News & Events

คณะจิตวิทยาต้อนรับผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 พร้อมด้วยบุคลากรกลุ่มงานวิชาการสุขภาพจิต

 

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายแพทย์พงศกร เล็งดี ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 พร้อมด้วยบุคลากรกลุ่มงานวิชาการสุขภาพจิต ร่วมหารือกับ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา และ ผศ. ดร.ประพิมพา จรัลรัตนกุล รองคณบดี เกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนสุขภาวะองค์กร (Organizational Well-being) การส่งเสริมสุขภาวะในองค์กร ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างทั้งสองหน่วยงานในอนาคต

 

 

แสดงความยินดี คุณญาดา วงษ์แสงจันทร์ ที่ได้รับทุนก.พ.ให้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ

 

คณะจิตวิทยาขอแสดงความยินดีกับ คุณญาดา วงษ์แสงจันทร์ ศิษย์เก่าคณะจิตวิทยา ที่ได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาในหลักสูตร
Master of Arts in Gerontology, University of Southern California, USA
ด้วยทุนรัฐบาลไทย (ทุนก.พ.) เพื่อปฏิบัติงานที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

 

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี และคุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” ณ เรือนไทย จุฬาฯ ซึ่งจัดโดยธรรมสถาน จุฬาฯ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย บุคลากร นิสิตจุฬาฯ และพุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุจำนวน 10 รูป จากวัดสระเกศ

 

ทั้งนี้ กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะจัดขึ้นทุกวันศุกร์ตลอดเดือนกรกฎาคม 2569 ณ เรือนไทย จุฬาฯ

 

 

เมื่อสัตว์เลี้ยงหายไป: Ambiguous Loss

 

เคยสังเกตไหมครับว่า พวกเรามีค่าใช้จ่าย ทั้งค่ายา ค่าอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงมากน้อยแค่ไหนในแต่ละเดือน? จากคำศัพท์ยอดฮิตที่ว่า ทาสสุนัข และทาสแมว หลาย ๆ คนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในสังคมไทย รวมถึงสังคมในต่างประเทศ ได้รับความนิยมและมีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านการสำรวจของธนาคารกสิกรไทยเกี่ยวกับการส่งออกธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่พบว่ามีการเพิ่มขึ้นในแต่ละปี1 แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนเรา ยินดีและเต็มใจที่จะรับเอาสัตว์เลี้ยงมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ในงานเขียนพบว่ามีหลายแนวติดที่พยายามอธิบายถึงเหตุผลดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดทั้งวัยเด็กหรือผู้ใหญ่ที่อยากจะดูแลสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ดังนั้นสัตว์เลี้ยงจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มความรู้สึกของการได้รักและปกป้องดูแล หรืออีกแนวคิดหนี่งที่ว่าสัตว์เลี้ยงมีส่วนสำคัญที่ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเหงา ที่เกิดขึ้นอย่างมากในยุคสมัยสังคมปัจจุบัน แต่ไม่ว่าจะด้วยคำอธิบายใดๆ ก็ตามอย่างคำที่ Aubrey Fine บอกไว้และผมเองก็เห็นด้วยว่า เมื่อมนุษย์เรามีความรักความผูกพันกับสัตว์เลี้ยง การจะบอกว่าเราคงจะไม่รู้สึกอะไรในวันที่พวกมันหายไปหรือจากไปนั้นคงเป็นสิ่งที่ไร้สาระอย่างมาก2

 

การสูญเสียสัตว์เลี้ยงที่เป็นเสมือนเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว ความรู้สึกเศร้าโศกและเสียใจ (Grief) นั้นคงแทบจะไม่ต่างจากการสูญเสียคนสำคัญในชีวิต แต่การสูญเสียรูปแบบหนึ่งที่มักปรากฏกับการสูญเสียสัตว์เลี้ยง คือการสูญเสียที่กำกวม หรือคำภาษาอังกฤษว่า Ambiguous Loss สำหรับการสูญเสียประเภทนี้ Pauline Boss ให้ความหมายของการสูญเสียว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีความชัดเจน และไม่มีจุดสิ้นสุดหรือบทสรุป โดยการสูญเสียที่กำกวมมีอยู่ด้วยกันสองประเภทคร่าว ๆ คือ การสูญเสียแบบกายอยู่แต่ใจไม่อยู่ มักจะเป็นการสูญเสียที่อาจไม่พบในสัตว์เลี้ยง แต่จะเป็นการสูญเสียของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม เนื่องจากผู้ป่วยนั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่สิ่งที่หายไปคือ ความทรงจำ หรือความสามารถทางสติปัญญา เป็นต้น สำหรับการสูญเสียที่กำกวมอีกประเภทหนึ่งที่มักเกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงคือ แบบกายหายไปแต่ใจยังอยู่ หรือก็คือการที่สุนัขหรือแมวของเราหนีออกจากบ้าน โดนขโมย หรือพลัดหลงไป และเจ้าของนั้นยังหาตัวไม่เจอ การสูญเสียดังกล่าวจะไม่สามารถยืนยันได้ว่าสัตว์เลี้ยงของเรานั้นหายไปอยู่ที่ไหน และจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง3 ถ้าเรานึกถึงภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง 101 Dalmatians หรือชื่อไทยว่าทรามวัยกับไอ้ด่าง เมื่อลูกสุนัขทั้งหมดถูกขโมยไป สิ่งที่เจ้าของสุนัขรู้สึกและต้องเผชิญก็คือความสูญเสียประเภทนี้

