ข่าวและกิจกรรม

คณะจิตวิทยาร่วมรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ณ อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทรงบาตร เนื่องในโอกาส 109 ปี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

 

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 คณะจิตวิทยา นำโดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี เข้าร่วมการเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ณ อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทรงบาตร เนื่องในโอกาส 109 ปี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

 

ในโอกาสนี้ คณะจิตวิทยาได้ทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือ “นิทานชูใจ” จำนวน 10 เล่ม แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นหนังสือนิทานเชิงจิตวิทยาที่พัฒนาขึ้นจากผลงานวิชาการและนวัตกรรมของคณะจิตวิทยา ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของเด็กและผู้ปกครอง ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการนำไปเผยแพร่และแจกจ่ายแก่ผู้ที่สนใจต่อไป

 

ขอแสดงความยินดีกับ คุณพัชรินทร์ อรุณเรือง นิสิตปริญญาเอก ที่ได้รับทุนวิจัยจาก วช.

 

คณะจิตวิทยาขอแสดงความยินดีกับ คุณพัชรินทร์ อรุณเรือง นิสิตปริญญาเอก สาขาวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้รับ “การสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรม ทุนพัฒนานักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประกาศ ณ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

 

 

 

 

ขอแสดงความยินดีกับ รศ. ดร.ดร.กุลยา พิสิษฐ์สังฆการ ในโอกาสที่ได้รับ “รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติด้านการเรียนการสอน”

 

คณะจิตวิทยาขอแสดงความยินดีกับ รศ. ดร.ดร.กุลยา พิสิษฐ์สังฆการ อาจารย์ประจำคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แขนงวิชาจิตวิทยาคลินิก และจิตวิทยาการปรึกษา ในโอกาสที่ได้รับ “รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติด้านการเรียนการสอน” กองทุนกาญจนาภิเษกเฉลิมพระเกียรติ ประจำปี 2567 รางวัลระดับดีมาก ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณารางวัลเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานด้านการเรียนการสอนสำหรับอาจารย์รุ่นใหม่และรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติอาจารย์ด้านการเรียนการสอน ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 และโดยการเวียนเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2568

 

รางวัลนี้เป็นรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติอาจารย์ที่ปฏิบัติงานด้านการเรียนการสอน ซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มีความมุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนควบคู่กับภาระงานด้านการวิจับ กิจการนิสิต การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

 

 

 

ผลงานนิสิตคณะจิตวิทยา ในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 (SEAGAMES 2025) ประเทศไทย

 

นิสิตนักกีฬาจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้ประเทศไทยและมหาวิทยาลัย คว้าเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2025 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568

 

 

นิสิตคณะจิตวิทยาที่ทำผลงานมีดังต่อไปนี้

 

  • นางสาวปัฌรวี ชยวรารักษ์ นิสิตคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ชั้นปีที่ 3 ได้รับหนึ่งเหรียญทองใน ประเภท Women Team และหนึ่งเหรียญเงินในประเภท Women’s Duet ในการแข่งขันว่ายน้ำลีลา

 

 

 


 

 

  • นางสาวทิพย์วรินทร ญาณกรธนาพันธุ์ นิสิตคณะจิตวิทยา ชั้นปีที่ 3 และนางสาวธมิดา กุลธาดาปกรณ์ นิสิตคณะจิตวิทยา ชั้นปีที่ 1 ได้รับหนึ่งเหรียญทองในการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็ง ประเภททีมหญิง 

 

 

 

 


 

 

 

  •  นางสาวชญานุศภัฒค์ ชินนะเกิดโชค นิสิตคณะจิตวิทยา ชั้นปีที่ 3 ได้รับรางวัลเหรียญทองแดงในการแข่งขันฟันดาบสากล ประเภท Team Foil

 

 

 

 


 

 

 

