News & Events

ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์จิตวิทยาตะวันออก–ตะวันตก จัดกิจกรรม Cultural Café

 

วันที่ 30 เมษายน 2569 ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์จิตวิทยาตะวันออก–ตะวันตก ได้จัดกิจกรรม Cultural Café ภายใต้ธีม “Food & Culture” โดยมีคณาจารย์ บุคลากร และนิสิตเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ผู้เข้าร่วมได้นำอาหารจากหลากหลายประเทศมาร่วมแบ่งปัน เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมของตนผ่านอาหาร ภายในงานมีการนำเสนออาหารจากหลายทวีป ตั้งแต่เอเชียไปจนถึงอเมริกา อาทิ แกงไตปลา Mapo Tofu ก๋วยเตี๋ยวพม่า Koshary พายพีแคน Poutine และเมนูอื่น ๆ อีกมากมาย

 

นอกเหนือจากรสชาติอันหลากหลายแล้ว สิ่งที่ทำให้งานนี้พิเศษคือเรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละจาน ผู้ร่วมงานได้แบ่งปันความทรงจำในวัยเด็กที่ผูกพันกับอาหาร วัฒนธรรมและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับอาหารนั้น ๆ งานนี้จึงกลายเป็นการเฉลิมฉลองวัฒนธรรม ความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรม และภาษาสากลของอาหาร ทำให้เห็นว่าอาหารเพียงมื้อเดียวไม่เพียงแค่เปิดการรับรู้ด้านรสชาติ แต่ยังขยายทัศนะของเราด้านวัฒนธรรมอีกด้วย

 

 

 

โครงการอบรมความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาพัฒนาการ ประจำปี 2567

 

โครงการอบรมความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาพัฒนาการ ประจำปี 2567

 

 

 

Faculty of Psychology, Chulalongkorn University ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วม โครงการอบรมความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาพัฒนาการ ประจำปี 2567 โดยอบรมผ่านโปรแกรม ZOOM ระหว่างวันที่ 17 – 25 มิถุนายน 2567 เวลา 18.00 – 21.00 น. และสอบวัดผล ในวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2567 เวลา 18.00 – 21.00 น. รวมใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมและสอบวัดผลทั้งสิ้น 24 ชั่วโมง อบรมและบรรยายโดย คณาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

โครงการอบรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านจิตวิทยาพัฒนาการให้แก่ผู้สนใจทั่วไป และเป็นการปรับพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในทฤษฏีและการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาพัฒนาการให้แก่ผู้ที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา แขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการต่อยอดองค์ความรู้ทางด้านจิตวิทยาพัฒนาการให้แก่ผู้สนใจทั่วไป

 

เนื้อหาการอบรมจะมุ่งเน้นไปที่ พื้นฐานความรู้ด้านจิตวิทยาพัฒนาการ และความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการด้านต่าง ๆ ในแต่ละช่วงวัย โดยคาดหวังว่าผู้ที่เข้ารับการอบรมจะมีความรู้ และความเข้าใจทฤษฎีทางจิตวิทยาพัฒนาการ รวมถึงเนื้อหาในด้านจิตวิทยาพัฒนาการเบื้องต้น เพื่อนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ต่อยอดในการทำความเข้าใจ และสร้างผลงานวิจัยทางด้านจิตวิทยาพัฒนาการในเชิงลึกต่อไปได้

 

 

ผู้เข้าอบรมจะได้รับ วุฒิบัตรเพื่อใช้ประกอบการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา แขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา ได้ผู้เข้าอบรมจะต้องผ่านเกณฑ์การวัดผลดังนี้

  • ต้องเข้ารับการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 6 ครั้ง (18 ชั่วโมง)
  • สอบวัดผลข้อเขียน โดยผ่านเกณฑ์การประเมิน 70% ขึ้นไป

 

 

หัวข้อการฝึกอบรม

 

 

 

หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมแต่ละครั้ง ทางผู้จัดโครงการจะอัพโหลดไฟล์วิดีโอการอบรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการ สามารถเข้ามาดูย้อนหลังได้จนถึงวันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2567 (ลิงค์สำหรับดูย้อนหลังจะถูกจัดส่งทางอีเมล)

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

 

*บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว
มีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ*

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วัน
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จะจัดส่งให้อีเมล กรุณาตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ชื่อ ที่อยู่ และอีเมล
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

—————————————– ปิดรับสมัครแล้ว ———————————————-

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอยโทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

โครงการอบรมความโครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “การบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) สำหรับงานวิจัยทางจิตวิทยา”

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “การบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) สำหรับงานวิจัยทางจิตวิทยา”

 

 

การศึกษาตัวแปรหรือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาในปัจจุบันต่างมุ่งทำความเข้าใจสิ่งเร้าหรือปัจจัยกระตุ้นที่ส่งผลต่อกระบวนการคิด และพฤติกรรมที่แสดงออกมา โดยหัวใจหลักคือการศึกษาอย่างบูรณาการ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และอย่างเป็นระบบมีหลักฐานรองรับ (Evidence-based) การศึกษาคลื่นไฟฟ้าสมอง (Brainwaves) ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือว่าแพร่หลายและยาวนานกว่า 150 ปี ซึ่งองค์ความรู้และงานวิจัยมีมากกว่า 300,000 เรื่อง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ทฤษฎี หลักการ แนวทาง อุปกรณ์ และการเขียนรายงานของการบันทึกและวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าสมองทางด้านจิตวิทยา ถือว่าได้รับการยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตามการบันทึกและวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าสมองมีกระบวนการที่ซับซ้อน ละเอียดอ่อน และท้าทาย ต้องทำความเข้าใจทั้งความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ประสาทจิตวิทยา สรีรวิทยา เพื่อเอื้อให้สามารถออกแบบวิธีการบันทึก การสร้างกิจกรรมทดสอบ การควบคุมการบันทึก การกำหนดค่าการบันทึก การกำจัดหรือลดสัญญาณรบกวน การวิเคราะห์ด้วยเทคนิคสากลประเภทต่างๆ

