News & Events

กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนกรกฎาคม 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ

 

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และคุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนกรกฎาคม 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ ซึ่งจัดโดยธรรมสถาน ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ งานนี้มี ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธาน และมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารและบุคลากรคณะ สถาบัน หน่วยงาน และนิสิตจุฬาฯ ร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์ 9 รูป จากวัดสระเกศ

 

 

 

ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 61 ปี แห่งการสถาปนาคณะนิเทศศาสตร์

 

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วยคุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารคณะจิตวิทยา ร่วมแสดงความยินดีและมอบของที่ระลึก เนื่องในโอกาสครบรอบ 61 ปี แห่งการสถาปนาคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ เป็นผู้รับมอบ ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารมงกุฎสมมติวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

 

 

 

 

 

 

คณะจิตวิทยาร่วมออกบูทกิจกรรม Chula Care Day 2026 ณ อุทยาน 100 ปี

 

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา ได้ร่วมออกบูทกิจกรรมกับ บ้านสุขภาพ จุฬาฯ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาฯ พร้อมกับคณะและหน่วยงานต่าง ๆ ในจุฬาฯในงาน Chula Care Day 2026 ภายใต้แนวคิด “จุฬาฯ เคียงข้าง สร้างรอยยิ้มให้ชุมชน” ณ อุทยาน 100 ปี เวลา 8.00 – 12.00 น. ให้บริการตรวจสุขภาพและมีกิจกรรมเสริมความสุข ครอบคลุม 4 มิติ กาย ใจ งาน และเงิน เพื่อชีวิตที่สมดุลและยั่งยืน เนื่องในวันสากลแห่งการดูแลตัวเอง หรือ Self-Care Day ซึ่งตรงกับวันที่ 24 กรกฎาคมของทุกปี โดยศูนย์สุขภาวะทางจิตได้มีการจัดกิจกรรมการประเมินสุขภาวะทางจิตเบื้องต้นและแนวทางการจัดการความเครียด

 

 

 

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “หัวข้อ สมองในวัยชรา (Cognitive aging)”

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “สมองในวัยชรา (Cognitive aging)”

 

 

ข้อมูลจากภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่าประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged soceity) หรือจะมีคนสูงวัยที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยข้อมูลล่าสุดคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดภายในปี 2573 หรืออีกภายใน 3 ปีที่จะถึงนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลทั้งทางบวกและลบต่อประเทศไทยในหลายมิติไม่ว่าจะเป็นมิติทางการศึกษา มิติทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจ มิติทางสังคม และมิติทางสาธารณสุข การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของความสูงวัยทั้งทางบวกและลบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สูงอายุและคนทั่วไปจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม

 

การอบรมความรู้ทางจิตวิทยาในหัวข้อ สมองในวัยชรา (Cognitive aging) มุ่งให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของสมองในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ความชรา การทดสอบและการประเมินความปกติและผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสมองเสื่อม แนวคิดเรื่องการสูงวัยอย่างประสบความสำเร็จ (Successful aging และ Superager) ความฉลาดในวัยชรา (Wisdom) ต้นทุนสมอง (Cognitive reserve) ของวัยชรา และนวัตกรรมในการกระตุ้นสมองของผู้สูงอายุ (Brain stimulation) ผู้บรรยายหวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์ความรู้ งานวิจัยและเครื่องมือต่างๆ ที่ได้จากการอบรมในครั้งนี้จะทำให้เกิดภาพที่ชัดเจนของความเปลี่ยนผ่าน สร้างความตระหนัก และมีแนวทางในการทดสอบ/ประเมินภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มแรก รวมถึงนำไปใช้ป้องกันหรือกระตุ้นสมองให้เกิดพฤฒพลัง (Active aging) ต่อไป

 

 

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช

อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

การอบรมรูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น.

 

 

Highlight
  • การทำงานของสมองในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ความชรา
  • การทดสอบและการประเมินความปกติและผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสมองเสื่อม
  • แนวคิดเรื่องการสูงวัยอย่างประสบความสำเร็จ (Successful aging และ Superager)
  • ความฉลาดในวัยชรา (Wisdom) / ต้นทุนสมอง (Cognitive reserve) ของวัยชรา
  • นวัตกรรมในการกระตุ้นสมองของผู้สูงอายุ (Brain stimulation)

 

วัตถุประสงค์ 
  1. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฏี และเครื่องมือวัดทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของสมอง ความฉลาดในวัยชรา ป้องกันและกระตุ้นสมอง
  2. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ไปใช้พัฒนางาน การดำรงชีวิต หรือต่อยอดทางการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาและสมองในวัยชรา

 

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

นิสิตนักศึกษา นักวิจัย คณาจารย์ ผู้สนใจทั่วไป

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ท่านละ 1,000 บาท

(ราคานี้รวมเอกสารประกอบการอบรมและ e-certificate)

 

* บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  5. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 

พิธีเชิญพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระบรมมหาราชวัง

 

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 คณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณาจารย์ บุคลากร นิสิตจุฬาฯ นิสิตเก่าจุฬาฯ และนักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปในการเชิญพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระบรมมหาราชวัง ผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท ตั้งแต่หน้าคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ถึงหน้าสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ
ในการนี้บุคลากรและคณาจารย์คณะจิตวิทยา ได้ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทฯ ครั้งนี้ด้วย และการนี้ คณะจิตวิทยา คณะพยาบาลศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ได้จัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมเครื่องราชสักการะ และเครื่องทองน้อย ณ บริเวณถนนพญาไท

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ร่วมลงนามแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ โถงอาคารจามจุรี 5 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เริ่มต้นการอ่านหนังสือกับลูกน้อยแบบ Shared Book Reading ตามพัฒนาการ

 

Shared Book Reading คืออะไร?

 

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “การเล่านิทานก่อนนอน” (Bedtime Story) แต่ Shared Book Reading มีความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น กิจกรรมนี้ไม่ใช่การที่ผู้ใหญ่นั่งอ่านข้อความในหนังสือให้เด็กฟังในลักษณะที่เด็กเป็นผู้รับสารฝ่ายเดียว แต่ Shared Book Reading คือ “การสร้างปฏิสัมพันธ์แบบสองทาง (Interactive/Dialogic Reading) ระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก โดยใช้หนังสือภาพเป็นสื่อกลาง” หัวใจสำคัญไม่ใช่การอ่านให้ฟัง แต่เป็นการอ่านร่วมกับเด็ก เพื่อให้เด็กได้คิด พูดคุย และมีส่วนร่วมในฐานะ “ผู้เล่าเรื่องร่วม”

 

การอ่านหนังสือร่วมกันกับลูกสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันแรกที่พากลับบ้าน หรือจะรอให้ชีวิตเข้าที่เข้าทางก่อน แล้วเริ่มอ่านตอนลูกอายุประมาณ 2–3 เดือนก็ได้ แม้ว่าในตอนนั้นทารกจะยังไม่เข้าใจคำศัพท์และเนื้อเรื่อง หรือมองภาพยังไม่ชัด แต่สมองของเขาเริ่มทำงานผ่านการรับรู้น้ำเสียงที่นุ่มนวล ทำนองการอ่าน และจังหวะการพูดของพ่อแม่แล้ว

 

เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจและสนุกกับการอ่านกับลูกมากขึ้น โดยไม่เผลอคาดหวังจนเครียด เรามาดู “พัฒนาการพฤติกรรมการอ่านร่วมกัน” ของเด็กในแต่ละช่วงวัย ซึ่งพฤติกรรมแปลก ๆ บางอย่าง (เช่น เอาหนังสือมาแทะ หรือเปิดข้ามหน้า) แท้จริงแล้วคือพัฒนาการที่ปกติและน่าชื่นชมตามช่วงวัยเสียด้วยซ้ำ