นอกจากนี้ นางสาวมนต์ลดา เกสบุญลือ นิสิตคณะจิตวิทยา ชั้นปีที่ 1 เป็นหนึ่งในทีมตัวแทนนักกีฬาระบำใต้น้ำที่ได้เข้าร่วมในการแสดงช่วงที่ 3 ของพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่มีชื่อว่า “WE ARE ONE – WE ARE CONNECTED BY THE SEA – สายน้ำหลอมดวงใจเป็นหนึ่งเดียว” เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน

 

 

 

 

โครงการ Intercultural Development: Student Exchange and Cross-Cultural Research Program

 

ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์จิตวิทยา ตะวันออก-ตะวันตก คณะจิตวิทยา ร่วมกับ Wenzhou-Kean University (Center for Behavioral Research Across Cultures) ได้จัดโครงการ Intercultural Development: Student Exchange and Cross-Cultural Research Program โดยเมื่อวันที่ 7 – 15 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา อาจารย์ ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช และ อาจารย์ ดร.พูลทรัพย์ อารีกิจ ได้นำนิสิตระดับปริญญาโท จำนวน 3 คน และนิสิตระดับปริญญาตรี จำนวน 8 คน เดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ และวัฒนธรรม รวมถึงนำเสนอผลงานวิจัย ณ Wenzhou-Kean University และ Department of Psychology and Behavioral Sciences, Zhejiang University สาธารณรัฐประชาชนจีน

 

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในบริบททางวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้นิสิตได้พัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยข้ามวัฒนธรรม ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอนและงานวิจัยด้านจิตวิทยาในระดับนานาชาติต่อไป

 

 

 

การกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม – Assertiveness

 

การกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม หมายถึง การที่บุคคลสามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตนออกมาได้อย่างเหมาะสม เปิดเผย และเป็นไปตามธรรมชาติ ปราศจากความวิตกกังวลทางอารมณ์ สามารถเรียกร้องสิทธิของตนได้ มีการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพ สามารถรักษาสัมพันธภาพระหว่างบุคคลได้

 

 

Bower และ Bower (1976) ได้อธิบายลักษณะของการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมประกอบด้วย 12 ลักษณะ ตังนี้

 