 

ด้วยความพร้อมของห้องปฏิบัติการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง อุปกรณ์การบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองแบบพกพา บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการบันทึกและวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าสมองทางด้านจิตวิทยา การอบรมระยะสั้น 3 วันเต็มในหัวข้อนี้ จึงออกแบบให้เข้มข้นแต่กระชับครอบคลุมเนื้อหาในเชิงทฤษฎีและลงมือปฏิบัติ โดยคาดหวังให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเบื้องต้น เพื่อให้นำไปต่อยอดต่อไป

 

 

 

 

วิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช

อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

 

การบรรยาย และการฝึกปฏิบัติการ รวมระยะเวลาทั้งหมด 18 ชั่วโมง

 

วันพฤหัสบดีที่ 11 ถึง วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น.
On-site
การบรรยาย ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ชั้น 7 และการฝึกปฏิบัติการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง ณ ห้องปฏิบัติการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง ชั้น 3 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

โครงการอบรมนี้เหมาะสำหรับ

คณาจารย์ นักวิจัย นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ผู้สนใจทั่วไป ที่มีพื้นฐานความรู้ทางด้านจิตวิทยาและสาขาที่เกี่ยวข้อง การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการสร้างกิจกรรมทดสอบ และการวิเคราะห์ข้อมูล

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ท่านละ 12,000 บาท
(ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรมและวุฒิบัตร)

 

* บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ
  4. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่กรอกมาในแบบฟอร์มลงทะเบียน (กรุณาตรวจสอบอีเมลของท่านให้ถูกต้อง)
  5. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 


 

 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน

 

 

โครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ “ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด (THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY)” ปี 2568

 

โครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ

“ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด (THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY)”

ประจำปี พ.ศ. 2568

 

 

 

‘โครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด (THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY)’ เป็นโครงการสําหรับการปูพื้นฐานให้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาการปรึกษา ได้เรียนรู้และเข้าใจในศาสตร์ต่าง ๆ ของจิตวิทยาการปรึกษา และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ การเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา และทฤษฎีหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการปรึกษา รวมถึงการคาดหวังว่าผู้ที่ผ่านการอบรมไปนั้น จะสามารถนําศาสตร์ทางจิตวิทยาการปรึกษาไปประยุกต์ใช้ต่อตนเอง และผู้อื่นให้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีนโยบายผลักดันการเปิดหลักสูตรอบรมระยะสั้น/ชุดรายวิชา ที่มีการรับรองความสามารถ และรองรับการสะสมหน่วยกิตในระบบคลังหน่วยกิต (Credit Bank) ให้กับผู้สนใจเข้าศึกษา และสามารถขอเทียบโอนหน่วยกิตเมื่อเข้ามาศึกษาต่อในหลักสูตรของคณะ ในการนี้คณะจิตวิทยาจึงได้จัดให้มีโครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด (THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY)’ ขึ้นมาเพื่อนำร่องสำหรับผู้ที่สนใจเข้าศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท-เอก) แขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา ระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน – 2 สิงหาคม 2568 (อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม) ณ ห้อง 614 ชั้น 6 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

** โครงการนี้เป็นการเรียนพื้นฐานทฤษฎีทางจิตวิทยาการปรึกษาและจิตบำบัด ไม่มีการฝึกปฏิบัติ ผู้เรียนยังไม่สามารถให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาได้ **

 

 

การอบรมประกอบด้วย

  • บรรยาย
    เปิดสอนแบบชุดรายวิชา (Module) โดยการบรรยายแบ่งเป็น 16 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง (รวมชั่วโมงการบรรยายทั้งสิ้น 48 ชั่วโมง)
  • สอบวัดผล
    จัดสอบ 1 ครั้ง ระยะเวลา 3 ชั่วโมง

 

 

การประเมินผล

  • การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน คิดเป็นร้อยละ 30
  • สอบวัดผลและรายงาน คิดเป็นร้อยละ 70

โดยประเมินผลแบบ Letter Grade มีเกณฑ์การวัดผล ดังนี้

 

Letter Grade
ช่วงคะแนน
A
85 คะแนนขึ้นไป
B+
80 – 84 คะแนน
B
75 – 79 คะแนน
C+
70 – 74 คะแนน
C
65 – 65 คะแนน
D
60 – 64 คะแนน
F
ต่ำกว่า 60 คะแนน

 

 

หลักเกณฑ์การบันทึกระบบคลังหน่วยกิต / เทียบโอนรายวิชาเมื่อเข้าศึกษา

 