 

 

การสูญเสียที่กำกวม หาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้นั้นสามารถสร้างบาดแผลหรือความท้าทายที่อาจจะแตกต่างกับความโศกเศร้าจากการสูญเสียโดยทั่ว ๆ ไป นั่นก็คือการสร้างความรู้สึกที่ขัดแย้งหรือครึ่ง ๆ กลาง ๆ (Ambivalence) ระหว่างความหวังที่เราจะตามหาสัตว์เลี้ยงเจอหรือมันจะกลับบ้านในที่สุด กับความรู้สึกหมดหวังว่ามันจะไม่กลับมาอีกแล้ว ความหมดหวังก็อาจจะนำมาซึ่งความรู้สึกผิด ว่าเราถอดใจเร็วไปหรือเปล่า ตามมาด้วยความเศร้าหรือความโกรธ และความรู้สึกมักวนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามสำคัญคือเมื่อเกิดภาวะสูญเสียสัตว์เลี้ยงที่มันกำกวม เจ้าของจะมีวิธีการจัดการกับจิตใจอย่างไรนั้น Pauline Boss และ Janet Yeats3 รวมทั้ง Julie Austin4 ได้นำเสนอแนวทางซึ่งผู้เขียนได้หยิบยกบางประเด็นมาแลกเปลี่ยนให้ผู้อ่านฟัง ดังนี้

 

  1. การทำให้ความรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั้นเป็นเรื่องปกติ (Normalizing Ambivalence) หรือก็คือการที่เรามีความรู้สึกวนไปมา ทั้งหมดหวัง ยังมีหวัง มันเป็นเรื่องปกติของการสูญเสียที่มันกำกวม การที่เราสามารถระบุได้ว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่มันคืออะไร และยิ่งเราเห็นและรู้จักมัน จะเป็นก้าวสำคัญอันดับแรกในการรับมือกับการสูญเสียประเภทหนึ่งที่ท้าทายที่สุด สิ่งที่ไม่เอื้อคือการปฏิเสธหรือเพิกเฉยความรู้สึกที่มันปะทุ และสลับไปมาของมันมากกว่า
  2. การอนุญาตให้ตัวเองตามหา และหยุดพัก (Set Boundaries around searching) การโพสต์ตามหาในโลกออนไลน์ หรือการตระเวนตามหาสัตว์เลี้ยงในสถานที่ต่าง ๆ อย่างไม่ลดละเพื่อให้ได้เจอหรือได้คำตอบที่ชัดเจนคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะทำสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก แต่มันคงแลกมาด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์ (Emotional Draining) ดังนั้นบทความจึงแนะนำให้ผู้เลี้ยงวางแผนว่า เราจะติดตามและตามหาสัตว์เลี้ยงนานแค่ไหน บ่อยหรือถี่แค่ไหน ซึ่งสำหรับผู้เขียนมองว่า ความตั้งใจและการตามหาของเจ้าของนั้นเป็นความรักและความทุ่มเทของเจ้าของ แต่ขอให้เจ้าของมีเวลาได้หยุดพักเพื่อจะได้มีแรงกายแรงใจในวันต่อ ๆ ไป
  3. ในทางจิตวิทยา เรามักพูดถึงการปรับเปลี่ยนมุมองหรือความคิด สำหรับการสูญเสียที่กำกวมนั้นสิ่งต่าง ๆ จะหาความสมเหตุสมผลได้ยาก ทั้งกายอยู่หรือใจไม่อยู่ หรือกายไม่อยู่และไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน ดังนั้นคำแนะนำที่ถูกพูดถึงคือการกลับมาพิจารณาชุดความคิดความเชื่อของเจ้าของว่า เราสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้เสมอไปจริงหรือไม่ มีอะไรบ้างที่เราควบคุมได้ และอะไรที่ตัวเราเองอาจจะไม่สามารถควบคุมได้เลย
  4. การมีกิจวัตรที่ระลึกถึงสัตว์เลี้ยง (Honour bond with rituals) การมีพื้นที่เล็ก ๆ มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ที่เป็นสิ่งของของสัตว์เลี้ยง เช่นปลอกคอ ของเล่น หรือภาพถ่าย มันเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความผูกพันไม่ว่าสัตว์เลี้ยงนั้นจะอยู่ที่ใดก็ตาม การที่มุมตรงนี้ในห้องหรือบ้านจึงเป็นการทำให้ความรู้สึกเจ็บปวด ความเสียใจที่มักเป็นสิ่งนามธรรม ให้เป็นอนุสรณ์ของความรักที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
  5. การได้พูดคุยกับเพื่อน คนในครอบครัวที่เข้าใจก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เราอยู่กับความสูญเสียได้ดียิ่งขึ้น แต่หากว่าความเศร้าและเสียใจนั้นมีความรุนแรง หรือยาวนาน หรือการพูดคุยกับคนรอบข้างอาจพบเจอกับอุปสรรค การนัดหมายพูดคุยกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและจิตบำบัด ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถทำได้
  6. ผู้เขียนขอให้ข้อนี้เป็นข้อที่ผู้อ่านแต่ละคนได้ลองพิจารณาว่า เรามีวิธีการรับมือกับการสูญเสียอย่างไร เพราะแก่นสำคัญที่ต้องเน้นย้ำกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงคือการสูญเสียไม่ว่าจะกำกวมหรือไม่กำกวม แต่ละคนมีเส้นทางในการเยียวยาและก้าวผ่านการสูญเสียที่แตกต่างไม่เหมือนกัน