  1. การพูดแสดงความรู้สึก – บุคคลสามารถแสดงความชอบและความสนใจออกมาได้ว่าตนรู้สึกอย่างไร มีความคิดเช่นไร โดยสามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาอย่างตรงไปตรงมาได้อย่างเหมาะสม
  2. การพูดเกี่ยวกับตนเอง – เมื่อบุคคลแสดงพฤติกรรมหรือกระทำสิ่งที่มีคุณค่า บุคคลสามารถบอกเล่าเรื่องราวของตนเองกับคนรอบข้าง โดยไม่ผูกขาดการสนทนาไว้แต่เพียงผู้เดียว ไม่พูดจาโอ้อวด และสามารถพูดถึงความสำเร็จของตนได้อย่างเหมาะสม
  3. การพูดจาทักทายปราศรัย – บุคคลสามารถแสดงความเป็นมิตร และสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลที่ต้องการทำความรู้จักได้ ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายด้วยน้ำเสียงที่แสดงความยินดีที่ได้พบ สามารถสร้างบทสนทนาที่ดีต่อไปได้
  4. การยอมรับคำชมเชย – บุคคลสามารถยอมรับคำชมเชยได้อย่างจริงใจ และไม่ปฏิเสธคำชมเชยที่ได้รับ
  5. การแสดงสีหน้าอย่างเหมาะสม – บุคคลสามารถแสดงออกทางสีหน้าและน้ำเสียงได้ตรงตามความรู้สึกที่แท้จริง สามารถสบตาคู่สนทนาได้อย่างเหมาะสม
  6. การแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างสุภาพ – บุคคลสามารถแสดงออกได้อย่างสุภาพโดยไม่เสแสร้ง เมื่อมีความรู้สึกว่าไม่เห็นด้วยกับข้อความในการสนทนานั้น ซึ่งอาจแสดงออกด้วยการเลิกคิ้ว หรี่ตา ส่ายศีรษะ หรือเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา โดยสามารถแสดงออกมาได้อย่างเหมาะสมและสุภาพ
  7. การขอให้แสดงความกระจ่างชัด – เมื่อมีผู้ให้คำแนะนำ คำสั่งสอน หรือคำอธิบายที่กำกวมไม่ชัดเจน บุคคลสามารถซักถามเพื่อให้เข้าใจในความหมายของคำแนะนำสั่งสอนได้อย่างชัดเจน หรือขอร้องให้มีการอธิบายใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้
  8. การถามเหตุผล – เมื่อมีผู้มาขอร้องให้ทำในสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล บุคคลสามารถถามเหตุผลที่ชัดเจนของสิ่งที่จะทำได้อย่างตรงไปตรงมา
  9. การแสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน – เมื่อบุคคลมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับผู้อื่น บุคคลสามารถแสดงความไม่เห็นด้วย โดยสามารถแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป บอกความคิดและความรู้สึกของตนได้
  10. การพูดเพื่อรักษาสิทธิของตน – บุคคลสามารถเรียกร้องสิทธิของตนได้เมื่อรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบตนเอง เมื่อรู้สึกว่าตนถูกเอาเปรียบก็สามารถปฏิเสธได้โดยไม่เก็บมาคิดว่าเป็นความผิดของตน สามารถเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของตนและขอร้องให้ผู้อื่นแสดงต่อตนเองอย่างยุติธรรมด้วย
  11. การยืนกราน – เมื่อรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม บุคคลสามารถทำการร้องทุกข์และยืนหยัดในวัตถุประสงค์ของตนเองจนกว่าจะได้รับความพอใจ แม้มีผู้คัดค้านก้ไม่เลิกล้มความตั้งใจนั้น
  12. การเลี่ยงการให้คำอธิบายกับทุก ๆ ความคิดเห็น – บุคคลสามารถโต้เถียงในการสนทนา โดยการยุติการวิจารณ์ เช่น เมื่อมีบุคคลหนึ่งถามเหตุผลว่าทำไม ๆ ตลอดเวลา บุคคลจะสามารถหยุดคำถามโดยการปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ เพิ่มเติม หรือการถามคำถามนั้นกลับไปแก่ผู้ถาม โดยบุคคลอาจมีเหตุผลของตนเองโดยไม่จำเป็นต้องบอกว่าตนมีความคิดเห็นต่อเรื่องนั้นอย่างไร

 

 

 

 

 

ในทางตรงกันข้าม การไม่กล้าแสดงออก หมายถึง การขลาดอายไม่กล้าพูดถึงความรู้สึกของตนเองออกมาอย่างแท้จริง กลัวการประเมินทางลบจากผู้อื่น ไม่แสดงความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของตนอย่างตรงไปตรงมาไม่กล้าตัดสินใจ เนื่องจากขาดความมั่นใจและความเคารพในตนเอง ไม่สามารถหาวิธีใหม่ ๆ ในการจัดการกับความไม่พึงพอใจของตนเองได้

 

การไม่กล้าแสดงออก มีทั้งการไม่กล้าแสดงออกซึ่งเป็นนิสัยพื้นฐาน และการไม่กล้าแสดงออกตามสถานการณ์ กล่าวคือ สถานการณ์แวดล้อมต่าง ๆ เป็นตัวสร้างความไม่สบายใจและทำให้เกิดพฤติกรรมไม่กล้ายืนหยัดในสิทธิ์ขึ้น ทั้งนี้ Fensterheim และ Bear (1975) ได้อธิบายลักษณะของการไม่กล้าแสดงออกว่าเป็นลักษณะของบุคคลซึ่งขาดการพัฒนาทางบุคลิกภาพ ขาดการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือมีความเจ็บปวดทางจิตใจ อย่างไรก็ตาม บุคคลสามารถแก้ไขและพัฒนาเพื่อให้กล้าแสดงออกมาขึ้นได้

 

 