Certificate of Achievement
  1. ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเข้าเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จากทั้งหมด 16 หัวข้อ
  2. ผู้เข้าร่วมโครงการต้องสอบผ่านโดยได้รับการประเมินผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 (B ขึ้นไป)
  3. มีระยะเวลาการขอเทียบโอนได้ โดยต้องสอบผ่านโดยต้องได้รับวุฒิบัตรรับรองผลการเรียนและการสะสมหน่วยกิตในระบบคลังหน่วยกิต ของคณะจิตวิทยา มาแล้วไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่ภาคการศึกษาถัดไปจากปีที่เข้าร่วมโครงการ (ผู้เข้าร่วมโครงการประจำปี พ.ศ. 2567 สามารถเทียบโอนรายวิชาได้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 – ปีการศึกษา 2571)

 

Certificate of Attendance
  1. ผู้เข้าร่วมโครงการเข้าเรียนในหัวข้อที่อบรม
  2. มีระยะเวลาเก็บในแต่ละหัวข้อ ตั้งแต่หัวข้อที่ 1 ถึงหัวข้อที่ 16 เป็นระยะเวลา 5 ปี จึงมีสิทธิ์ขอสอบรับวุฒิบัตรรับรองผลการเรียนเพื่อเทียบโอนรายวิชา (Certificate of Achievement)
  3. มีระยะเวลาการขอเทียบโอนได้ โดยต้องเข้าร่วมโครงการครบ 16 หัวข้อ นับตั้งแต่ภาคการศึกษาถัดไปจากปีที่เข้าร่วมโครงการในหัวข้อแรก จนถึงสอบผ่านการอบรมโครงการ รวมแล้วไม่เกิน 5 ปี

 

 

การเทียบโอนรายวิชา

 

รหัสรายวิชา
ชื่อรายวิชา
จำนวนหน่วยกิต
3802601
ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด
THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY
3 (3-0-9)
คำอธิบายรายวิชา
การวิเคราะห์เปรียบเทียบและการประเมินโดยประสบการณ์เกี่ยวกับทฤษฎีและเทคนิคในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด
ทักษะเบื้องต้นในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด งานวิจัยปัจจุบันที่เกี่ยวข้อง
Comparative analysis and empirical evaluation of counseling and psychotherapy theories, and techniques;
basic skills for counseling and psychotherapy; current relevant research.
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
  • เข้าใจและวิเคราะห์จุดเด่น ข้อจำกัดและความแตกต่างระหว่างทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัดที่สำคัญได้
  • สามารถค้นหาและอธิบายทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัดที่ได้รับมอบหมายได้

 

* การเทียบโอนรายวิชาจะสมบูรณ์เมื่อได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และคณะกรรมการบริหารคณะจิตวิทยา ภายในภาคการศึกษาแรกของการเข้าศึกษาในหลักสูตร

 

 

หัวข้อการฝึกอบรม / วิทยากร

 

 

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

 
ประเภทผู้เข้าร่วมอบรม
อัตราค่าลงทะเบียน
1
บุคคลทั่วไป (Early Bird)
18,000 บาท (16 หัวข้อ)
2
บุคคลทั่วไป (หัวข้อละ 2,000 บาท)
20,000 บาท (16 หัวข้อ)
3
* บุคคลทั่วไป สำหรับสอบวัดผล
500 บาท

 

หมายเหตุ

  • บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว มีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  • * ผู้ที่มีสิทธิ์ลงทะเบียนสำหรับการสอบวัดผล ต้องเป็นผู้เคยเข้าร่วมอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและจิตบำบัด (THEORIES OF COUNSELING AND PSYCHOTHERAPY) มาแล้วไม่เกิน 5 ปี และผ่านการทดสอบโดยได้ระดับคะแนนการทดสอบอยู่ระหว่างร้อยละ 60 – 74
  • Early Bird ช่วงระยะเวลารับสมัคร ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568
  • ลงรายหัวข้อ หัวข้อละ 2,000 บาท (โทรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนชำระเงิน)

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาลงทะเบียนเพื่อจองสิทธิ และจะมีเจ้าหน้าที่โครงการฯ ติดต่อไปเพื่อให้ท่านชำระค่าลงทะเบียน
  2. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนภายในเวลาที่กำหนด
  3. เมื่อส่งหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนเรียบร้อยจึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  4. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วันทำการ
  5. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

เปิดรับสมัครในเวลาทำการ ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. (จันทร์ – ศุกร์)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย งานบริการวิชาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tel. 02-218-1307    E-mail: wathinee.s@chula.ac.th

 

 

 

 


คำอธิบายหัวข้อการเรียน

 

