News & Events

Workshop : เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 4

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 4”

 

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 4” ประจำปี 2568 ในวันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2568 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้อง 614 ชั้น 6 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชราภรณ์ บุญญศิริวัฒน์ อาจารย์พิเศษแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร

 

 

 

 

การเจรจาต่อรอง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาระหว่างครอบครัว การเจรจาทางธุรกิจ เป็นต้น ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับจาก “การเจรจาต่อรอง” ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากและมักจะเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก ๆ เมื่อเราจะต้องประสานงานการทำงานกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรองกับผู้ที่เราจะต้องดำเนินธุรกิจด้วยหรือแม้แต่การเจรจาต่อรองที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมิติอื่น ๆ ได้ เพียงแต่ว่าเรื่องนั้นควรต่อรองหรือไม่ คุ้มหรือไม่กับการต้องต่อรอง หากต้องนิยามคำว่าเจรจาต่อรอง ก็สามารถให้ความหมายแบบกว้าง ๆ คือ กระบวนการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) มีบุคคลร่วมเจรจา 2 ฝ่ายขึ้นไป ถือเป็นกิจกรรมที่มีความทางการ มีการกำหนดจุดยืน มีผลประโยชน์ที่ต้องการแลกเปลี่ยนกัน และมุ่งหวังให้ผลประโยชน์หรือข้อกำหนดนั้นบรรลุความต้องการของทุกฝ่าย

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง” จึงเป็นโครงการสำหรับผู้ที่ต้องเข้าใจในพื้นฐานของการเจรจาต่อรอง โดยมุ่งเน้นการศึกษาไปยังเทคนิคพื้นฐานในกระบวนการของการต่อรอง ว่าการออกไปพบปะผู้คนควรวางแผนและเตรียมตัวล่วงหน้าในการเจรจาอย่างไร จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการคาดหวังว่าผู้ที่ผ่านการอบรมจะสามารถนำเทคนิคดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถรับมือและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

 

 

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมโครงการจากคณะจิตวิทยา

 

 

วิธีการฝึกอบรม
  • ภาคทฤษฎี – โดยการบรรยาย ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
  • ภาคปฏิบัติ – โดยการฝึกปฏิบัติ ระยะเวลา 3 ชั่วโมง

 

 

การอบรมมีอัตราค่าลงทะเบียน ท่านละ 4,500 บาท

(ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรมและวุฒิบัตร)

 

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน
  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วันทำการ
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จะจัดส่งให้ทางอีเมลที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี โทร. 02-218-1307 E-mail: wathinee.s@chula.ac.th

 

 


 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14

 

 

Special Talk: “What Does Theory Leave Unseen? Critical Reflections on Researching Individuals at Work”

 

 

On 7 September 2026, the East-West Psychological Science Research Center, Faculty of Psychology, Chulalongkorn University, hosted a Special Talk entitled “What Does Theory Leave Unseen? Critical Reflections on Researching Individuals at Work,” delivered by Dr. David S. A. Guttormsen, Professor in Organisation & Management at the University of South-Eastern Norway.

 

The talk invited participants to critically reflect on the role of theory in research, particularly how theoretical frameworks shape what researchers observe, interpret, and understand about individuals in the workplace—and how certain perspectives may, at the same time, leave some aspects unseen.

 

Drawing on examples from research in cross-cultural management, expatriates, and marginalised workers, Dr. Guttormsen highlighted the importance of critically examining the theoretical lenses researchers use and considering how these lenses may both enable and limit our understanding of people and organisational phenomena.

 

The East-West Psychological Science Research Center would like to express our sincere appreciation to Dr. David S. A. Guttormsen for sharing his valuable insights, perspectives, and research experience. We also extend our thanks to all faculty members, researchers, students, and participants who joined the session and contributed to the engaging academic discussion.