ความก้าวร้าว (aggressive) มักถูกสับสนกับการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมอยู่บ่อยครั้ง ในด้านของการแสดงออกและผลกระทบ ความก้าวร้าวมักถูกนิยามอย่างกว้าง ๆ ว่าเป็นลักษณะที่ก่อให้เกิดความคุกคามหรือความเจ็บปวดต่อผู้อื่น บุคคลที่มีความก้าวร้าวมักกล้ายืนยันในสิทธิของตนเอง แต่ก็ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นและไม่แสดงความเคารพในสิทธิของผู้อื่น

 

 

พฤติกรรมการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมนั้นเป็นไปเพื่อความเท่าเทียมกันในความสัมพันธ์ของมนุษย์ ส่งเสริมให้บุคคลทำในสิ่งที่สนใจ กล้ายืนยันโดยไม่มีความกังวลและสามารถแสดงออกถึงความรู้สึกได้อย่างจริงใจและไม่กดดัน ยึดถือสิทธิส่วนบุคคลของตนเองโดยไม่ปฏิเสธสิทธิของผู้อื่น

 

 

 

 


 

 

 

 

ข้อมูลจาก

 

 

ภารดี ศิริสุทธิพัฒนา. (2550). ผลของการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมและอารมณ์ต่อการคล้อยตามสิ่งชี้นำในกระบวนการซักถาม [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2007.223

 

จิรายุ กองเพชร. (2559). ความสัมพันธ์ระหว่างการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม ความมีจิตสานึก และการเห็นคุณค่าในตนเอง [โครงการวิชาการวิทยาศาสตรบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.SP.2016.32

 

ขอต้อนรับ Ms. Premila Kanapathy, Regional Director จาก University of Leeds ในการมาเยือนคณะจิตวิทยา

 

ผศ. ดร.พจ ธรรมพีร ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาตรี นานาชาติ (JIPP) และ รศ. ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี ผู้ช่วยคณบดี (วิรัชกิจ) ร่วมต้อนรับ Ms. Premila Kanapathy, Regional Director จาก University of Leeds ในการมาเยือนคณะจิตวิทยาในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในรูปแบบ Double Degree Program

 

 

โครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ จิตวิทยาองค์การ (Organizational Psychology) ประจำปี พ.ศ. 2569

 

โครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ

จิตวิทยาองค์การ (Organizational Psychology)

ประจำปี พ.ศ. 2569

 

 

 

‘โครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หัวข้อ จิตวิทยาองค์การ (Organizational Psychology) เป็นโครงการสําหรับเพิ่มความรู้และทักษะให้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาองค์การ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลและกลุ่มในที่ทำงาน วิเคราะห์ปัจจัยด้านแรงจูงใจ การเป็นผู้นำ วัฒนธรรมองค์กร และกระบวนการทำงาน จากการประยุกต์หลักจิตวิทยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน รวมถึงการคาดหวังว่าผู้ที่ผ่านการเรียนไปนั้น จะสามารถนําศาสตร์ทางจิตวิทยาองค์การไปประยุกต์ความรู้ใช้ในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพต่อบุคลากรและองค์กรมากยิ่งขึ้น

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีนโยบายผลักดันการเปิดหลักสูตรอบรมระยะสั้น/ชุดรายวิชา ที่มีการรับรองความสามารถ และรองรับการสะสมหน่วยกิตในระบบคลัง หน่วยกิต (Credit Bank) ให้กับผู้สนใจเข้าศึกษา และสามารถขอเทียบโอนหน่วยกิตเมื่อเข้ามาศึกษาต่อในหลักสูตรของคณะ ในการนี้คณะจิตวิทยาจึงได้จัดให้มีโครงการอบรมความทางรู้ทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ขึ้นมาเพื่อนำร่องสำหรับผู้ที่สนใจเข้าศึกษาต่อในแขนงจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ หลักสูตรของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