 

 

ช่วงแรกเกิด – 1 ขวบ


 

 

ในวัยนี้ เด็กยังไม่เข้าใจระบบสัญลักษณ์หรือตัวอักษร หนังสือสำหรับเขาคือ “ของเล่นชิ้นใหม่” ที่ต้องใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้ ช่วงวัยนี้เด็กจะโตไวมาก และมีการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการที่ก้าวกระโดด จึงขออธิบายแบ่งเป็นช่วงย่อย 3 ช่วง

 

แรกเกิด – 4 เดือน: สนใจเสียงและใบหน้า

 

พฤติกรรมปกติที่พบได้: เด็กจะยังไม่มองหนังสือ ส่วนหนึ่งเพราะสายตายังมองเห็นได้ไม่ดีนัก แต่ช่วงวัยนี้มีสิ่งที่ลูกชอบมองเป็นพิเศษ ก็คือใบหน้าของพ่อแม่ โดยเฉพาะเวลาที่ขยับปากขยับตัวพูดกับเขาด้วยโทนเสียงเดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ หรือ Parentese ที่คุณพ่อคุณแม่ใช้เวลาเล่าเรื่อง

 

อายุ 5–7 เดือน: คว้า จับ และคว่ำหนังสือ

 

พฤติกรรมปกติที่พบได้: เด็กเริ่มเอื้อมมือคว้าหนังสือ ดึง ลูบสัมผัสผิวหนังสือ และสิ่งที่พบบ่อยที่สุดคือ “การเอาหนังสือเข้าปาก” ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของการสำรวจสิ่งของในวัยนี้ หากมีพฤติกรรมเช่นนี้ เราอาจจะให้ลูกได้ถือของอีกสักสิ่งหนึ่ง ให้ลูกได้กัดหรือจับ ระหว่างนั่งดูพ่อแม่เล่าเรื่อง ชี้ภาพในหนังสือไปด้วย

 

อายุ 8–12 เดือน: เริ่มชี้ชวนและเปลี่ยนหน้า

 

พฤติกรรมปกติที่พบได้: เด็กสนใจมองภาพตามที่เราชี้มากขึ้น เริ่มรู้จักพลิกหน้าหนังสือเอง (แม้จะเปิดทีละหลายๆ หน้า) เริ่มเข้าใจวิธีใช้นิ้วชี้ไปยังรูปภาพที่สนใจ และส่งเสียงอ้อแอ้ตอบรับเวลาเราถาม

 

ไอเดียสำหรับพ่อแม่:

ควรเลือกหนังสือผ้า (Cloth books) หรือหนังสือบอร์ดบุ๊คเล่มหนา ๆ (Board books) ที่ทนทาน และไม่มีขอบคม เน้นรูปภาพขนาดใหญ่ สีสันสดใสตัดกันชัดเจน เน้นการอ่านให้เป็นกิจวัตร แม้ลูกจะดูไม่ได้สนใจหรือเข้าใจอะไรนัก ก็ไม่เป็นไร

 

 

 

 

ช่วงอายุ 1 ขวบ


 

เมื่อย่างเข้าสู่วัยเตาะแตะ เด็กจะเริ่มพัฒนา การเป็น “ผู้ร่วมอ่าน” อย่างเห็นได้ชัดขึ้น แต่ความสนใจอาจจะสั้นมากและมักอยู่ไม่นิ่ง

 

พฤติกรรมปกติที่พบได้:

    • ชอบแย่งหนังสือไปถือไว้เอง หรือชอบทำหน้าที่พลิกหน้าหนังสือแต่เพียงผู้เดียว หากเด็กจะถือเองหรือจะพลิกหน้า ก็ให้เด็กทำได้ หาจังหวะชวนชี้ชวนดูสิ่งที่อยู่ในหนังสือในหน้าที่เขาเปิด
    • เด็กมักจะเดินหนีไปเล่นอย่างอื่นกลางคัน หรือนั่งฟังแค่ 1-2 นาทีแล้วก็ลุกไป (พฤติกรรมนี้ไม่ได้แปลว่าเด็กสมาธิสั้น แต่เป็นเพราะพวกเขากำลังเห่อทักษะการเดินและการเคลื่อนไหวร่างกาย)
    • เริ่มชี้ไปที่รูปสัตว์แล้วทำเสียงเลียนแบบ เช่น ชี้ที่หมาแล้วทำเสียง “โฮ่ง ๆ!” และเด็กวัยนี้จะเริ่มพูดคำศัพท์คำเดี่ยว ๆ ได้แล้ว แต่ยังพูดไม่ชัด ลองสังเกตดูว่าเขาชี้ภาพและกำลังเอ่ยคำศัพท์ไปด้วยหรือเปล่า

 

สำหรับพ่อแม่:

ขอพ่อแม่ไม่ต้องพยายามบังคับให้เด็กนั่งนิ่ง ๆ แต่ให้เน้นการอ่านโดยใช้คำที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย (พูดจังหวะยาว-สั้นได้ตามความเหมาะสม เช่น “ดึงงง~” พร้อมทำท่าประกอบ แต่ให้ลดการพูดเป็นประโยคยาว ๆ เช่น “ดึงออกมาแบบนี้ค่ะ” เพราะเด็กวัยนี้ยังจับคำในประโยคได้ไม่ดีนัก จึงควรเน้นเป็นคำสั้น ๆ เพื่อช่วยให้เด็กเชื่อมโยงคำศัพท์กับความหมายได้ดีขึ้น) และแนะนำให้ใช้หนังสือแบบจับขยับได้จริง “Interactive” เช่น หนังสือที่มีพื้นผิวให้จับ (Touch and feel) หรือมีแถบให้ดึง/เลื่อน (Pull-tab books) เพื่อให้เด็กได้ลองจับ ลองสัมผัส และลงมือทำจริงได้ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือกับลูกวัยนี้ง่ายขึ้น

 

 

 

 

ช่วงอายุ 2 ขวบ


 

 

วัยนี้คลังคำศัพท์ในสมองของเด็กกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Vocabulary Spurt) และเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งรอบตัวมากขึ้น

 

พฤติกรรมปกติที่พบได้:

    • พฤติกรรมขออ่านเล่มเดิมซ้ำ ๆ เป็นรอบที่สิบ: พ่อแม่มักจะเบื่อ แต่เด็กมักจะชอบเรื่องราวซ้ำ ๆ หรือเรื่องที่ตัวเองคาดเดาได้ มั่นใจเวลาได้อ่าน
    • หากพ่อแม่ลองแกล้งอ่านผิด หรือข้ามประโยคไป เด็กจะประท้วงและแก้ประโยคให้ถูกต้องได้ เพราะว่าเขาจำเนื้อเรื่องได้หมดแล้ว (ไม่ต้องแกล้งบ่อยนะคะ)
    • เริ่มเชื่อมโยงรูปภาพในหนังสือเข้ากับชีวิตจริง เช่น ชี้รูปแมวในหนังสือแล้วหันมาพูดว่า “เหมือนเหมียว ๆ ที่บ้านเลย”

สำหรับพ่อแม่:

ลองชวนเด็กเล่นทายคำศัพท์ที่หายไปในประโยค โดยการหยุดพูดในคำสุดท้ายของประโยคเพื่อให้เด็กเติมคำเอง และเริ่มเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเล่มนิทานที่อยากอ่านด้วยตัวเอง

 

 

 

 

ช่วงอายุ 3 ขวบ


 

สมองของเด็กวัย 3 ขวบเริ่มมีความคิดเชื่อมโยงหรือใช้เหตุผลแบบง่าย ๆ ได้แล้ว และพวกเขาสามารถพูดคุยโต้ตอบ หรือตั้งคำถามตามเนื้อหาในหนังสือระหว่างการอ่านร่วมกันได้อย่างลื่นไหล

 

พฤติกรรมปกติที่พบได้:

    • ตั้งคำถาม “ทำไม” ตลอดการอ่าน:ทำไมคุณยายต้องใส่แว่น” “ทำไมหมาป่าใจร้าย” การถามมากของเด็ก ไม่ได้เป็นการกวน แต่เกิดจากสมองกำลังฝึกคิด และพยายามทำความเข้าใจตัวละคร
    • สามารถพลิกหน้าหนังสือทีละหน้าได้อย่างประณีตเรียบร้อย
    • ชอบเปิดนิทานอ่านแล้วทำท่าทาง เช่น ทำทีว่าเล่าเรื่องให้ตุ๊กตาฟังหรือให้พ่อแม่ฟัง โดยเล่าจากความทรงจำและจินตนาการของตัวเอง หากลูกทำแบบนี้แล้วเราอยากมีส่วนร่วมให้เข้าไปในฟังแบบเนียน ๆ แต่ขอไม่ให้พูดหยอกล้อหรือขำขันให้เด็กเขิน

 

สำหรับพ่อแม่:

ลองชวนลูกคุยถึงความรู้สึก หรือคิดในบทบาทของตัวละคร เช่น “ถ้าหนูเป็นลูกหมู หนูจะสร้างบ้านด้วยอะไรดีคะ” เพื่อกระตุ้นให้ลูกได้คิดในสถานการณ์ของตัวละคนเพื่อตอบคำถาม และพ่อแม่ก็จะได้ทำความรู้จักความคิดของลูกด้วย

 

 

การอ่านหนังสือร่วมกันกับลูกไม่จำเป็นต้องอ่านด้วยกันจนจบเรื่อง เน้นการพูดคุยโต้ตอบมากกว่าการก้มหน้าก้มตาอ่าน อาจใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ของแต่ละวัน แต่เป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่พ่อแม่ทำร่วมกับลูก ได้พูดคุยกัน หัวเราะด้วยกัน ยิ้มให้กัน ถือเป็นการส่งเสริมทั้งพัฒนาการทางภาษา ฝึกสมอง ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ สร้างความผูกพันความทรงจำที่ดีร่วมกันได้แล้ว

 

 

รายการอ้างอิง

 

Ezell, H. K., & Justice, L. M. (2005). Shared storybook reading: Building young children’s language and emergent literacy skills. Paul H. Brookes

 

Klass, P., Miller-Fitzwater, A., High, P. C., & Council On Early, C. (2024). Literacy Promotion: An Essential Component of Primary Care Pediatric Practice: Policy Statement. Pediatrics, 154(6), e2024069090. https://doi.org/10.1542/peds.2024-069090

 

Salley, B., Neal, C., McGovern, J., Fleming, K., & Daniels, D. (2022). An Exploration of Ready, Set, Share A Book! Intervention for Enhancing Parent Book Sharing with Infants and Toddlers. Early Childhood Education Journal, 52(1), 127–138. https://doi.org/10.1007/s10643-022-01412-4

 

Tanju Aslışen, E. H., & Hakkoymaz, S. (2023). Examining the Criteria for Preferring Illustrated Children’s Books by Parents with 0-3 Years-old Children. Theory and Practice in Child Development3(2), 71–97. https://doi.org/10.46303/tpicd.2023.13

 

Vogler-Elias, D. (2013). Shared Storybook Reading. In F. R. Volkmar (Ed.), Encyclopedia of Autism Spectrum Disorders (pp. 2850-2854). Springer New York. https://doi.org/10.1007/978-1-4419-1698-3_507

 

 


 

 

บทความโดย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์จุฑา นิมมาภิรัตน์

อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ และผู้อำนวยการศูนย์ Life Di (บริหาร)

 

 

พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประพิมพา จรัลรัตนกุล รองคณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วยบุคลากรและนิสิตคณะจิตวิทยา ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2568 ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 อาคาร อปร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 

