การสื่อสารทางบวก : การสื่อสาร ที่ไม่ได้จบที่คำพูด หรือตัวหนังสือ

27 Mar 2026

 

ในงานศึกษาเรื่องการสื่อสารทางบวก มักมีความเห็นคล้าย ๆ กันว่า ผลเสียต่าง ๆ จากการที่ใช้การสื่อสารที่ไม่ดีทำร้ายกัน ค่อนข้างไปได้เร็วและคืบหน้าง่าย ทั้งในบริบทครอบครัว การทำงาน รวมถึงการสื่อสารทางออนไลน์ นอกจากนี้มนุษย์ยังได้สร้างสรรค์วิธีใหม่ ๆ ในการใช้คำพูดที่ทำร้ายกันและกันมาตลอดตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป นักวิชาการจึงต้องการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการสื่องสารทางบวก (Positive communication) ขึ้น แต่ผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว การนิยามเรื่องการสื่อสารทางบวกก็ยังเป็นกลุ่มความคิดเห็นที่ค่อนข้างกว้างขวาง ดูยังไม่กลมกล่อมเท่าไรนัก

 

“การสื่อสารทางบวก” ที่นักวิชาการได้จากการเปรียบเทียบนิยามจากมโนทัศอื่น อย่างเช่น Prosocial-Antisocial Communication, จิตวิทยาทางบวก (positive psychology) รวมถึง การนำนิยามของ ด้านมืดของการสื่อสารระหว่างบุคคล มาทำการเปรียบเทียบ มโนทัศน์พื้นฐานที่นักวิชาการคาดหวังจากการสื่อสารทางบวกมีดังนี้

 

  • การสื่อสารระหว่างบุคคลที่ส่งเสริม ความสุข (happiness) สุขภาพ (health) และสุขภาวะ (wellness)
  • มีกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคลที่สะท้อนช่วงเวลาที่ งดงาม การเล่นและความขำขัน อารมณ์ทางบวก การสนับสนุน ความเข้าใจและการให้อภัย

 

โดยทั่วไปแล้วเมื่อพูดถึงการสื่อสาร คนมักจะนึกถึงฝ่ายที่ส่งสารออกไป ไม่ว่าจะพูด เขียน หรือ อวัจนภาษา ท่าทาง ที่ส่งไปถึงผู้รับสาร ความคิดของนักวิชาการที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกแต่ละคนก็มีกรอบแตกต่างกัน โดยใช้คำเช่น

 

  • message ที่แปลว่าสาร และ communication ที่แปลว่าการสื่อสาร มักเห็นภาพของสารในลักษณะของการสื่อสารหนึ่งกระบวนการ ที่ประกอบด้วย สาร ผู้ส่งสาร ช่องทางส่งสาร ผู้รับสาร ซึ่งทำให้เห็นภาพเป็นการสื่อสารทางเดียวมากกว่า และ เหมือนจะไม่พบคำเหล่านี้แบบเดี่ยว ๆ ในเรื่อง “การสื่อสารทางบวก” มากนัก ราวกับจะสะท้อนว่า คงเป็นเรื่องยากหากจะคาดหวังให้เกิดการสื่อสารทางบวกจากการสื่อสารทางเดียว จึงมักเห็นคำว่า interpersonal messages มาขยายให้เห็นภาพให้เห็น สาร และกระบวนการ ที่แลกเปลี่ยนกันไป-มามากกว่า
  • interaction ที่แปลว่าปฏิสัมพันธ์ ซึ่งอาจทำให้เห็นภาพของการแลกเปลี่ยนสาร หรือรวมไปถึงพฤติกรรมอื่น ๆ กันไปมาระหว่าง 2 คนหรือมากกว่า
  • behavior ที่แปลว่าพฤติกรรม ที่ดูเป็นภาพที่กว้างกว่ากรอบของการสื่อสาร แต่ก็มีนักวิชาการอธิบายไว้ว่า พฤติกรรมใด ๆ ที่เข้าสู่การรับรู้ของผู้รับสารแล้วเกิดการตีความ ก็ถือเป็นการสื่อสารทางอ้อม (Indirect communication) โดยมีพฤติกรรมเป็นสารในหมวดหมู่ของ อวัจนภาษา ไม่ว่าจะเป็นสารที่ผู้ส่งสารตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจส่งก็ตามที แต่เมื่อได้เข้าสู่การตระหนักรู้ (awareness) ของผู้รับสารก็ถือว่าเกิดการสื่อสารแล้ว อย่างเช่น คนจะเดินชนกัน ฝ่ายหนึ่งเดินเล่นมือถือก็มีแนวโน้มที่จะไม่ตระหนักรู้สภาพแวดล้อม กับอีกฝ่ายที่มองทางก็จะรับสารจากสภาพแวดล้อมและตีความได้ว่าถ้าไม่หลบก็ขนแน่ ๆ กับอีกบทบาทของ พฤติกรรม คือการตรวจสอบว่า ผู้ส่งสารมีพฤติกรรมสอดคล้องกับสิ่งที่พูดหรือไม่ น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

