การรับรู้ความสามารถของตนเอง – Self-efficacy

26 Aug 2026

คำศัพท์จิตวิทยา

 

การรับรู้ความสามารถของตนเอง หมายถึง ความเชื่อในความสามารถของตนในการกระทำหรือปฏิบัติงานหนึ่ง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งการรับรู้ความสามารถของตนเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะที่บุคคลมีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการที่บุคคลพิจารณาตัดสินว่าตนจะสามารถทำอะไรได้จากทักษะที่มี ซึ่งส่งผลต่อแรงจูงใจ ความพยายาม และความอดทนต่ออุปสรรคขัดขวางต่าง ๆ

 

การรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นกระบวนการที่บุคคลเรียนรู้อย่างซึมซับจากการปฏิสัมพันธ์หว่างบุคคลกับสังคมและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่ในวันเด็กจนถึงวัยชรา ซึ่ง Bandura (1997) ได้เสนอแหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลในการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองไว้ดังนี้

 

1. ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จด้วยตนเอง (Enactive mastery experience)

 

เป็นสิ่งที่ส่งผลมากที่สุดในการพัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเอง เนื่องจากการที่บุคคลกระทำและประสบความสำเร็จด้วยตนเองจะส่งผลให้บุคคลเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองเพิ่มมากขึ้น จนทำให้มีความพยายามในการปฏิบัติพฤติกรรมต่าง ๆ แม้ว่าจะประสบกับอุปสรรคหรือพบกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังก้ไม่มีผลกระทบมากนัก เรื่องจากบุคคลจะไม่ได้มองว่าความล้มเหลวนั้นมาจากการที่ตนขาดความสามารถ แต่เป็นผลจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ยังพยายามไม่พอ สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ให้เกิดความสำเร็จได้โดยพยายามและฝึกทักษะมากขึ้นเพื่อให้บรรลุผลตามที่คาดหวังไว้

 

2. การได้เห็นประสบการณ์หรือแบบอย่างจากบุคคลอื่น (Vicarious experience หรือ modeling)

 

การได้เห็นประสบการณ์หรือแบบอย่างจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับตนกระทำพฤติกรรมใด ๆ แล้วประสบความสำเร็จ จะทำให้ผู้สังเกตรับรู้ว่าตนเองนั้นก็สามารถที่จะกระทำหรือประสบความสำเร็จได้เช่นกัน หากมีความพยายามจริงและไม่ย่อท้อ ซึ่งตัวแบบนั้นมีสองประเภท คือ ตัวแบบที่เป็นบุคคลจริง คือ ตัวแบบที่บุคคลได้มีโอกาสสังเกตและมีปฏิสัมพันธ์โดยตรง และตัวแบบสัญลักษณ์ คือ ตัวแบบที่ได้รับผ่านสื่อต่าง ๆ

 

3. การมีคำพูดชักจูง (Verbal persuasion)

 

การได้รับคำพูดโน้มน้าวให้บุคคลเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถที่จะกระทำพฤติกรรมได้สำเร็จ อาจเป็นคำพูดในลักษณะชักจูง แนะนำ อธิบาย ชื่นชม ทำให้เกิดกำลังใจและความมั่นใจ อย่างไรก็ตามปัจจัยนี้ไม่ค่อยได้ผลนัก อาจช่วยได้ในระยะสั้น ถ้าจะให้ได้ผลต้องเกิดควบคู่กับปัจจัยแรก

 

4. สภาวะด้านร่างกายและอารมณ์ (Physiological and affective states)

 

การมีสภาวะร่างกายแข็งแรง มีภาวะสุขภาพที่ดีจะทำให้บุคคลมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากบุคคลมีสภาวะร่างกายอ่อนแอหรือมีอาการเจ็บป่วย ย่อมจะส่งผลในทางตรงกันข้าม เช่นกันกับสภาวะด้านอารมณ์ ถ้ามีอารมณ์บวก เช่น รู้สึกมีความสุข รู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีความพอใจ จะส่งผลให้มีความเชื่อในความสามารถแห่งตนเพิ่มขึ้น แต่หากสภาวะด้านอารมณ์เป็นลบ เช่น เครียด วิตกกังวล กลัว จะส่งผลให้ความเชื่อในความสามารถแห่งตนของบุคคลลดลง และอาจหลีกเลี่ยงการกระทำพฤติกรรมนั้น ๆ ได้

 

 

 

 

ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองของ Bandura ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ของการรับรู้ความสามารถของตนเองซึ่งเป็นปัจจัยส่วนบุคคล กับการเกิดพฤติกรรมซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่คาดหวัง กล่าวคือ ผลลัพธ์จากการกระทำพฤติกรรมใด ๆ ก็ตาม เกิดขึ้นจากความคาดหวัง 2 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กันซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจหรือการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ของบุคคล ได้แก่ (1) ความคาดหวังในความสามารถของตนเองหรือการรับรู้ความสามารถของตนเอง – ยิ่งบุคคลมีความเชื่อในความสามารถของตนเองมากเท่าใด ก็มีแนวโน้มที่จะจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ มากขึ้นเท่านั้น และ (2) ความคาดหวังในผลลัพธ์ – การประเมินว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะทำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดหวังหรือได้หรือไม่

 

เมื่อบุคคลมีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูง เชื่อว่าตนสามารถกระทำการบางอย่างได้ ก็จะทำให้เกิดพฤติกรรมนั้นได้ และหากบุคคลมีความคาดหวังในผลลัพธ์สูง ก็จะยิ่งช่วยให้พฤติกรรมนั้นเกิดผลสำเร็จตามที่คาดหวัง แต่หากมีความคาดหวังในผลลัพธ์ที่ต่ำ พฤติกรรมนั้นอาจจะคงอยู่ได้ไม่นาน และอาจทำให้เกิดความล้มเหลว ไม่สำเร็จผล ในทางกลับกันหากบุคคลมีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่ำ ไม่เชื่อว่าตนเองจะกระทำการบางอย่างได้ พฤติกรรมก็จะไม่เกิด และผลลัพธ์ที่คาดหวังก็จะไม่เกิดขึ้นด้วย

 

 

นอกจากนี้ Bandura 1986 ได้อธิบายถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากการรับรู้ความสามารถของตนเอง ดังนี้

 

  1. พฤติกรรมการเลือก – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูง จะมีพฤติกรรมการเลือกทำในสิ่งที่ยาก และจะพัฒนาตนเองเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
  2. การใช้ความพยายามและความมุ่งมั่น – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูงจะพยายามและมุ่งมั่นในการแสดงพฤติกรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายมากกว่าบุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่ำ
  3. รูปแบบของการคิดและการตอบสนองทางอารมณ์ – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูงจะมองว่าความล้มเหลวเกิดจากความพยายามที่ไม่มากพอ มองว่าประเมินว่าตนเองไม่มีความสามารถ
  4. การกำหนดพฤติกรรมของตนเอง – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองอยู่จะยอมรับผลสำเร็จว่าเกิดจากการกระทำที่ใช้ความพยายามของตน ไม่ได้มาจากโชคชะตา

 

 

 


 

 

 

ข้อมูลจาก

 

พัฐปณิตา จันกลิ่น, วันวิสา พิทักษ์พินิจนันท์ & ศิวนาถ รักการงาน. (2556). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนเองในการออกกำลังกาย การซึมซับจากวัฒนธรรมสังคมและความไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์กับเจตนาที่จะออกกำลังกาย [โครงการวิชาการวิทยาศาสตรบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.SP.2013.11

 

มนชนก เฮงสุวรรณ. (2558). ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่สอดคล้องระหว่างบุคคลกับงาน ความแตกต่างระหว่างบุคคล การปั้นงาน และความผูกใจมั่นในงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรกำกับและตัวแปรส่งผ่าน [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2015.270

 

วรรณชนก อยู่ถมยา. (2568). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษของพนักงานโดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2025.92

แชร์คอนเท็นต์นี้