 

การบรรยาย FINANCIAL STATEMENT & INVESTMENT ANALYSIS

 

วันที่ 2 กันยายน 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงไกร บุญเลิศอุทัย รองอธิการบดี (การเงินและการบัญชี) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาบรรยายหัวข้อ “ความเข้าใจในการจัดทำงบการเงินและการลงทุนสำหรับผู้บริหาร [FINANCIAL STATEMENT & INVESTMENT ANALYSIS]” ให้กับผู้บริหารและคณาจารย์ คณะจิตวิทยา ณ 809 ชั้น 8 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ

 

 

คณะจิตวิทยาต้อนรับคณะครูส่วนงานแนะแนว โรงเรียนยโสธรพิทยาคม ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานด้านจิตวิทยา

 

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 คณะครูส่วนงานแนะแนว โรงเรียนยโสธรพิทยาคม ได้เข้าศึกษาดูงานด้านจิตวิทยา การดำเนินงานสำหรับห้องให้คำปรึกษา ห้องปฏิบัติการทางจิตวิทยา เพื่อนำไปดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจทางจิตวิทยา ให้สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมแนะแนวของโรงเรียนต่อไป ในการนี้ คุณจิรีรัตน์ สิทธิวงศ์ นักจิตวิทยาประจำศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา และคุณณัฏฐ์ณัชชา ศศิเกษมพัฒน์ เจ้าหน้าที่หลักสูตรปริญญาตรี (ไทย) เป็นตัวแทนให้การต้อนรับและบรรยาย

 

 

 

กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนสิงหาคม 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ

 

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี และคุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนสิงหาคม 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ ซึ่งจัดโดยธรรมสถาน ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ งานนี้มีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารและบุคลากรคณะ สถาบัน หน่วยงาน และนิสิตจุฬาฯ ร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์ 9 รูป จากวัดสระเกศ

 

 

คณะกรรมการนิสิตคณะจิตวิทยาจัดกิจกรรมน้อมใจวันทาคณาจารย์ ประจำปี 2569

 

ฝ่ายศิลปวัฒนธรรม คณะกรรมการนิสิตคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กนจว.) จัดกิจกรรมน้อมใจวันทาคณาจารย์ 2569 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00-18.30 น. ณ ห้อง 614 ชั้น 6 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา เพื่อแสดงความขอบคุณและระลึกถึงพระคุณของครูอาจารย์ที่ได้อุทิศตนในการให้ความรู้และพัฒนานิสิต ตลอดจนสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างอาจารย์และนิสิต

 

ภาพบรรยากาศ

 

 

 

แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันครบรอบ 17 ปี แห่งการสถาปนาสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร

 

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วยคุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ร่วมแสดงความยินดีและมอบของที่ระลึก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันครบรอบ 17 ปี แห่งการสถาปนาคณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช คณบดีคณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ และคณะผู้บริหาร เป็นผู้รับมอบ ณ บริเวณโถง อาคารจุฬาพัฒน์ 13 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การรับรู้ความสามารถของตนเอง – Self-efficacy

 

การรับรู้ความสามารถของตนเอง หมายถึง ความเชื่อในความสามารถของตนในการกระทำหรือปฏิบัติงานหนึ่ง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งการรับรู้ความสามารถของตนเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะที่บุคคลมีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการที่บุคคลพิจารณาตัดสินว่าตนจะสามารถทำอะไรได้จากทักษะที่มี ซึ่งส่งผลต่อแรงจูงใจ ความพยายาม และความอดทนต่ออุปสรรคขัดขวางต่าง ๆ

 

การรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นกระบวนการที่บุคคลเรียนรู้อย่างซึมซับจากการปฏิสัมพันธ์หว่างบุคคลกับสังคมและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่ในวันเด็กจนถึงวัยชรา ซึ่ง Bandura (1997) ได้เสนอแหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลในการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองไว้ดังนี้

 

1. ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จด้วยตนเอง (Enactive mastery experience)

 

เป็นสิ่งที่ส่งผลมากที่สุดในการพัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเอง เนื่องจากการที่บุคคลกระทำและประสบความสำเร็จด้วยตนเองจะส่งผลให้บุคคลเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองเพิ่มมากขึ้น จนทำให้มีความพยายามในการปฏิบัติพฤติกรรมต่าง ๆ แม้ว่าจะประสบกับอุปสรรคหรือพบกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังก้ไม่มีผลกระทบมากนัก เรื่องจากบุคคลจะไม่ได้มองว่าความล้มเหลวนั้นมาจากการที่ตนขาดความสามารถ แต่เป็นผลจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ยังพยายามไม่พอ สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ให้เกิดความสำเร็จได้โดยพยายามและฝึกทักษะมากขึ้นเพื่อให้บรรลุผลตามที่คาดหวังไว้