 

 

โครงการอบรมความรู้พื้นฐานจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ ประจำปี 2566

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วม “โครงการอบรมความรู้พื้นฐานจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ ประจำปี 2566” ซึ่งจะจัดอบรมผ่านโปรแกรม ZOOM ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 24 กรกฎาคม 2566 (วันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 18.00 – 21.00 น.) รวมใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมและสอบวัดผลทั้งสิ้น 27 ชั่วโมง โดย คณาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร

 

 

 

โครงการอบรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านจิตวิทยาให้แก่บุคคลภายนอก และเตรียมความพร้อมทางจิตวิทยาให้แก่ผู้สมัครที่จะเข้ามาศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา แขนงวิชาอุตสาหกรรมและองค์การ ได้มีพื้นฐานทางจิตวิทยาที่จำเป็น เพื่อเตรียมความพร้อมและนำไปต่อยอดในการศึกษารายวิชาที่กำหนดในหลักสูตรในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เนื้อหาการอบรมจะเป็นการปูพื้นฐานให้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาในบริบทการทำงานและบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับทรัพยากรมนุษย์ ได้เรียนรู้และเข้าใจกับคําว่าจิตวิทยา I/O และสร้างความเข้าใจในประเด็นด้านอุตสาหกรรม เช่น กระบวกการคัดเลือก วัดและประเมิน และประเด็นด้านองค์การ เช่น ความพึงพอใจและผลการปฏิบัติงานของบุคลากร แรงจูงใจในการทำงาน เป็นต้น รวมทั้งประเด็นด้านการเรียนรู้และสุขภาวะทางจิตใจของบุคลากรในที่ทำงาน รวมถึงการคาดหวังว่าผู้ที่ผ่านการอบรมไปนั้น จะสามารถนําศาสตร์ทางจิตวิทยาไปประยุกต์พัฒนาบุคลากรและแก้ปัญหาในที่ทำงานเพื่อให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

 

 

 

หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมแต่ละครั้ง ทางผู้จัดโครงการจะอัพโหลดไฟล์วิดีโอการอบรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการ สามารถเข้ามาดูย้อนหลังได้จนถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2566

 

ผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์การวัดผลของโครงการจะได้รับวุฒิบัตรเพื่อใช้ประกอบการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา แขนงวิชาแขนงวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ คณะจิตวิทยา ได้

 

 

เกณฑ์การวัดผล

  • ต้องเข้ารับการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 7 ครั้ง (21 ชั่วโมง)
  • สอบวัดผลข้อเขียน โดยผ่านเกณฑ์การประเมิน 70% ขึ้นไป

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

 

บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว

มีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

 

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วัน
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางไปรษณีย์
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

—————————————– ปิดรับสมัครแล้ว ———————————————-

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย

โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Workshop : เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 4

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 4”

 

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 4” ประจำปี 2568 ในวันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2568 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้อง 614 ชั้น 6 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชราภรณ์ บุญญศิริวัฒน์ อาจารย์พิเศษแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร

 

 

 

 

การเจรจาต่อรอง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาระหว่างครอบครัว การเจรจาทางธุรกิจ เป็นต้น ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับจาก “การเจรจาต่อรอง” ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากและมักจะเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก ๆ เมื่อเราจะต้องประสานงานการทำงานกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรองกับผู้ที่เราจะต้องดำเนินธุรกิจด้วยหรือแม้แต่การเจรจาต่อรองที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมิติอื่น ๆ ได้ เพียงแต่ว่าเรื่องนั้นควรต่อรองหรือไม่ คุ้มหรือไม่กับการต้องต่อรอง หากต้องนิยามคำว่าเจรจาต่อรอง ก็สามารถให้ความหมายแบบกว้าง ๆ คือ กระบวนการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) มีบุคคลร่วมเจรจา 2 ฝ่ายขึ้นไป ถือเป็นกิจกรรมที่มีความทางการ มีการกำหนดจุดยืน มีผลประโยชน์ที่ต้องการแลกเปลี่ยนกัน และมุ่งหวังให้ผลประโยชน์หรือข้อกำหนดนั้นบรรลุความต้องการของทุกฝ่าย

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง” จึงเป็นโครงการสำหรับผู้ที่ต้องเข้าใจในพื้นฐานของการเจรจาต่อรอง โดยมุ่งเน้นการศึกษาไปยังเทคนิคพื้นฐานในกระบวนการของการต่อรอง ว่าการออกไปพบปะผู้คนควรวางแผนและเตรียมตัวล่วงหน้าในการเจรจาอย่างไร จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการคาดหวังว่าผู้ที่ผ่านการอบรมจะสามารถนำเทคนิคดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถรับมือและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

 

 

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมโครงการจากคณะจิตวิทยา

 

 

วิธีการฝึกอบรม
  • ภาคทฤษฎี – โดยการบรรยาย ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
  • ภาคปฏิบัติ – โดยการฝึกปฏิบัติ ระยะเวลา 3 ชั่วโมง

 

 

การอบรมมีอัตราค่าลงทะเบียน ท่านละ 4,500 บาท

(ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรมและวุฒิบัตร)

 

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน
  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วันทำการ
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จะจัดส่งให้ทางอีเมลที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี โทร. 02-218-1307 E-mail: wathinee.s@chula.ac.th

 

 


 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14

 

 

Pride Month 2026: LGBTQ+ ความเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับการยอมรับ

 

เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่มากกว่า 100 ประเทศมีการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของ LGBTQ+ หรือที่เรียกว่า Pride Month ในประเทศไทยเองก็มีขบวนพาเหรดในหลายพื้นที่ เช่น กรุงเทพ เชียงใหม่ อย่างไรก็ตามเดือนนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการที่สังคมจะได้ทบทวนว่า การยอมรับความหลากหลายและความเท่าเทียม มีความหมายอย่างไรในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม

 

ในทางจิตวิทยา การเป็น LGBTQ+ ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิต ไม่ได้เป็นเพราะขาดความอบอุ่นจากการเลี้ยงดู ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ใช่ทางเลือกของชีวิต หรืออาจสรุปว่าคนที่เป็นเกย์ ตุ๊ด ทอม ดี้ เลสเบี้ยน ไบหรืออื่น ๆ เกิดจากความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกันระหว่างปัจจัยทางชีววิทยา พันธุกรรม กระบวนการทางจิต และสภาพแวดล้อม เป็นความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ ไม่ต่างจากการเกิดเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแก้ไข

 

ดังนั้นสิ่งที่มักจะสร้างความเจ็บปวดให้กับ LGBTQ+ ไม่ใช่ที่ตัวตนของเขา แต่คือ แรงกดทับจากสังคมที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง และความเครียดที่มากกว่าคนรักต่างเพศ เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ในสังคม LGBTQ+ มักเผชิญกับการถูกตีตรา ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกคาดหวังให้ปิดบังตัวตน ความเครียดนี้สะสมจากเหตุการณ์และบรรยากาศในชีวิตประจำวัน แม้จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น แต่อาจผ่านการที่ต้องระวังคำพูด ระวังท่าทาง หรือคอยคาดเดาว่าคนรอบตัวจะยอมรับ LGBTQ+ หรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้ต้องใช้พลังใจอย่างมากในแต่ละวัน หากเกิดขึ้นบ่อยและต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และคุณภาพของชีวิต

 

“LGBTQ+ ไม่ควรต้องมีความสามารถมากกว่า ต้องตลกกว่า หรือต้องโดดเด่นกว่า เพียงเพื่อมีชีวิตธรรมดาเหมือนคนอื่น”

 

Pride Month จึงเป็นเดือนที่ LGBTQ+ ได้มีพื้นที่ในการแสดงตัวตน และได้รับรู้ว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยว การติดธงสีรุ้งหรือการมีขบวนพาเหรดเฉลิมฉลอง ไม่ได้แปลว่าคนในสังคมให้การยอมรับความแตกต่างหลากหลายอย่างแท้จริง Pride Month จึงควรเป็นมากกว่าการบอกว่า เรายอมรับความหลากหลาย แต่ควรเป็นการลงมือสร้างสังคมที่ยอมรับความหลากหลายได้อย่างแท้จริง

 

“การทนได้ ≠ การยอมรับ”

 

 

แล้วทำอย่างไรถึงจะสะท้อนการยอมรับได้อย่างแท้จริง?

 

การยอมรับอาจไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างในทันทีและไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ เราสามารถเริ่มได้จากชีวิตประจำวัน สร้างพื้นที่ปลอดภัยในบ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน ให้คนรู้สึกว่าเขาไม่ต้องซ่อนตัวตนเพื่อแลกกับความรัก โอกาส หรือความเคารพ

มาลองสำรวจตัวเองกันดูว่า เราทำได้มากน้อยแค่ไหน

 

  • ฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่รีบสรุปว่า “เป็นแค่ช่วงหนึ่ง” “สับสน” “คิดไปเอง” หรือ “เดี๋ยวก็หาย”
  • ไม่บังคับให้ใครเปิดเผยเพศวิถี การ coming out (เปิดเผยเพศวิถี) ควรเกิดขึ้นเมื่อเจ้าตัวรู้สึกพร้อมและปลอดภัย
  • ไม่ใช้มุกล้อเลียนเรื่องเพศและอัตลักษณ์ การบอกว่า “แค่ล้อเล่นเอง” “แค่ขำ ๆ” หรือการตั้งใจหยอกเล่นแต่คำพูดบางอย่างทำให้คนรู้สึกเสียใจ รู้สึกไม่ดี ไม่ปลอดภัย เจตนาที่ดีไม่ได้ลบล้างความเสียใจที่เกิดขึ้นต่อคนฟัง
  • ไม่ลดทอนตัวตนของ LGBTQ+ ให้เหลือแค่เรื่องเพศ เขาคือคนคนหนึ่งที่มีความชอบ ความสนใจ ความสามารถ ความฝัน ความสัมพันธ์ และคุณค่าเหมือนทุกคน
  • ปฏิบัติต่อ LGBTQ+ เหมือนกับต่อคนรักต่างเพศ เขาไม่ได้มีอะไรแตกต่างเป็นพิเศษไปจากคนรักต่างเพศ ไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องแปลก
  • กล้าทักท้วงเมื่อเห็นการเลือกปฏิบัติ การนิ่งเฉยอาจทำให้การเหยียดหรือล้อเลียน ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
  • ยอมรับว่าตนเองอาจยังไม่เข้าใจทั้งหมดและพร้อมเรียนรู้ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกเรื่องในทันที แต่ควรเปิดใจและไม่ใช้ความไม่รู้เป็นเหตุผลในการทำร้ายคนอื่น
  • ทำทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะเดือน Pride การยอมรับที่แท้จริงควรแสดงผ่านคำพูด การกระทำ นโยบาย และวัฒนธรรมในทุก ๆ วัน ไม่ใช่เฉพาะเดือนมิถุนายนที่จะไม่ล้อเลียนเรื่องเพศ

 

การลดการตีตรา เพิ่มความเข้าใจ การเคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน และการเห็นคุณค่าในตัวตนของคนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะมีเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศแบบใด คือการสร้างสังคมที่ปลอดภัยต่อทุกคนให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้เป็นตัวเองอย่างสง่างาม และเป็นการสร้างพื้นฐานของสุขภาพจิตที่ดี

 

 


 

 

บทความโดย
อาจารย์ ดร.รพินท์ภัทร์ ยอดหล่อชัย

อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