1
Why be a counsellor
นักจิตวิทยาการปรึกษาคืออะไร แล้วทำไมเราจึงอยากเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา
2
Difference, Diversity, and Power
ความแตกต่างหลากหลายและมิติทางอำนาจในกระบวนการปรึกษา
3
Wounded Counsellor: Therapeutic Use of Self
ประสบการณ์บาดแผลทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อกระบวนการปรึกษา
4
Psychoanalytic and Psychodynamic Therapy
ทฤษฎีจิตบำบัดแบบจิตวิเคราะห์และพลวัต: เหตุใดทฤษฎีต้นตำรับของจิตบำบัดนี้ยังคงใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน
5
Humanistic Approach – Rogerian Client-Centered Approach
ทฤษฎีจิตบำบัดแบบบุคคลเป็นศูนย์กลาง : เมื่อศักยภาพของมนุษย์เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลง
6
Logotherapy
จิตบำบัดแนวความหมายในชีวิต : แม้ไม่มีอะไรเหลืออยู่ ชีวิตก็ยังมีความหมาย มีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเองเสมอ
7
Gestalt Therapy
จิตบำบัดแนวเกสตัลท์ : สุขภาวะทางจิตดีขึ้นได้ด้วยการตระหนักรู้อย่างเป็นปัจจุบันขณะ
8
Buddhist Approach
จิตวิทยาการปรึกษาเชิงพุทธ : บูรณาการพุทธธรรมสู่การดูแลใจเชิงจิตวิทยา
9
Adlerian Therapy & Behavioral Therapy
จิตบำบัดแบบแอดเลอเรียนเพื่อการเข้าใจและแก้ไขปมในใจที่บ่มเพาะในวัยเด็ก และจิตบำบัดมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม : เมื่อความสุขและความทุกข์กำหนดโดยสิ่งแวดล้อม
10
Cognitive Behavioural Therapy:
The Gold Standard for Depression and Anxiety
จิตบำบัดแบบมุ่งเน้นความคิดและพฤติกรรมนิยม : จิตบำบัดที่ได้รับการยอมรับสำหรับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล
11
Acceptance and Commitment Therapy
จิตบำบัดแนวการยอมรับและพันธสัญญา : ยอมรับความท้าทาย พร้อมยืนหยัดต่อความหมายในชีวิต
12
Couple and Family Therapy
พื้นฐานจิตวิทยาความสัมพันธ์และครอบครัว
13
Reality Therapy
การปรึกษาแบบเผชิญความจริง : ชีวิตมีทางเลือก เมื่อทางเลือกเปลี่ยน
ชีวิตเปลี่ยน ค้นหาทางเลือกสู่ชีวิตที่ปรารถนา
14
The Controversy of Diagnosis
มองข้อถกเถียงเกี่ยวกับการวินิจฉัยในศาสตร์จิตวิทยาการปรึกษาในมุมต่าง ๆ
15
Art Therapy
ศิลปะบำบัดในศาสตร์กระบวนการปรึกษา
16
Therapeutic Relationship: A significant predictor of
therapeutic outcome
สัมพันธภาพในกระบวนการปรึกษา : ปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของจิตบำบัด

 

 


 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ

 

ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14

 

 

 

กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนเมษายน 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ

 

วันที่ 24 เมษายน 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และคุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนเมษายน 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ ซึ่งจัดโดยธรรมสถาน ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ งานนี้มี ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธาน และมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารและบุคลากรคณะ สถาบัน หน่วยงาน และนิสิตจุฬาฯ ร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์ 9 รูป จากวัดสระเกศ
นอกจากนี้ เนื่องในวาระเทศกาลสงกรานต์และวันขึ้นปีใหม่ไทย ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนิสิต ได้ร่วมพิธีรดน้ำขอพรอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคลสืบไป

แสดงความยินดีกับอาจารย์ที่ได้รับการกำหนดตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาจิตวิทยา

 

คณะจิตวิทยาขอแสดงความยินดีกับ
  • อาจารย์ ดร.วรัญญู กองชัยมงคล
ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” สาขาวิชาจิตวิทยา โดยการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ในการประชุมครั้งที่ 911 วันที่ 25 มีนาคม 2569

หลาย ๆ ประเทศทั่วโลก เริ่มขยับปรับกฎหมายจำกัดอายุเยาวชนในการใช้โซเชียลมีเดีย ที่มาและเหตุผลคืออะไร? แล้วพ่อแม่ไทยควรปรับแนวทางการดูแลลูกกับสื่อหน้าจออย่างไร?

 

จากข้อมูลที่ผ่านมา มีจำนวนเยาวชนมีที่ปัญหาด้านสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น จนเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤต ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพัฒนาการเด็กได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการรับชมสื่อหน้าจอ รวมถึงการแนะนำให้ผู้ปกครองร่วมชมกับลูก ให้คำแนะนำกับลูก สังเกตเนื้อหาที่ลูกรับชม และมีปฏิสัมพันธ์หน้าจอกับลูก แต่ทุกวันนี้ ด้วยความที่โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว รวมถึงตัวเลขที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์สุขภาพจิตของเยาวชนก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ก็เริ่มเกิดคำถามว่า คำแนะนำ และการตักเตือนจากผู้เชี่ยวชาญให้ที่พ่อแม่ช่วยกำกับดูแลลูกกันเองภายในครอบครัว ยังเพียงพออยู่ไหม หรือเราจำเป็นต้องมีกฎหมายบังคับใช้เพิ่มเติม เพื่อกำกับดูแลคุณภาพชีวิตเยาวชนในประเทศ

 

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่เปิดประเด็นนี้ด้วยการออกกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวในแพลตฟอร์มหลัก ๆ อย่าง Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และ Snapchat เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้มีองค์ประกอบของการติดตามผู้อื่น เปิดเผยตัวตน และการได้สนทนาตอบโต้กับผู้อื่น กฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มสร้างกระบวนการคัดกรองที่รัดกุมยิ่งขึ้นในการตรวจสอบอายุของเจ้าของบัญชีในการลงทะเบียนเข้าร่วม และออกแบบให้ผู้ใช้ที่มีบัญชีอยู่ก่อน แต่อายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่สามารถใช้งานบัญชีได้ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กฎหมายนี้ไม่มีการเอาผิดที่ตัวเยาวชนและผู้ปกครอง แต่จะเน้นไปบังคับใช้กับบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มให้ออกแบบระบบการตรวจสอบและคัดกรองอายุผู้ใช้อย่างรัดกุม