 

2. การได้เห็นประสบการณ์หรือแบบอย่างจากบุคคลอื่น (Vicarious experience หรือ modeling)

 

การได้เห็นประสบการณ์หรือแบบอย่างจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับตนกระทำพฤติกรรมใด ๆ แล้วประสบความสำเร็จ จะทำให้ผู้สังเกตรับรู้ว่าตนเองนั้นก็สามารถที่จะกระทำหรือประสบความสำเร็จได้เช่นกัน หากมีความพยายามจริงและไม่ย่อท้อ ซึ่งตัวแบบนั้นมีสองประเภท คือ ตัวแบบที่เป็นบุคคลจริง คือ ตัวแบบที่บุคคลได้มีโอกาสสังเกตและมีปฏิสัมพันธ์โดยตรง และตัวแบบสัญลักษณ์ คือ ตัวแบบที่ได้รับผ่านสื่อต่าง ๆ

 

3. การมีคำพูดชักจูง (Verbal persuasion)

 

การได้รับคำพูดโน้มน้าวให้บุคคลเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถที่จะกระทำพฤติกรรมได้สำเร็จ อาจเป็นคำพูดในลักษณะชักจูง แนะนำ อธิบาย ชื่นชม ทำให้เกิดกำลังใจและความมั่นใจ อย่างไรก็ตามปัจจัยนี้ไม่ค่อยได้ผลนัก อาจช่วยได้ในระยะสั้น ถ้าจะให้ได้ผลต้องเกิดควบคู่กับปัจจัยแรก

 

4. สภาวะด้านร่างกายและอารมณ์ (Physiological and affective states)

 

การมีสภาวะร่างกายแข็งแรง มีภาวะสุขภาพที่ดีจะทำให้บุคคลมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากบุคคลมีสภาวะร่างกายอ่อนแอหรือมีอาการเจ็บป่วย ย่อมจะส่งผลในทางตรงกันข้าม เช่นกันกับสภาวะด้านอารมณ์ ถ้ามีอารมณ์บวก เช่น รู้สึกมีความสุข รู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีความพอใจ จะส่งผลให้มีความเชื่อในความสามารถแห่งตนเพิ่มขึ้น แต่หากสภาวะด้านอารมณ์เป็นลบ เช่น เครียด วิตกกังวล กลัว จะส่งผลให้ความเชื่อในความสามารถแห่งตนของบุคคลลดลง และอาจหลีกเลี่ยงการกระทำพฤติกรรมนั้น ๆ ได้

 

 

 

 

ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองของ Bandura ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ของการรับรู้ความสามารถของตนเองซึ่งเป็นปัจจัยส่วนบุคคล กับการเกิดพฤติกรรมซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่คาดหวัง กล่าวคือ ผลลัพธ์จากการกระทำพฤติกรรมใด ๆ ก็ตาม เกิดขึ้นจากความคาดหวัง 2 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กันซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจหรือการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ของบุคคล ได้แก่ (1) ความคาดหวังในความสามารถของตนเองหรือการรับรู้ความสามารถของตนเอง – ยิ่งบุคคลมีความเชื่อในความสามารถของตนเองมากเท่าใด ก็มีแนวโน้มที่จะจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ มากขึ้นเท่านั้น และ (2) ความคาดหวังในผลลัพธ์ – การประเมินว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะทำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดหวังหรือได้หรือไม่

 

เมื่อบุคคลมีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูง เชื่อว่าตนสามารถกระทำการบางอย่างได้ ก็จะทำให้เกิดพฤติกรรมนั้นได้ และหากบุคคลมีความคาดหวังในผลลัพธ์สูง ก็จะยิ่งช่วยให้พฤติกรรมนั้นเกิดผลสำเร็จตามที่คาดหวัง แต่หากมีความคาดหวังในผลลัพธ์ที่ต่ำ พฤติกรรมนั้นอาจจะคงอยู่ได้ไม่นาน และอาจทำให้เกิดความล้มเหลว ไม่สำเร็จผล ในทางกลับกันหากบุคคลมีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่ำ ไม่เชื่อว่าตนเองจะกระทำการบางอย่างได้ พฤติกรรมก็จะไม่เกิด และผลลัพธ์ที่คาดหวังก็จะไม่เกิดขึ้นด้วย

 

 