 

 

อะไรที่ทำให้เราบอกได้ว่าการสื่อสารนั้นเป็นการสื่อสารทางบวก ?

 

จริง ๆ แล้วคุณค่าของ “การสื่อสารทางบวก” อยู่ที่ไหน ?

 

ในการสื่อสารที่ไม่ดี วาจา ตัวหนังสือ กริยาท่าท่าง หรือพฤติกรรม ที่หลุดออกไปโดยตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ด้วยเหตุผล ด้วยอารมณ์ก็ตาม หรือแม้แต่การปฏิเสธการสื่อสาร ท่าทีห่างเหิน ไม่รับฟัง ก็มีประสิทธิภาพมากพอที่จะทำร้ายอีกฝ่าย ขณะที่การสื่อสารทางบวกไม่ได้ง่ายแบบนั้น การสื่อสารที่ดีต้องใช้ทั้งเวลาและพฤติกรรมในการพิสูจน์เพิ่มเติม ดังสำนวนที่กล่าวว่า “ทำดีเสมอตัว” การสื่อสารทางบวกก็มีลักษณะไม่ต่างกันเท่าไรนัก อาจจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ให้ดำเนินต่อไปได้ หรือเป็นในลักษณะค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์ ในขณะที่การสื่อสารที่ไม่ดี มีทั้งแบบค่อย ๆ เสื่อมลง หรือแบบพังทลายในทีเดียว

 

มีงานเขียนจำนวนหนึ่งที่พยายามรวบรวมนิยามและความคิดเห็นของนักวิชาการที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกไว้ ให้มาลองพิจารณากัน

 

  • วัจนภาษา และ อวัจนภาษา ที่ส่งผลทางบวกต่อปฏิสัมพันธ์ (Mirivel, 2019)
  • การสื่อสารทางบวก คือ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สร้างความเข้าใจ สร้างสรรค์ งดงาม และมีจริยธรรม (Socha, 2012; Socha & Beck 2015; Velázquez & Pulido 2019)
  • กระบวนการของสารที่แสดงถึงความเอื้อเฟื้อ จริยธรรม ศรัทธาศาสนา และลักษณะอื่น ๆ ที่แสดงถึงการช่วยเหลือ เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในความสัมพันธ์ (Socha and Pitts’, 2012)
  • Pitts and Socha (2013) ให้ความเห็นไว้ว่า การไม่มีการสื่อสารทางลบทั้งลักษณะของ วัจนภาษา และอวัจนภาษา อาจจะไม่เพียงพอที่จะเรียกได้ว่าการสื่อสารทางบวก สิ่งสำคัญน่าจะเป็นการพูดคุยและท่าทางที่เอื้อให้การสื่อสารดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
  • การสื่อสารทางบวกจะต้องประกอบด้วย วาจา ท่าทาง และคุณภาพของเนื้อหาสาร ที่เป็นไปในทางบวกในการปฏิสัมพันธ์อย่างชัดเจน มีลักษณะที่แตกต่างจากด้านไม่ดี หรือการสื่อสารที่มีความคลุมเครือ ไม่มีเฉดของความเทาอ่อน-เทาเข้มต่าง ๆ และนอกจากกระบวนการแล้ว ผลของการสื่อสารก็ต้องออกมาในทิศทางบวกด้วย (Volk, 1995)
  • Socha & Beck (2015) ให้ความหมายการสื่อสารระหว่างบุคคลทางบวก ไว้ว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบุคคลที่สามารถตอบสนองความต้องการ-ความพึงพอใจ (needs-satisfaction) ของมนุษย์ ในขณะที่การสื่อสารระหว่างบุคคล “ด้านมืด” จะมีผลยับยั้ง (inhibit) ความต้องการ-ความพึงพอใจ

 

นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นทั่วไปอื่น ๆ อย่างเช่น “ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ที่พาเข้าสู่ห้วงเวลาของ ความสุขสมหวัง และบรรลุเป้าหมายบางอย่าง” “ปฏิสัมพันธ์มนุษย์ที่มีพื้นฐานจากอารมณ์บวก และเป้าหมายที่จะเข้าใจซึ่งกันและกัน และสร้างความพึงพอใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง” รวม ๆ แล้ว ความคิดเห็นและนิยามของการสื่อสารทางบวกก็มักจะรวม ๆ อยู่ที่การสื่อสารที่มีลักษณะที่ ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ มีจริยธรรม เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ แสดงให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อ มีศิลปะ มีไหวพริบ มีประสิทธิภาพ และมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมความสุขระหว่างผู้ปฏิสัมพันธ์ทุกคน เพิ่มเติมอีกงานหนึ่งที่พยายามอธิบาย “การสื่อสารทางบวก” จากการวิเคราะห์เชิงภาษาศาสตร์ จากพจนานุกรมหลาย ๆ แหล่ง ของ Arkadyevna (2014) ได้สรุปความหมายของการสื่อสารทางบวก ว่าเป็นการสื่อสารที่มีลักษณะของ 1. การยอมรับและการยินยอม 2. เป็นที่น่าพอใจและเป็นผลดี 3. สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือให้กำลังใจ 4. มองโลกในแง่บวกและส่งเสริมการพัฒนา 5. มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์

 

 

ถ้าได้อ่านจนถึงตอนนี้แล้วถามว่าทำไมจึงมีแต่อะไรที่เป็นนามธรรม วัดยาก เข้าใจยาก แล้วอย่างนี้อะไรที่ทำให้เราบอกได้ว่าการสื่อสาร หรือการปฏิสัมพันธ์นั้น เป็นการสื่อสารทางบวกหรือไม่ น่าจะวัดที่ไหน เจตนา กระบวนการ ผลลัพธ์ การรับรู้ หรือการตีความ ?

 

ผู้เขียนในตอนนี้ค่อนข้างศรัทธา “ผลลัพธ์” หลังจากการปฏิสัมพันธ์ สำหรับการสื่อสารเพื่อความบันเทิง สนุกสนานเป็นครั้งคราวต่าง ๆ ผลบวกก็อาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีหรือความบันเทิง ที่เสริมแรงให้อยากมาคุยกันอีก และการประเมินว่าการสื่อสาร/ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็น “ทางบวก” หรือไม่ แต่หลาย ๆ การสื่อสาร การพูดคุยไม่ว่าจะบวกเพียงใด ก็เป็นได้แค่การ “เกริ่นนำ” ที่สุดท้ายก็ต้องมาวัดที่พฤติกรรมว่าสอดคล้องกับที่สื่อสารไว้ก่อนหน้าหรือไม่ ตลอดจนผลลัพธ์ว่าเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ อย่างไร กับอีกส่วนที่คนเขียนสนใจรองลงมาก็คือเรื่องของ “เจตนาที่ดี” ในจุดต่าง ๆ ของการสื่อสาร ที่เป็นส่วนสำคัญให้การสื่อสารที่ดีดำเนินต่อไป ไม่ใช่แค่ดีในการพูดคุย หรือดีเมื่อพบหน้ากัน

 

อีกส่วนก็คือความคิดเห็นจากนักวิชาการจำนวนหนึ่ง มักใช้คำว่า “positive” กับ “function” คู่กันในลักษณะต่าง ๆ เพื่ออธิบายนิยามและความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวก เมื่อผู้เขียนพยายามทำความเข้าใจคำว่า “function” ว่าอธิบายถึงอะไรหรือให้น้ำหนักอะไรบ้างระหว่าง input, process หรือ output แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดในงานศึกษาทางจิตวิทยา จนกระทั่งนำคำว่า positive function มาประกบกันแล้วค้นหา ปัญญาประดิษฐ์ได้เสนอคำนิยามทางคณิตศาสตร์มาให้ นั่นคือ “ฟังก์ชั่น (process) ที่ไม่ว่า input จะเป็นอย่างไร ก็ทำให้ output ออกมาเป็น บวกเสมอ” ผู้เขียนไตร่ตรองแล้วคิดว่าเป็นการนิยามที่ความหมายชัดเจนดี จึงรับไว้พิจารณาปรับใช้ เพียงแต่ว่า process ของการสื่อสาร และศาสตร์จิตวิทยา ที่อาจหมายถึงพฤติกรรม และตัวแปรสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ไม่ได้มีสูตรสำเร็จ และให้ผลลัพธ์ตายตัวได้อย่างคณิตศาสตร์ ดังนั้นแล้วจึงยืมมาแค่ ผลลัพธ์ (output) ที่เป็นบวก ก็น่าจะเพียงพอ

 

รวมกับความคิดเห็นข้างบนแล้วถ้าอยากจะเขียนความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกสั้น ๆ เองบ้างก็คงจะเป็น “การสื่อสารที่ นำไปสู่พฤติกรรมที่มีจริยธรรม ซื่อตรงสอดคล้องกับคำพูด และผลลัพธ์ที่เป็นบวกตอบสนองความสุข สนุกสนาน ความพอใจบางอย่าง แก่ ”ผู้ฟัง” ในกรณีสื่อสารทางเดียว หรือกับ “ทุกคน” ในกรณีที่การสื่อสารเป็นปฏิสัมพันธ์” อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงผลลัพธ์แล้วความยากก็คือชีวิตมนุษย์นั้นจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มี final output เหมือนคณิตศาสตร์ สิ่งที่เป็นการสื่อสารทางบวกในวันนี้ ณ จุดหนึ่งอาจจะเป็นผลลัพธ์ที่ดี แต่หากไม่สามารถรักษาความดีในจุดถัด ๆ ไปได้ อาจจะไม่ได้เป็นการสื่อสารทางบวกในอนาคตก็ได้ แล้ว output ที่เป็นลบ ก็จะถูกป้อนกลับไปเป็น Input อีกที ทำให้การสื่อสารในครั้งถัด ๆ ไป ขาดความไว้ใจ เป็นบวกได้ยากขึ้น หากไม่มีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหา

 

 

อาจจะมีคนสงสัยว่าคนเขียนเหมือนจะเชียร์แต่ “ผลลัพธ์” แล้ว “กระบวนการ” จะไม่มีค่าอะไรที่จะทำให้การสื่อสารเป็นบวกเลยอย่างนั้นหรือ

ผู้เขียนมองว่าจริง ๆ ก็อาจจะมีส่วนช่วย แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่ผู้มีปฏิสัมพันธ์ต่างจริงใจ และมีความเข้าใจวิธีสื่อสารของกันและกันระดับหนึ่ง ในการสื่อสารทั่วไปในชีวิตประจำวันที่ใครจะมามอบผลประโยชน์ มอบความสุข ความพอใจให้คนอื่น โดยที่ไม่ได้คาดหวังความสัมพันธ์ที่ดี หรือมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกัน นอกจากนั้นก็ยังมีตัวแปรอื่น ๆ อย่างความสามารถในการสื่อสาร การเรียบเรียงสาร ความตั้งใจและความสามารถในการรับรู้ รับฟัง วิเคราะห์ ตีความ ทั้งยังมีตัวแปรภายนอกอื่น ๆ อย่าง สถานที่ เวลา ช่องทางการสื่อสารที่เลือกใช้ ความถี่ของการสื่อสาร ฯลฯ เมื่อตัวแปรระหว่างทางมีมากเช่นนี้ ทั้งคนพูดคนฟังแต่ละคนก็ต่างจิตต่างใจ ต่างประสบการณ์ ต่างความคาดหวัง จึงไม่มีอะไรรับประกันกระบวนการได้เลยว่า ถึงแม้ ณ ห้วงเวลาของการสื่อสารที่ดี ณ เวลาหนึ่ง จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ดีและผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต

 

บทความเรื่องการสื่อสารทางบวกแต่เนื้อหาไม่ค่อยสดใสเลย เพราะดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก ทั้งในส่วนของการศึกษาและการปฏิบัติจริง ผู้เขียนจึงขอปิดท้ายงาม ๆ ด้วย พฤติกรรมการสื่อสาร ที่แสดงให้เห็นลักษณะของการสื่อสารทางบวกจาก Mirivel (2014)

 

  1. Greeting – การทักทาย การเชื้อเชิญผู้คนเข้าสู้ชีวิต แสดงถึงการรับรู้การมีตัวตนของอีกฝ่าย และเปิดโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์
  2. Asking – การถามไถ่ซึ่งกันและกันถึงสิ่งที่เราไม่รู้ ในลักษณะของคำถามปลายเปิด ถ้าทำได้ดีก็จะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกถึงการสนับสนุน และการได้รับฟัง
  3. Complimenting – การชมเชยฝ่ายตรงข้าม เป็นทางเลือกที่สร้างความรู้สึกดีให้อีกฝ่าย
  4. Disclosing – การเปิดเผย เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างและแสดงออกถึงความไว้เนื้อเชื่อใจแก่กัน การแบ่งปันเรื่องราวที่มีความละเอียดอ่อน นั้นมีความเสี่ยงและต้องใช้ความกล้า แสดงถึงความซื่อสัตย์และความเชื่อใจ
  5. Encouraging – การให้กำลังใจ รวมถึงคำแนะนำ ความรักและผูกพันผ่านการสื่อสาร
  6. Listening – การฟัง เป็นพฤติกรรมรับสารสำคัญที่ทำให้การโต้ตอบและกระบวนการอื่น ๆ ข้างต้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีความคาดหวังไปถึงทักษะการสังเกต และความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกมีตัวตน และได้รับการรับฟัง

 

ทั้งหมดก็เป็นพฤติกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้พฤติกรรมการสื่อสารก็แค่เป็นกระบวนการหนึ่ง หากขาด “เจตนาที่ดี” การทักทายก็เปิดโอกาสให้ทั้งคนดีเข้ามาและคนไม่ดีมาฉวยโอกาส การถามจะก็เป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็น หากความถี่มากเกินไปก็เซ้าซี้น่ารำคาญ ความถี่น้อยจะถูกตีความว่าไม่ใส่ใจ ขาดความจริงใจ หรือหวังผลประโยชน์เป็นครั้งคราว มีรายละเอียดยิบย่อยในพฤติกรรมการสื่อสารมากมาย ซึ่งเราอาจจะไม่ต้องสนใจรายละเอียดขนาดนั้น คิดว่าสุดท้ายแล้ว ก็สื่อสารแบบเป็นตัวของตัวเอง แล้ว “ไม่ลืม” เจตนาทีดี ทั้งในส่วนของการสื่อสารและการรับฟัง รวมถึงพฤติกรรมอื่น ๆ ที่เหลือก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาดีเช่นกัน แล้วก็หวังว่าผลลัพธ์จะออกมาดี

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

AHMED, A. H. (2020). Positive communication: The new shift in interpersonal communication. Communication in the Millennium, 1-11.

Arkadyevna, L. O. (2014). Positive communication: definition and constituent features. Вестник Волгоградского государственного университета. Серия 2: Языкознание, (5), 121-126.

 

 

 


 

 

บทความโดย

ณัฐนันท์ มั่นคง

นักจิตวิทยา

แชร์คอนเท็นต์นี้