 

ทั้งนี้กฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามเยาวชนใช้แพลตฟอร์มการสื่อสาร เช่น Messenger Kids, Line, และ WhatsApp เป็นต้น และหากเข้าชม YouTube แบบไม่มีการสร้างบัญชีก็สามารถทำได้ แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ เช่น Fortnite, Roblox, และ Minecraft ก็ไม่ได้ห้ามใช้ เพราะถือว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เน้นเล่นเกมซึ่งเป็นการแสดงทักษะความสามารถเป็นหลัก การนำเสนอตัวตนและการสนทนาในเกมถือเป็นเรื่องรอง ส่วนแพลตฟอร์มที่ให้ข้อมูลสุขภาพและที่เป็นการเรียนรู้ก็ยังใช้งานได้โดยปกติ ไม่มีการจำกัดอายุแต่อย่างใด

 

 

แล้วกฎหมายนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร? ทำไมการโพสต์ การกดติดตาม และการนำเสนอตัวตนออนไลน์ ถึงเป็นภัยต่อวัยรุ่น?

 

 

เริ่มเร็วไป ไม่ใช่เรื่องดี จากงานวิจัยที่เก็บข้อมูลกลุ่มบุคคลอายุตั้งแต่ 8-80 ปี จำนวน 84,000 กว่าคน เพื่อศึกษาผลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อความพึงพอใจในชีวิต พบว่า การเริ่มใช้โซเชียลมีเดียในช่วงอายุน้อย ๆ เชื่อมโยงกับความพึงพอใจในชีวิตของเด็กวัยรุ่น วัยรุ่นหญิงช่วงอายุ 11-13 ปี และวัยรุ่นชายช่วงอายุ 14-15 ปีคะแนนให้ความพึงพอใจในชีวิตของลดน้อยลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่น ๆ ข้อค้นพบจากงานวิจัยเช่นนี้ เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมกฎหมายออสเตรเลียจึงจำกัดไม่ให้วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นของตนเอง

 

สมองส่วนตอบสนองทำงานเต็มที่ แต่สมองส่วนควบคุมกำลังพัฒนา พัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นเปรียบเหมือนรถที่สามารถวิ่งได้เร็วฉิว แต่ระบบตรวจจับความเร็วและระบบเบรกยังอยู่ระหว่างการพัฒนา วัยรุ่นตื่นตัวกับวงจรของการรับรางวัลจากการได้ยอดวิว ยอดไลก์ เนื่องจากการทำงานสมองส่วน Ventral striatum และการทำงานของสารสื่อประสาทโดพามีน ที่ทำหน้าที่ตอบรับสิ่งเร้าเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี หากวัยรุ่นอยู่กับระบบรับรางวัลเหล่านี้ไปนาน ๆ (feedback loop) ก็จะต้องโพสต์เพิ่มอย่างต่อเนื่องเพื่อรับผลตอบแทนเหล่านี้ และหากยอดการตอบสนองลดลงไปก็จะรู้สึกขาดหาย ต้องหาทางทำให้ได้ผลตอบรับต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ตนรู้สึกถึงการยอมรับจากสังคมและผู้คน เมื่อสมองถูกกระตุ้นด้วยระบบรับรางวัลเช่นนี้ ก็จะยิ่งยากที่จะพาตัวเองออกจากวงจรที่เคยชินนี้ เพราะสมองส่วนหน้า prefrontal cortex ที่เป็นสมองที่ดูแลเรื่องการคิดไตร่ตรอง ยับยั้งชั่งใจ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและจะพัฒนาเต็มที่เมื่อถึงอายุประมาณ 25 ปี การให้วัยรุ่นเข้าใช้โซเชียลมีเดียเร็วเกินไป อาจจะไม่ส่งผลดี เพราะพัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นนั้นยังไม่พร้อมรับมือกับระบบรางวัลจากกิจกรรมออนไลน์เหล่านี้

 

การนำเสนอตัวตนออนไลน์ และการยึดติดกับยอดไลก์ อาจยิ่งทำให้วัยรุ่นสับสนกับอัตลักษณ์ตัวตน ความสุขและทุกข์ของวัยรุ่นโดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับการได้รับการยอมรับจากสังคมและกลุ่มเพื่อน วัยรุ่นส่วนหนึ่งจึงเลือกที่จะแสดงตัวตนตามที่สังคมคาดหวัง หรือแสดงตัวตนตามแบบผู้อื่น (performative identity) แทนที่จะแสดงตัวตนที่แท้จริง (authentic identity) วงจรของการบิดเบือนตัวตน เพื่อหวังยอดไลก์ยอดติดตามนั้น ยิ่งถ่วงเวลาให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ ปิดโอกาสที่จะทำความรู้จักความชอบความสนใจของตนเองอย่างแท้จริง แต่กลับไปผูกโยงตัวตนของตนเองเข้ากับการยอมรับจากคนในโลกโซเชียลมากกว่าที่จะทำความเข้าใจและยอมรับภาพลักษณ์ของตนเอง มักคิดเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในทางที่มองว่าเขาดีกว่า รวยกว่า หน้าตาดีกว่า จนอาจไปลดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (self-esteem) หวั่นไหวกับคำพูดคำวิจารณ์ที่กลายเป็นกระจกสะท้อนตัวตน ตอกย้ำความรู้สึกลบ ๆ และจมกับความทุกข์ได้

 

