เข้าใจความกังวล เมื่อสมองพยายามปกป้องเรา

21 Aug 2026

วธูสิริ พรหมดวง

 

เคยไหม… กังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น คิดวนกับบทสนทนาเดิม ๆ หรือเผลอถามตัวเองว่า

 

“ถ้าทำพลาดจะเป็นอย่างไร?”

“ถ้าเขาไม่ชอบเราล่ะ?”

“ถ้าอนาคตไม่เป็นอย่างที่คิดจะทำอย่างไร?”

 

ความกังวล (Worry) และความกลัว (Fear) เป็นความรู้สึกพื้นฐานที่ทุกคนมี และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรา “คิดมากเกินไป” เสมอไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่สมองใช้เพื่อช่วยให้เราระมัดระวัง เตรียมพร้อม และประเมินว่าอะไรปลอดภัยหรืออาจเป็นอันตราย

 

จากความกลัวในวัยเด็ก สู่ความกังวลในวัยผู้ใหญ่

 

เมื่อเราเติบโตขึ้น สิ่งที่ทำให้กังวลอาจเปลี่ยนไปตามประสบการณ์และบทบาทในชีวิต

 

ในวัยเด็ก เราอาจกลัวความมืด กลัวสัตว์ประหลาด หรือไม่อยากอยู่ห่างจากพ่อแม่ เมื่อเข้าสู่วัยเรียน ความกังวลอาจเปลี่ยนเป็นเรื่องสอบ การถูกตำหนิ หรือการยอมรับจากเพื่อน

 

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ความกังวลเริ่มซับซ้อนขึ้น ทั้งเรื่องเพื่อน ความสัมพันธ์ รูปลักษณ์ การเรียน อนาคต และคำถามสำคัญว่า “ฉันเป็นใคร?”
และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้อาจเปลี่ยนรูปแบบอีกครั้ง เช่น

 

  • งานและความก้าวหน้าในอาชีพ
  • ความสัมพันธ์และการยอมรับจากคนรอบตัว
  • การเงินและความมั่นคง
  • การตัดสินใจเรื่องอนาคต
  • ความคาดหวังจากตัวเองและสังคม
  • ความไม่แน่นอนที่เราไม่สามารถควบคุมได้

 

บางครั้งจึงไม่ใช่ว่าเรา “โตแล้วทำไมยังกลัว” แต่เป็นเพราะ สมองยังคงทำหน้าที่เดิม คือพยายามเตรียมเราให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น

 

 

แล้วสมองช่วยเราจัดการกับความกังวลอย่างไร?

 

หนึ่งในส่วนสำคัญคือ สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิด การประเมินสถานการณ์ และการควบคุมอารมณ์ โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกที่ซับซ้อนมากขึ้น

 

1. ช่วยให้เราเห็นมากกว่า “ความรู้สึกเดียว”

 

เมื่อเรากังวล เราอาจรู้สึกเหมือนความกลัวเข้ามาครอบงำทั้งหมด แต่เมื่อสมองพัฒนาความสามารถในการบูรณาการอารมณ์มากขึ้น เราสามารถรับรู้ความรู้สึกหลายอย่างพร้อมกันได้

เช่น “ฉันกลัวที่จะเปลี่ยนงาน แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสใหม่”
การรู้สึกกลัวไม่ได้แปลว่าเราต้องหยุดเสมอไป เพราะเราสามารถรู้สึกกลัวและอยากลองไปพร้อมกันได้

 

2. ช่วยให้เราควบคุมการตอบสนองทางอารมณ์

 

สมองส่วนหน้ามีส่วนช่วยในการควบคุมอารมณ์ ทำให้เราค่อย ๆ เปลี่ยนจากการตอบสนองทันที มาเป็นการหยุดคิดและเลือกว่าจะตอบสนองอย่างไร

เช่น แทนที่จะรีบตอบข้อความด้วยอารมณ์ เราอาจหยุดสักครู่แล้วถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไร และฉันอยากตอบอย่างไร?”
การหยุดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เรามีพื้นที่ในการเลือกมากขึ้น

 

3. ช่วยให้เราแยก “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ออกจาก “สิ่งที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้น”

 

ความกังวลมักพาเราไปอยู่กับอนาคต

เช่น “ถ้าฉันทำพลาดล่ะ?” “ถ้าเขาไม่ชอบฉันล่ะ?” “ถ้าเรื่องนี้แย่กว่าที่คิดล่ะ?”

สมองส่วนหน้าช่วยให้เรานำข้อมูลที่มีมาประเมินสถานการณ์และแยกแยะว่าอะไรคือสัญญาณอันตรายจริง อะไรคือสิ่งใหม่ที่เรายังต้องเรียนรู้ และอะไรคือความเป็นไปได้ที่เรากำลังคาดการณ์ขึ้นมาเอง

 

 

ดังนั้น… เราไม่จำเป็นต้องกำจัดความกังวลให้หมด

 

เป้าหมายของการจัดการความกังวล ไม่ใช่การทำให้ตัวเองไม่กลัวอีกต่อไป

เพราะความกลัวและความกังวลมีประโยชน์ หากมันช่วยให้เราเตรียมตัว ระมัดระวัง และตัดสินใจอย่างรอบคอบ

 

สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ว่า เมื่อความกังวลเกิดขึ้น เราจะรับฟังมันอย่างไร และเลือกตอบสนองอย่างไร

 

ลองเปลี่ยนจาก “ฉันไม่ควรกังวลเลย” เป็น “ตอนนี้ฉันกำลังกังวล และฉันอยากเข้าใจว่าความกังวลนี้กำลังบอกอะไรฉัน”

 

เพราะการเติบโตไม่ได้หมายถึงการที่เราจะไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป แต่คือการที่เราเริ่มเข้าใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น และสามารถเลือกวิธีตอบสนองได้อย่างเหมาะสม

 

ความกล้าหาญจึงไม่ใช่การไม่รู้สึกกลัว

แต่คือการรู้สึกกลัว และยังค่อย ๆ ก้าวต่อไปได้

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

Daniels, N. (n.d.). Child Therapist’s List of Childhood Fears by Age. AT Parenting Survival for Anxiety & OCD. https://childocdtherapist.com/childhood-fears-by-age/

 

Gonçalves, D. C., & Byrne, G. J. (2012). Who worries most? Worry prevalence and patterns across the lifespan. International Journal of Geriatric Psychiatry, 28(1), 41–49. https://doi.org/10.1002/gps.3788

 

MacNamara, D. (n.d.). What Kids Worry and Fear at Different Ages. Deborah MacNamara. https://macnamara.ca/portfolio/what-kids-worry-and-fear-at-different-ages/

 

Wilkinson, P. O., Qiu, T., Jesmont, C., Neufeld, S. A. S., Kaur, S. P., Jones, P. B., & Goodyer, I. M. (2022). Age and gender effects on non-suicidal self-injury, and their interplay with psychological distress. Journal of Affective Disorders, 306, 240–245. https://doi.org/10.1016/j.jad.2022.03.021

 

 

 


 

 

บทความโดย
วธูสิริ พรหมดวง
นักจิตวิทยา ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย

 

แชร์คอนเท็นต์นี้