นอกจากนี้ Bandura 1986 ได้อธิบายถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากการรับรู้ความสามารถของตนเอง ดังนี้

 

  1. พฤติกรรมการเลือก – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูง จะมีพฤติกรรมการเลือกทำในสิ่งที่ยาก และจะพัฒนาตนเองเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
  2. การใช้ความพยายามและความมุ่งมั่น – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูงจะพยายามและมุ่งมั่นในการแสดงพฤติกรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายมากกว่าบุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่ำ
  3. รูปแบบของการคิดและการตอบสนองทางอารมณ์ – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูงจะมองว่าความล้มเหลวเกิดจากความพยายามที่ไม่มากพอ มองว่าประเมินว่าตนเองไม่มีความสามารถ
  4. การกำหนดพฤติกรรมของตนเอง – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองอยู่จะยอมรับผลสำเร็จว่าเกิดจากการกระทำที่ใช้ความพยายามของตน ไม่ได้มาจากโชคชะตา

 

 

 


 

 

 

ข้อมูลจาก

 

พัฐปณิตา จันกลิ่น, วันวิสา พิทักษ์พินิจนันท์ & ศิวนาถ รักการงาน. (2556). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนเองในการออกกำลังกาย การซึมซับจากวัฒนธรรมสังคมและความไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์กับเจตนาที่จะออกกำลังกาย [โครงการวิชาการวิทยาศาสตรบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.SP.2013.11

 

มนชนก เฮงสุวรรณ. (2558). ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่สอดคล้องระหว่างบุคคลกับงาน ความแตกต่างระหว่างบุคคล การปั้นงาน และความผูกใจมั่นในงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรกำกับและตัวแปรส่งผ่าน [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2015.270

 

วรรณชนก อยู่ถมยา. (2568). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษของพนักงานโดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2025.92

คณะจิตวิทยาเข้าร่วมโครงการสหเวชศาสตร์เสริมสร้างสุขภาพชุมชนบ้านครัวแบบบูรณาการและยั่งยืน

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมโครงการสหเวชศาสตร์เสริมสร้างสุขภาพชุมชนบ้านครัวแบบบูรณาการและยั่งยืน ซึ่งจัดโดย คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ณ สุเหร่ากองอาสาจาม (มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์)

กิจกรรมของคณะจิตวิทยา ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมความเมตตาต่อตนเอง (Self-Compassion) ผ่านการเรียนรู้และประดิษฐ์ดอกไม้จากลวดกำมะหยี่ โดยนำองค์ความรู้ทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนในทุกช่วงวัย

คณะจิตวิทยา ให้การต้อนรับคณะอาจารย์และผู้แทนจาก National Cheng Kung University (NCKU)

 

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้การต้อนรับคณะอาจารย์และผู้แทนจาก National Cheng Kung University (NCKU) ได้แก่

  • Chair Prof. Fong-Chin Su
  • Ms. Mirabell Chien
  • Ms. June Hsu
  • Ms. Kanjana Chaitika

 

ในการเยี่ยมเยือนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการและงานวิจัยระหว่างสถาบัน โดยมีกิจกรรมสำคัญ ดังนี้

 

ผศ. ดร.พีร วงศ์อุปราช ได้บรรยายและนำเสนอผลงานทางวิชาการและงานวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Neuroscience และ Electroencephalography (EEG) พร้อมทั้งนำคณะผู้แทนเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ EEG และพื้นที่ Lab Space ของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพและแนวทางการดำเนินงานวิจัยในด้านดังกล่าว

 

ผศ. ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช ได้แนะนำแนวทางและโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือด้านงานวิจัยกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับ ทุนสนับสนุนการวิจัย และโอกาสในการเข้าร่วม การประชุมวิชาการในระดับนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกัน

 

นอกจากนี้ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ ผศ. ดร.สุภลัคน์ ลวดลาย และ ผศ. ดร.พจ ธรรมพีร ได้เข้าร่วมให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก NCKU และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและองค์ความรู้ด้านวิชาการและงานวิจัยในโอกาสดังกล่าว

 

การเยี่ยมเยือนครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการดำเนินงานวิจัยระหว่างทั้งสองสถาบัน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมและวางรากฐานสำหรับการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยระหว่าง คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ National Cheng Kung University ในอนาคต