การอบรมประกอบด้วย

  • บรรยาย
    การบรรยาย อภิปราย และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบ่งเป็น 16 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง (รวมชั่วโมงการบรรยายทั้งสิ้น 48 ชั่วโมง)
  • สอบวัดผล
    จัดสอบ 1 ครั้ง ระยะเวลา 3 ชั่วโมง

 

 

กลุ่มเป้าหมาย

 

  • บุคคลทั่วไป ที่ทำงานในสายจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ
  • บุคคลที่สนใจเรียนต่อในหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต/ดุษฎีบัณฑิต แขนงวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • คุณสมบัติผู้เรียน – เคยผ่านรายวิชา/โครงการอบรม จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ หรือเทียบเท่า

 

 

การประเมินผล

  • การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน คิดเป็นร้อยละ 30
  • สอบวัดผลข้อเขียน (35%) และรายงาน (35%) คิดเป็นร้อยละ 70

 

โดยประเมินผลแบบ Letter Grade มีเกณฑ์การวัดผล ดังนี้

 

Letter Grade
ช่วงคะแนน
A
85 คะแนนขึ้นไป
B+
80 – 84 คะแนน
B
75 – 79 คะแนน
C+
70 – 74 คะแนน
C
65 – 65 คะแนน
D
60 – 64 คะแนน
F
ต่ำกว่า 60 คะแนน

 

 

หลักเกณฑ์การบันทึกระบบคลังหน่วยกิต / เทียบโอนรายวิชาเมื่อเข้าศึกษา

 

Certificate of Achievement
  1. ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเข้าเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จากทั้งหมด 16 หัวข้อ
  2. ผู้เข้าร่วมโครงการต้องสอบผ่านโดยได้รับการประเมินผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 (B ขึ้นไป)
  3. มีระยะเวลาการขอเทียบโอนได้ โดยต้องสอบผ่านโดยต้องได้รับวุฒิบัตรรับรองผลการเรียนและการสะสมหน่วยกิตในระบบคลังหน่วยกิต ของคณะจิตวิทยา มาแล้วไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่ภาคการศึกษาถัดไปจากปีที่เข้าร่วมโครงการ (ผู้เข้าร่วมโครงการประจำปี พ.ศ. 2569 สามารถเทียบโอนรายวิชาได้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 – ปีการศึกษา 2573)

 

Certificate of Attendance
  1. ผู้เข้าร่วมโครงการเข้าเรียนในหัวข้อที่อบรม

 

 

การเทียบโอนรายวิชา

 

 

* การเทียบโอนรายวิชาจะสมบูรณ์เมื่อได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และคณะกรรมการบริหารคณะจิตวิทยา ภายในภาคการศึกษาแรกของการเข้าศึกษาในหลักสูตร

 

 

หัวข้อการฝึกอบรม / วิทยากร

 

 

หมายเหตุ หัวข้ออาจจะมีเปลี่ยนแปลงตามเหมาะสม

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

 
ประเภทผู้เข้าร่วมอบรม
อัตราค่าลงทะเบียน
1
บุคคลทั่วไป (16 หัวข้อ)
18,000 บาท

 

หมายเหตุ   บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว มีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ

 

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาลงทะเบียนเพื่อจองสิทธิ และจะมีเจ้าหน้าที่โครงการฯ ติดต่อไปเพื่อให้ท่านชำระค่าลงทะเบียน
  2. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนภายในเวลาที่กำหนด
  3. เมื่อส่งหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนเรียบร้อยจึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  4. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วันทำการ
  5. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย งานบริการวิชาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tel. 02-218-1307 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. (จันทร์ – ศุกร์)
E-mail: wathinee.s@chula.ac.th
Line OA ของ งานบริการวิชาการกลาง

 

 

 


 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา
อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ

 

ขนส่งสาธารณะ

  • BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
  • รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ

อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14

 

 

 

 

 

การอบรม PFA: Psychological First Aid และ TIC: Trauma-Informed Care (น้ำท่วมภาคใต้)

 

การอบรม PFA: Psychological First Aid

ระดับพื้นฐาน สำหรับนิสิตจุฬาฯ
  • หลักการดูแลเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยทางใจสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤต
  • เทคนิคการฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ
  • แนวทางการส่งต่อกรณีที่มีความเสี่ยงสูง

วิทยากร : อาจารย์ ดร.พูลทรัพย์ อารีกิจ
รองคณบดี และอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2568  l  เวลา 10.30 – 12.00 น.