 

 

สำหรับตัวผู้เขียนเองในฐานะทาสแมวคนหนึ่ง มองว่าการสูญเสียนั้น มันคงไม่สามารถหลีกหนีความเศร้าและเสียใจได้แต่ หวังว่าบทความนี้ จะมีส่วนช่วยให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ได้มีมุมมองหรือแง่คิดกลับไป มีการจัดใจให้อยู่กับความกำกวม ความหวัง และอารมณ์ต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้นนะครับ

 

 

 

Reference

1. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. 2025. “ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยปี 2568 โตต่อเนื่องทั้งในประเทศและการส่งออกตามความนิยมมีสัตว์เลี้ยง.” Accessed September 10, 2025. https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Pet-Food-IAO123-Info-FB-17-03-25.aspx

 

2. Fine, Aubrey H. 2019. “The Eternal Bond: Understanding the Importance of the Human–Animal Bond and its Impact on Pet Loss.” In Pet loss, grief, and therapeutic interventions, pp. 5-18. Routledge.

 

3. Boss, Pauline, and Janet R. Yeats. 2014. “Ambiguous Loss: A Complicated Type of Grief when Loved Ones Disappear.” Bereavement Care 33, no. 2: 63-69.

 

4. Austin, Julie. 2025. “Ambiguous Grief: Coping When Your Pet Is Missing or Has Been Rehomed.” Accessed July 12, 2026. https://thepetlossdoctor.com/coping-when-your-pet-is-missing/

 

 


 

 

บทความโดย

อาจารย์ ดร.ภาณุ สหัสสานนท์

ผู้อำนวยการWellness Center และอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา

 

คณะจิตวิทยาให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากมูลนิธิเอสซีจี เพื่อหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการจัดทำโครงการที่มุ่งเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเองของเยาวชน

 

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากมูลนิธิเอสซีจี ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ เพื่อหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการจัดทำโครงการที่มุ่งเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเองของเยาวชน โดยมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวคิดทางจิตวิทยาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการ
ผู้แทนจากมูลนิธิเอสซีจีที่เข้าร่วมการหารือ ประกอบด้วย คุณชุติพันธ์ เสริมสวัสดิ์ศรี กรรมการและผู้จัดการทีมมูลนิธิเอสซีจี คุณสุทธินุช กาญจนะวณิชย์ Head of Strategic Planning and Innovation Management คุณปาจรีย์ พืชสะกะ Head of Social Advocacy Management คุณจีรานุช สินโรจน์ธนากร Manager – Strategic Opportunities และคุณณัฐธิดา ดำรงศักดิ์ Manager – Social Advocacy
ในการนี้ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยาและอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา ผศ. ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีและอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม และคุณจิรีรัตน์ สิทธิวงศ์ นักจิตวิทยา ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานกับเยาวชน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองจากการปฏิบัติงานจริง

อายุทางอัตวิสัย – Subjective Age

 

คำว่าผู้สูงวัยหรือผู้สูงอายุเป็นกระบวนการที่มีความเป็นพลวัตรภายใต้เงื่อนไขเชิงโครงสร้างของแต่ละสังคม ซึ่งเป็นผู้ให้ความหมายหรือตีความการรับรู้เกี่ยวกับการสูงวัย ทำให้อายุเริ่มต้นที่ใช้ในการระบุผู้สูงอายุหรือระบุการเข้าสู่ความสูงอายุของบุคคลที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ไม่สามารถอธิบายถึงหลักการและเหตุผลที่ชัดเจนหรือเกณฑ์ข้อตกลงที่เป็นสากล

 

โดยทั่วไปพิจารณาจากองค์ประกอบในด้านต่าง ๆ เช่น การสูงอายุตามวัยหรือตามปีปฏิทินที่ผ่านไป การเปลี่ยนแปลงทางชีวิวิทยาของสภาพร่างกายและความสามารถในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิต หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพและบทบาททางสังคมของบุคคล ทำให้การประเมินการรับรู้เรื่องอายุของบุคคลอาจแบ่งออกได้ ดังนี้ อายุตามปฏิทินหรือตามวัย (chronological age) อายุทางชีววิทยา (biological age) และ อายุทางอัตวิสัย (subjective age)

 

 

อายุทางอัตวิสัย หมายถึง อายุที่วัดประเมินหรือบ่งชี้จากประสบการณ์ส่วนบุคคล การรับรู้สัมผัสประสบการณ์ความแก่ชราที่แตกต่างกันไปของแต่ละบุคคล โดยผ่านการประเมินตัวเองจากความรู้สึกและประสบการณ์ของตัวบุคคลว่าตัวเองอายุอ่อนกว่าวัยหรือมีอายุแก่กว่าวัย โดยขึ้นอยู่กับการประเมินในแง่มุมต่าง ๆ ของอายุ

 

อายุทางอัตวิสัยไม่ใช่คุณลักษณะพฤติกรรมส่วนบุคคล (trait) แต่เป็นสภาวะทางจิตใจ (state) มีลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งประกอบไปด้วย ความรู้สึก (feel-age) รูปลักษณ์ (look-age) กิจกรรมที่ทำ (do-age) และการแสดงออกด้านความสนใจในสิ่งต่าง ๆ (interest-age)

 

 

 

 

อายุทางอัตวิสัยมีการศึกษาเชิงประจักษ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 ในปัจจุบันมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่รู้สึกว่าตัวเองอ่อนกว่าวัยมากกว่าในอดีต แต่ยังขาดคำอธิบายทางทฤษฎีทางจิตวิทยาที่แน่ชัด นักจิตวิทยาบางส่วนนำเสนอแนวคิดเชิงกระบวนการสร้างแรงจูงใจ ว่าบุคคลมีแรงจูงใจที่จะรู้สึกว่าตนเองอ่อนเยาว์ ซึ่งเป็นขอบเขตของอคติเชิงบวก (positive bias) อีกแนวคิดเป็นเรื่องการประมวลผลข้อมูล คือผู้สูงอายุในปัจจุบันจะรับรู้ว่าตัวเองอ่อนกว่าอายุปฏิทินเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อน เนื่องจากสภาวะสุขภาวะของผู้สูงอายุในปัจจุบันดีขึ้น

 

ทั้งนี้ เกณฑ์การแบ่งช่วงอายุระหว่างผู้สูงอายุ (older) กับแรงงานสูงวัย (older worker) มีความแตกต่างกัน ผู้สูงอายุมีเกณฑ์การแบ่งช่วงอายุไว้ 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงสูงอายุตอนต้น อายุประมาณ 60-69 ปี ช่วงสูงอายุตอนกลาง อายุประมาณ 70-79 ปี และช่วงสูงอายุตอนปลาย อายุประมาณ 80 ปีขึ้นไป ส่วนเกณฑ์การแบ่งช่วงอายุของแรงงานสูงวัยไม่มีการแบ่งไว้ตายตัว และมีช่วงอายุที่แคบกว่าผู้สูงวัย ที่ผ่านมานักวิชาการได้มีการเสนอช่วงอายุและเกณฑ์ที่หลากหลาย แต่ก็ไม่ได้มีการกำหนดอายุตามปีปฏิทินของแรงงานสูงวัยในบริบทของการทำงาน ทั้งนี้เป็นเพราะคำว่า “แก่กว่า” เป็นหมวดหมู่ทางสังคมที่ไม่คงที่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการเหมารวมอายุในเชิงลบ

 

แรงงานสูงวัยในแต่ละประเทศ หน่วยงาน หรือองค์กร ต่างใช้นิยามด้านอายุค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ 40-65 ปี เช่น กระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริกา ถือว่าแรงงานสูงอายุหมายถึงแรงงานที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ขณะที่กฎหมายการเลือกปฏิบัติด้านอายุในการจ้างงาน ค.ศ. 1967 ของสหรัฐฯ กลับนิยามแรงงานสูงอายุว่าหมายถึงลูกจ้างที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป สำหรับประเทศไทยอิงตามพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 เช่นเดียวกับองค์การสหประชาชาติ นิยามว่าแรงงานสูงวัยว่าคือผู้ที่ทำงานเกินกว่าอายุเกษียณทั่วไป นั่นคือผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

 

การศึกษาในบริบทของการทำงาน พบว่า อายุทางอัตวิสัยสามารถกระตุ้นกระบวนการสร้างแรงจูงใจภายในที่ส่งผลต่อความผูกพันในงานของกลุ่มบุคลากรสูงวัย และสามารถเพิ่มพฤติกรรมการปรับงานเชิงรุก การเรียนรู้ และการพัฒนาตนเองเพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำงาน กล่าวคือ บุคคลที่รู้สึกว่าตัวเองอายุอ่อนกว่าปีปฏิทินจะมีความผูกพันในงาน และมีพฤติกรรมการปรับงานเชิงรุก มากกว่าบุคคลที่รู้สึกว่าตัวเองแก่กว่าอายุตามปีปฏิทิน

 

 


 

 

 

ข้อมูลจาก

 

มนัส อุ่นใจ. (2566). ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2023.140

 

แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 69 ปี แห่งการสถาปนาคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

 

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วย คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และ คุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการคณะจิตวิทยา ร่วมแสดงความยินดีและมอบของที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 69 ปี แห่งการสถาปนาคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รศ. ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะครุศาสตร์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา อาคารพระมิ่งขวัญการศึกษาไทย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

 

 

 

 

 

 

กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” ณ เรือนไทย จุฬาฯ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฎาคม 2569

 

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และคุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” ณ เรือนไทย จุฬาฯ ซึ่งจัดโดยธรรมสถาน จุฬาฯ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย บุคลากร นิสิตจุฬาฯ และพุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุจำนวน 10 รูป จากวัดสระเกศ

 

ทั้งนี้ กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะจัดขึ้นทุกวันศุกร์ตลอดเดือนกรกฎาคม 2569 ณ เรือนไทย จุฬาฯ

 

 

งานวันคล้ายวันสถาปนาคณะจิตวิทยา ครบรอบ 30 ปี และการมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น

 

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะจิตวิทยา ครบรอบ 30 ปี ณ อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา ผู้บริหาร บุคลากร และนิสิตคณะจิตวิทยา ให้การต้อนรับผู้แทนจากส่วนงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย และคณาจารย์อาวุโสของคณะจิตวิทยา ที่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสวันครบรอบนี้

 

จากนั้นมีพิธีทำบุญเลี้ยงพระเพื่อเป็นสิริมงคลแก่คณะ และพิธีมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติ ศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2569 ให้แก่ ดร.ณรัณ พรพัฒนานางกูร ศิษย์เก่าดีเด่นประเภทนักวิชาการ นักวิจัย โดยมีครอบครัวเป็นผู้แทนรับมอบรางวัล และ คุณสโรชา กิตติสิริพันธุ์ ศิษย์เก่าดีเด่นประเภทผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมประเภทอื่น ๆ

 

 

 

 

 

รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ มอบเงินจำนวน 100,000 บาท เป็นทุนการศึกษาให้กับนิสิตคณะจิตวิทยา

 

คณะจิตวิทยา ขอกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ ราชบัณฑิต และอดีตคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้มอบเงินจำนวน 100,000 บาท เป็นทุนการศึกษาให้กับนิสิตคณะจิตวิทยา ในโอกาสการครบรอบ 30 ปี แห่งการสถาปนาคณะจิตวิทยา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา