฑ์ และหน้าที่ต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมาย

 

4. ความสัมพันธ์

วัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยมจะให้ความสำคัญกับเหตุผล ข้อดี ข้อเสีย ในการรักษาความสัมพันธ์กับคนคนหนึ่ง ส่วนในวัฒนธรรมแบบคติรวมหมู่จะพยายามรักษาความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นไว้ แม้ว่าจะทำให้เกิดผลเสียก็ตาม

 

 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นปัจเจกนิยม-คติรวมหมู่ของบุคคล


 

ได้แก่

  1. อายุ เมื่อมีอายุมากขึ้น จะมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ มากขึ้นจึงมีความเป็นคติรวมหมู่มากขึ้น
  2. สถานภาพทางสังคม บุคคลที่มีสถานภาพทางสังคมสูงค่อนข้างจะมีความแป็นปัจเจกนิยมมากกว่า
  3. รูปแบบการเลี้ยงดู หากเลี้ยงดูเด็กแบบยอมรับและให้อิสระ ส่งผลให้เด็กมีความมั่นใจในตนเองและมีความเป็นปัจเจกนิยมสูง หากเลี้ยงดูแบบยอมรับและพึ่งพากันและกัน ส่วนผลให้เด็กชอบคล้อยตามผู้อื่นและมีความเป็นคติรวมหมู่สูง
  4. การท่องเที่ยวและการไปอยู่ต่างประเทศ เมื่อบุคคลไปใช้ชีวิตในต่างแดน ทำให้บุคคลต้องตัดสินใจเดี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเอง การได้เห็นมุมมองและได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ล้วนนำไปสู่ความเป็นปัจเจกนิยม แต่บางครั้งหากบุคคลต้องไปอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรมแบบคติรวมหมู่ก็มีโอกาสเพิ่มระดับความเป็นคติรวมหมู่ของบุคคลได้
  5. การศึกษา การศึกษาทำให้บุคคลเรียนรู้ความหลากหลายด้านวัฒนธรรมและส่งผลให้บุคคลมีระดับความเป็นปัจเจกนิยมที่มากขึ้น แต่การศึกษาบางอย่าง เช่น การเรียนรู้ภาษาท้องถิ่นจะทำให้บุคคลมีระดับความเป็นคติรวมหมู่สูงขึ้น

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“การทำนายความชื่นชอบงานโฆษณาที่วางกรอบสารต่างกันจากความเป็นปัจเจกนิยม-คติรวมหมู่โดยมีเป้าหมายการควบคุมของบุคคลเป็นตัวแปรส่งผ่าน” โดย จตุพร นุตะศะริน (2553) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/35984