เนื้อหาผลิตซ้ำ ตอกย้ำเรื่องราวดี ๆ ของคนอื่น… ที่ไม่ใช่ฉัน เนื้อหาในโซเชียลมีเดียมักเป็นเรื่องราวความสำเร็จ ความสวยงาม การท่องเที่ยว การกินดีอยู่ดี หุ่นดี สุขภาพดี เพราะเจ้าของบัญชีส่วนใหญ่ก็อยากจะแชร์สิ่งที่ดี ๆ ที่ผ่านการคัดสรรจากรูปหรือวิดีโอที่ผ่านการปรับแต่งและตัดต่อมาเป็นอย่างดี และด้วยอัลกอริทึมที่ผลักดันเนื้อหาเหล่านี้ พอยิ่งมีคนกดไลก์มาก ก็ยิ่งปรากฏในฟีดมากขึ้นเช่นกัน การดูเนื้อหาจากโซเชียลมีเดียจึงมักสร้างภาพลวงตาที่ไม่สมมาตรกับความเป็นจริง (asymmetric visibility) ว่าเรื่องดี ๆ ความงาม ความสำเร็จของคนอื่น ๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่แท้จริงแล้วมาจากการเพิ่มการมองเห็นจากระบบที่ไม่สะท้อนภาพจริง ๆ ในสังคม ภาพปรุงแต่งเหล่านี้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อวัยรุ่น เพราะเป็นวัยที่ยังขาดประสบการณ์ชีวิตที่ได้เห็นความหลากหลายของชีวิตคนโดยทั่วไปในสังคม การนำเสนอที่เกินจริงที่พบเจอจากหน้าจอโซเชียลมีเดีย วัยรุ่นจึงอาจหลงคิดไปว่าภาพเหล่านี้คือภาพจริง

 

ข้อมูลมากมาย ไม่รู้จบ และไม่อยากตกเทรนด์ ด้วยธรรมชาติของโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหามากมายไม่รู้จบ ตราบใดที่วัยรุ่นกดเข้าไปในฟีด ก็จะมีคอนเทนต์มากมายให้เสพติดเพลิดเพลินจนลืมเวลา แถมหากมีประเด็นสังคมที่กำลังมาแรง ก็จะอดใจยาก อยากเข้าไปติดตามข่าว รวมถึงอ่านโพสต์ อ่านคอมเมนต์ (fear of missing out: FOMO) นอกจากเวลาที่สูญเปล่าไปแล้ว ยังมีผลทางจิตวิทยาที่อาจสร้างความเครียดจากการเสพเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ที่อาจนำไปสู่ความเครียดเรื้อรังได้หากรับชมแต่เนื้อหาทางลบ เรื่องตึงเครียด เรื่องน่ากลัว การกลั่นแกล้ง หรือเนื้อหาที่ตอกย้ำความด้อยค่าของตนเอง เนื้อหาเหล่านี้มักมียอดเข้าชมสูง และแพลตฟอร์มก็มักจะเปิดการมองเห็นเนื้อหาเหล่านี้ เป็นการสร้างวงจรความคิดที่จมจ่อมกับความเครียด (rumination) รวมถึงการเสพสื่อเหล่านี้ทำให้วัยรุ่นมีเวลานอนที่ลดลง ที่ล้วนเป็นภัยต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น

 

ผลสำรวจพบว่าวัยรุ่นทั่วโลกยังขาดทักษะการเข้าใจและรู้เท่าทันสื่อดิจิตทัล (digital literacy) ผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์จำนวนมากยังขาดทักษะดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับการใช้งานอย่างปลอดภัย เช่นการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เด็กและวัยรุ่นมักไม่ตระหนักถึงประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวและผลกระทบระยะยาวของพฤติกรรมออนไลน์ที่เสี่ยงหรือไม่เหมาะสม การโพสต์ที่ผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ เช่น โพสต์/แชร์ข้อมูลเท็จ การตัดต่อ การหมิ่นประมาท วัยรุ่นอาจไม่สามารถรู้เท่าทันได้ว่าโซเชียลมีเดียนั้นออกแบบมาเพื่อดึงดูด ชักจูง และควบคุมการใช้งานให้ได้ต่อเนื่องยาวนาน เพื่อผลกระโยชน์ทางการตลาดและการค้า

 

 

จะเห็นได้ว่าที่ประเทศออสเตรเลียออกกฎหมายนี้มา ก็เพื่อช่วยปกป้องสวัสดิภาพของเด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ให้ไปพบเจอกับเนื้อหาทางลบ และวงจรตอบสนองในโซเชียลมีเดียที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตและรบกวนพัฒนาการทางสมอง หลังจากนั้นประเทศฝรั่งเศส สเปน กรีซ นอร์เวย์ เดนมาร์ก เยอรมนี สหราชอาณาจักร บางรัฐในสหรัฐอเมริกา บราซิล รวมถึงประเทศในเอเชียอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย จีนและอินเดีย ก็เริ่มออกกฎหมายในลักษณะเช่นเดียวกัน โดยมีรายละเอียดและจำกัดอายุที่แตกต่างกันออกไป

 

ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจำกัดอายุการใช้โซเชียลมีเดียออกมา ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล แต่ก็มีกฎหมายที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ ดังนั้น เราจึงควรตื่นตัวในประเด็นนี้ และดูแลลูกหลานในครอบครัวให้สามารถใช้โซเชียลให้เป็นประโยชน์ และคัดกรองรับเนื้อหาที่มีคุณภาพ ในช่วงวัยที่เหมาะสม

 

 

แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยกำกับดูแลลูกวัยรุ่นในเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคน?