รูปแบบการอบรม ออนไลน์ (Zoom)

 

การอบรม TIC: Trauma-Informed Care

ระดับพื้นฐาน สำหรับนิสิตจุฬาฯ
  • ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับความเจ็บปวดทางใจ
  • วิธีการสื่อสารโดยหลีกเลี่ยงการกระตุ้นซ้ำ
  • การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเคารพศักดิ์ศรีผู้ได้รับผลกระทบ

วิทยากร : ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์
คณบดี และอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2568  l  เวลา 13.00 – 14.00 น.

รูปแบบการอบรม ออนไลน์ (Zoom)

 

การอบรม TIC: Trauma-Informed Care

ระดับเฉพาะทาง สำหรับนักวิชาชีพ
  • เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจแก่ผู้ประสบภัย ในบริบทของสภาพจิตใจหลังภัยพิบัติ และแนวทางติดตามผลระยะยาว

วิทยากร :

  1. คุณหทัยทิพย์ ไชยวาที นักจิตวิทยา จาก สมาคมจิตวิทยาการปรึกษาแห่งประเทศไทย
  2. อ. ดร.พูลทรัพย์ อารีกิจ รองคณบดี และอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ
  3. คุณวรกัญ รัตนพันธ์ นักจิตวิทยา ผู้ร่วมก่อตั้ง MasterPeace ศูนย์ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและสุขภาพจิต
  4. คุณณัฐชา สุทธาวาสสุนทร นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2568  l  เวลา 14.00 – 16.00 น.

รูปแบบการอบรม ออนไลน์ (Zoom)

 

 

แถลงการณ์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนวทางด้านจิตวิทยาเพื่อการสื่อสาร การดูแล และการฟื้นฟูจิตใจจากสถานการณ์อุทกภัย

แถลงการณ์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนวทางด้านจิตวิทยาเพื่อการสื่อสาร การดูแล และการฟื้นฟูจิตใจจากสถานการณ์อุทกภัย

 

 

ในช่วงที่มีการเร่งฟื้นฟูบ้านเรือนและระบบกายภาพที่ได้รับความเสียหาย สิ่งที่ควรดำเนินควบคู่กันไปคือการดูแล ฟื้นฟู และประคับประคองสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยอย่างรอบด้าน เพื่อให้ทั้งกายภาพและจิตใจกลับคืนสู่สภาวะมั่นคงอีกครั้ง

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอแสดงความห่วงใยต่อประชาชนทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ โดยขอเสนอแนวทางด้านจิตวิทยาเพื่อการสื่อสาร การฟื้นฟู และการเตรียมความพร้อมของบุคลากร แบ่งเป็น 3 แนวทาง ดังนี้

 

 

แนวทางที่ 1 : การสื่อสารของสื่อมวลชนในภาวะภัยพิบัติ ตามหลัก 7 ส

 

  1. สั้น – สื่อสารกระชับ เข้าใจได้ทันที
  2. สด – รายงานทันสถานการณ์ เท่าที่ตรวจสอบได้จริง
  3. สอดคล้อง – ใช้ข้อมูลจากแหล่งกลางเดียวกัน ลดความสับสน
  4. สงบ – ใช้โทนเสียงมั่นคง ไม่กระตุ้นอารมณ์
  5. สมเหตุสมผล – ให้ข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว พร้อมแหล่งอ้างอิง
  6. สัมผัสใจ – สื่อสารด้วยความเมตตา ไม่ซ้ำเติมผู้ประสบภัย
  7. สร้างทางออก – ชี้แนวทางปฏิบัติและการเข้าถึงความช่วยเหลือ