 

  • ควรประวิงเวลาการมีบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวของลูกออกไปให้ช้าที่สุดจนกว่าจะถึงอายุ 16 ปี หากอ้างอิงตามเกณฑ์อายุที่กฎหมายออสเตรเลียและอินโดนีเซียบังคับใช้
  • หากลูกวัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ได้มีบัญชีเป็นของตัวเองแล้ว การห้ามไม่ให้ใช้ หรือบีบบังคับให้ลบบัญชีทิ้ง อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่โตขึ้นได้ ลูกอาจเกิดความไม่พอใจ แอบเข้าใช้ และปกปิดไม่ให้พ่อแม่รู้ เพราะลูกจะมองว่าเป็นการพรากสิทธิ์ที่เคยได้รับโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ
  • พ่อแม่สามารถสังเกตการใช้งานของลูก ตักเตือนเรื่องความปลอดภัย แนะนำเรื่องการตั้งค่าความปลอดภัย การปกป้องข้อมูลส่วนตัว ให้ข้อมูลเรื่องหลุมพรางของโซเชียลมีเดียที่มักจะนำเสนอข้อมูลเฉพาะด้านที่อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด และหลักการของอัลกอรึทึมที่ออกแบบมาให้ดึงดูด กระตุ้นความสนใจอย่างต่อเนื่อง
  • ควรเตือนลูกเกี่ยวกับภัยไซเบอร์อย่างการสแกม การหลอกลวง การล่อลวงโดยสร้างความไว้ใจ รวมถึงการสร้างร่องรอยทางดิจิทัล (digital footprint) ที่อาจส่งผลเสียต่อตัวลูกในอนาคต
  • รักษาสมดุลระหว่างหน้าจอกับหน้าจริง ลูก ๆ มีกิจกรรมหน้าจอได้ โดยมีกำหนดเวลาชัดเจน ชมเนื้อหาที่เหมาะสมตามวัย มีรูปแบบของเนื้อหาหน้าจอที่หลากหลาย โดยเน้นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ทั้งแบบรับชมทางเดียว (passive) แบบร่วมมีปฏิสัมพันธ์ (interactive) แบบสร้างเสริมทักษะเฉพาะต่าง ๆ การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และแบบกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น วิดีโอที่ชวนทำกิจกรรมหน้าจอที่ให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย รวมถึงการเล่นเกม การแชท ที่ให้ลูกได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ควรสนับสนุนการพบปะผู้คน การออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกหน้าจอด้วย
  • ลดการรับชมเนื้อหาที่ดึงดูดความสนใจ แต่มีคุณค่าต่ำ เช่น คลิปสั้นเลื่อนต่อเนื่องไม่รู้จบที่มีเนื้อหาซ้ำ ๆ ข่าวดราม่า รวมถึงคลิปสั้นที่ให้ความรู้ผิวเผิน
  • ลูกวัยรุ่น ไม่ค่อยอยากทำตามกฎที่พ่อแม่บอกให้ทำ การให้ลูกเสนอกำหนดเวลาการใช้หน้าจอ โดยมีพ่อแม่ช่วยกำกับดูแล ช่วยเตือน จะได้ผลดีกว่าสำหรับลูกในวัยนี้
  • แทนที่พ่อแม่จะคอยบอกให้ลูกหยุดดูหน้าจออยู่ทุกครั้ง ควรฝึกให้ลูกลองกำกับตนเอง ลองสำรวจความเมื่อยล้าทางกายและสายตา ให้วางแผนกำกับพฤติกรรมเอง เรียนรู้ที่จะเตือนตนเอง ซึ่งกระบวนการนี้อาจต้องให้เวลาลูกวัยรุ่นในการลองผิดลองถูก เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเองหากทำไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ส่วนพ่อแม่ก็คอยให้กำลังใจและแนะนำ
  • รักษาสมดุลระหว่างระหว่างกิจกรรมเนือยนิ่ง กับกิจกรรมทางกาย การอยู่หน้าจอมักเป็นการนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ใช้กำลังกายต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรแนะนำ ชักชวนให้ลูกวัยรุ่นพักจากหน้าจอ ออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายด้วย
  • กิจกรรมหน้าจอ ควรใช้แต่พอดี โดยต้องไม่เบียดบังเวลาเรียน หน้าที่และความรับผิดชอบตามวัยของลูก
  • พ่อแม่ควรมีการสื่อสารแบบเปิด โดยการสร้างบรรยากาศให้ลูกกล้าพูดคุยอย่างเปิดเผย ถึงเรื่องที่เจอในโซเชียล ให้ลูกรับรู้ว่าพ่อแม่เปิดใจรับฟัง ไม่ด่วนตัดสิน
  • กระบวนการนี้ สมาชิกในครอบครัวทุกคนควรร่วมมือกัน หากต้องการให้ลูกวัยรุ่นลดปริมาณการใช้หน้าจอและโซเชียลมีเดีย พ่อแม่ก็ต้องทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างด้วยเช่นกัน

 

 

การกำกับดูแลการใช้โซเชียลมีเดียของลูกวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการ “ห้าม” หรือ “ควบคุม” แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการให้เสรีภาพกับการดูแลอย่างเหมาะสม พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการเป็นทั้ง “ผู้แนะนำ” และ “ผู้ร่วมเรียนรู้” ไปกับลูก ช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างและไว้วางใจกันในครอบครัว เมื่อวัยรุ่นค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะกำกับตนเองได้ดีขึ้น ก็จะสามารถใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

 

 

 

อ้างอิง

 

Avci, H., Baams, L. & Kretschmer, T. A. (2025).Systematic Review of Social Media Use and Adolescent Identity Development. Adolescent Res Rev 10, 219–236  https://doi.org/10.1007/s40894-024-00251-1

 

eSafety Commissioner. (2026, March 8). Social media age restrictions.
https://www.esafety.gov.au/about-us/industry-regulation/social-media-age-restrictions

 

European Commission. (2023, November 16). Lagging digital literacy among 14-year-olds across the EU, study finds.
https://education.ec.europa.eu/ro/news/lagging-digital-literacy-among-14-year-olds-across-the-eu-study-finds

 

Orben, A., Przybylski, A.K., Blakemore, SJ. et al. (2022). Windows of developmental sensitivity to social media. Nat Commun 13, 1649 https://doi.org/10.1038/s41467-022-29296-3

 

Przybylski, A. K., & Weinstein, N. (2017). A Large-Scale Test of the Goldilocks Hypothesis: Quantifying the Relations Between Digital-Screen Use and the Mental Well-Being of Adolescents: Quantifying the Relations Between Digital-Screen Use and the Mental Well-Being of Adolescents. Psychological Science, 28(2), 204-215. https://doi.org/10.1177/095679761667843

 

Sandra, L. (2026). Modeling adolescent online risk-taking through digital literacy and parental mediation in Indonesia. Cogent Psychology, 13(1). https://doi.org/10.1080/23311908.2026.2624803

 

 

 


 

 

 

บทความโดย
ผศ. ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน
ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “Schema-Focused Psychotherapy for Challenging Clients” รุ่นที่ 3

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ

Schema-Focused Psychotherapy for Challenging Clients: Integrating CBT, Psychodynamic, and Gestalt Approaches รุ่นที่ 3

 

สำหรับนักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาการปรึกษา นักจิตบำบัดและผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตที่มีความรู้เกี่ยวกับจิตบำบัด

 

 

วันที่ 2-3 กรกฎาคม 2569  เวลา 9.00-17.30 น. (รวมจำนวน 15 ชั่วโมง)
ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

เนื้อหาการอบรม
  • แนวคิดและทฤษฎีจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นโครงข่ายความคิด อารมณ์และความรู้สึก (Schema-Focused Psychotherapy)
  • ขั้นตอนกระบวนการจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นโครงข่ายความคิด อารมณ์และความรู้สึก (Schema-Focused Psychotherapy)

 

วิทยากร
  • รศ. ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี (Ph.D. in Clinical Psychology, The University of Queensland ประเทศออสเตรเลีย)

 

อัตราค่าลงทะเบียน

6,600 บาท | รับจำนวน 25 ที่นั่ง
รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการอบรม และประกาศนียบัตรการเข้าร่วมการฝึกอบรม

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เบอร์โทรศัพท์โครงการ : 092-268-2385

อีเมล : psychulaworkshop@gmail.com

 

 

 

 

 

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจิตบำบัดแบบมุ่งเน้นอารมณ์สำหรับคู่รัก รุ่นที่ 5

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจิตบำบัดแบบมุ่งเน้นอารมณ์สำหรับคู่รัก รุ่นที่ 5 โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ

Learning Emotionally Focused Couple Therapy (EFT): An Introduction to Comprehensive Theory, Basic Skills, and a Step-by-Step Process

 

การอบรมนี้มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน ทักษะที่สำคัญและกระบวนการตามแนวคิด Emotionally Focused Couple Therapy (EFT) เหมาะสำหรับนักจิตวิทยา หรือผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิต จัดโดย ศูนย์สุขภาวะทางจิต (Center for Psychological Wellness) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

วันที่ 07-09 มีนาคม 2569 เวลา 9.30 – 16.30 น.
ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

วิทยากร

 

รับจำนวนจำกัด 25 ท่าน เท่านั้น

 

ลงทะเบียนทาง: https://forms.gle/TU3Xb1aG7YVL6WkB8
หนังสือเชิญ:

 

 

เนื้อหาการอบรม
  • แนวคิดและทฤษฎีจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • ทักษะที่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงาน จิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • กระบวนการและกลไกของจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • ขั้นตอนจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)

 

อัตราค่าลงทะเบียน
  • 8,500 บาท (อัตราค่าลงทะเบียนนี้ รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารการอบรมและประกาศนียบัตรสำหรับผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 80% ของเนื้อหา)

 

*การยกเลิกการลงทะเบียน ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าลงทะเบียนทุกกรณี*

 

 

 

 

ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เบอร์โทรศัพท์โครงการ : 092-268-2385
อีเมล : psychulaworkshop@gmail.com

กิจกรรม Journal Club ประจำเดือนเมษายน 2569

 

วันที่ 1 เมษายน 2569 ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์จิตวิทยา ตะวันออก–ตะวันตก ได้จัดกิจกรรม Journal Club ประจำเดือนเมษายน 2569 โดยมี ผศ. ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์ เป็นผู้นำเสนอและแลกเปลี่ยนประเด็นการวิจัยในหัวข้อ “Sarcasm Perception Across Cultures” จากผลงานตีพิมพ์เรื่อง “Individual Differences in Sarcasm Interpretation and Use: Evidence From the UK and China”