 

 

แนวทางที่ 2 : การฟื้นพลังใจ ในชุมชนพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้ชุมชนฟื้นฟูได้ในระยะยาว

 

  1. หน่วยงานควรเปิดโอกาสให้ผู้ประสบภัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะผู้ประสบภัยไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงเสมอไป และสามารถมีส่วนทำให้สถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้นได้ (self-efficacy) ในทางกลับกัน การทำได้เพียงรอความช่วยเหลือเท่านั้นจะทำให้ผู้ประสบภัยเครียด และรู้สึกไม่มั่นคง (loss sense of control)
  2. ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เข้าถึงบุคคลกลุ่มเปราะบางและผู้มีความเสี่ยงในเชิงรุก ผ่านเครือข่ายคนในพื้นที่ที่มีอยู่เดิม (social capital) เช่น กรรมการหมู่บ้าน อสม
  3. หล่อเลี้ยงความสุขของคนในพื้นที่ (optimism) เช่นจัดกิจกรรมผ่อนคลายจิตใจ กิจกรรมนันทนาการตามความเหมาะสม ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากงานในแต่ละวัน โดยคำนึงถึงจิตใจของผู้ที่สูญเสียด้วยเช่นกัน
  4. เร่งฟื้นฟูศูนย์กลางชุมชนให้กลับมา เช่น วัด/มัสยิด ตลาด ให้กลับมาเป็นปกติโดยไว สร้างความหวัง (hope) ของการฟื้นฟู ในขณะเดียวกัน ชุมชนต้องช่วยควบคุมราคาสินค้า หรือรัฐช่วยสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่จับจ่ายใช้สอย หรือเดินทางไปมาได้โดยไม่ลำบาก
  5. หน่วยงานภายนอกทำหน้าที่เสริมทักษะ ความรู้ และให้ทรัพยากรที่จำเป็น แก่พื้นที่และชุมชน สร้างการฟื้นฟูที่เกิดขึ้นด้วยพลังของชุมชนเป็นหลัก เพื่อฟื้นพลังใจของคนในพื้นที่ให้พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตต่อไป (resilience)

 

 

แนวทางที่ 3 : การเตรียมความพร้อมด้าน PFA และ TIC เพื่อการช่วยเหลือทางจิตใจ

 

  • การอบรม PFA (Psychological First Aid) ระดับพื้นฐาน สำหรับนิสิตจุฬาฯ อาสาสมัคร และประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างองค์ความรู้ถึงหลักการดูแลความปลอดภัย ความสงบ และความเชื่อมโยง เทคนิคการฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ และแนวทางการส่งต่อกรณีที่มีความเสี่ยงสูง
  • การอบรม TIC (Trauma-Informed Care) ระดับพื้นฐาน สำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม และบุคคลที่ทำงานกับผู้ประสบภัย เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ trauma รวมทั้งเข้าใจวิธีการสื่อสารโดยหลีกเลี่ยงการกระตุ้นซ้ำ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเคารพศักดิ์ศรี ผู้ได้รับผลกระทบ
  • การอบรมเฉพาะทางสำหรับนักวิชาชีพ เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจแก่ผู้ประสบภัย ในบริบทของสภาพจิตใจหลังภัยพิบัติ และแนวทางติดตามผลระยะยาว
  • การจัดตั้งทีม “Psychosocial Support Team” ประกอบด้วยอาจารย์ นิสิตอาสา และนักวิชาชีพ ทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ตามมาตรฐานสากล เพื่อประเมินความต้องการทางจิตใจของประชาชน ฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ และติดตามผลในระยะยาว

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่และทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัย ทั้งในมิติของข้อมูล การฟื้นฟูจิตใจ และการอบรมบุคลากร โดยยึดหลักมนุษยธรรม ความถูกต้อง และองค์ความรู้ทางจิตวิทยา เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมามีความมั่นคงทางกายและใจได้โดยเร็วที่สุด

 

 


 

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

1 ธันวาคม 2568