News & Events

เด็กกับสื่อ

 

วันนี้เป็นวันที่น่าตื่นเต้นและสนุกสนานอีกครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะเป็นวันที่จะได้ลงไปสนทนากลุ่ม (Focus group) กับเด็กๆ ณ โรงเรียนระดับประถมศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร การสนทนากลุ่มเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร เด็กๆ ที่มาพร้อมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะเด็กๆ รับทราบว่าพวกเขาถือเป็นตัวแทนของเด็กไทยในช่วงอายุ 10-12 ปีที่จะมาให้ข้อมูลว่าในวัยของพวกเขานั้น เขาเสพสื่ออะไรบ้าง? สื่อมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง? และถ้าเป็นรายการสำหรับคนในวัยของพวกเขาแล้ว เขาอยากได้รายการแบบใด?

 

คำตอบที่ได้หลายเรื่องน่าสนใจ เช่น เด็กวัยนี้ชอบรายการที่เป็นรายการเสมือนจริง (Reality Shows) มากกว่ารายการแบบเด็กเล็กที่เป็นการ์ตูนและดำเนินเรื่องราวช้าๆ ซ้ำๆ เพราะเด็กเรียนรู้แล้วว่าอะไรคือโลกแห่งความจริง และอะไรคือโลกสมมติ เด็กอยากได้เนื้อหาสาระที่สามารถไปช่วยพวกเขาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน สิ่งที่พวกเขาสนใจยังเป็นเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวของกับพัฒนาการตามวัยของพวกเขา การแก้ปัญหาเวลาอยู่กับเพื่อน การมีสัมพันธภาพในครอบครัว พวกเขาบอกว่า “พวกผมก็เครียดเรื่องเรียน เรื่องครอบครัวและเรื่องเพื่อนได้นะครับ” วัยนี้เป็นวัยที่จะก้าวเข้าสู่วัยรุ่นในไม่ช้า ฉะนั้นเรื่องเครียดก็คงมากขึ้นจริง ๆ

 

พวกเด็กๆ ยังชอบหาความบันเทิงใส่ชีวิต ดังนั้นการดูละคร รายการที่มีเนื้อหาสนุกสนาน และภาพยนตร์ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทว่าพวกเขายังสนใจเกมโชว์ เกมตอบปัญหา และสารคดีด้วย เพราะพวกเขาอยากได้สาระและความรู้เช่นกัน แม้ว่าจะสนใจน้อยกว่าละครและภาพยนตร์ก็ตามเถอะ

 

ที่น่าสนใจมากคือ เด็กๆ เหล่านี้เสพสื่อแทบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย (เช่น Facebook, Youtube, Instragram เป็นต้น) เด็กส่วนใหญ่บอกว่าพวกเขาชอบดูรายการต่างๆ ละคร หนัง และสารคดี ผ่านช่องทาง Youtube ที่เป็นเช่นนี้เพราะทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องการความต่อเนื่องและเบื่อโฆษณา” (สิ่งนี้คงไม่ต่างจากผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ เช่นกัน) เด็ก ๆ ยังใช้เวลาในการเล่นเกมทางอินเทอร์เน็ต และที่หลายคนชอบมากคือ ดู Cast Game จาก Youtube

 

เมื่อถามว่าพวกเขาใช้เวลาโดยเฉลี่ยกี่ชั่วโมงต่อวันในการเสพสื่อ แน่นอนว่าไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ใช้สมาร์ทโฟน รอรถ อยู่ใน BTS นั่งรถเมล์ รอพ่อแม่มารับกลับจากโรงเรียนก็ดูได้ กลับมาถึงบ้านก็ดูได้ ผู้ปกครองบางท่านอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะทางบ้านมีการกำหนดเวลาในการดูสื่อและเล่นอินเทอร์เน็ต คำถามคือ ท่านทำได้จริงหรือ? เพราะเด็กๆ บอกว่า พวกเขาแอบดูและส่วนใหญ่แอบดูหนัง ละคร และรายการที่มีเนื้อหาที่ไม่อยู่ในขอบเขตที่ผู้ปกครองกำหนดทั้งสิ้น!

 

การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า การปล่อยให้เด็กเสพสื่อต่างๆ ตามลำพังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การถูกชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย เช่น การมีแฟน (ที่ไม่ดี) การถูกล่วงละเมิดทางเพศ และการถูกล่อลวงให้กระทำพฤติกรรมใดๆ ก็ตามที่เป็นอันตรายต่อตัวเด็ก การเสพสื่อที่มีเนื้อหาก้าวร้าวรุนแรง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างเสริมพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็ก นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตใจของเด็กด้วย ในเด็กบางคนอาจมีภาวะซึมเศร้าจากการเสพสื่อได้เช่นกัน

 

 

คงต้องมาตั้งคำถามกันว่า เราในฐานะผู้ปกครองและเป็นบุคคลใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดควรทำอย่างไร?

 

แน่นอนว่าเราไม่สามารถควบคุมและป้องกันเด็กได้ตลอดเวลา หน้าที่ของเราที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็น การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก และเป็นแบบอย่างของการเสพสื่อแก่เด็ก

 

การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ คือ การที่เราพยายามอยู่กับเด็กอย่างเข้าใจ ทำให้เด็กมีความรู้สึกว่าการเป็นพ่อแม่ไม่ได้มีช่องว่างที่ห่างจนเกินไปกับลูก พ่อแม่ไม่ได้มีหน้าที่เลี้ยงดู ให้เงิน หรือบังคับให้เรียนพิเศษเพียงเท่านี้ แต่พ่อแม่ยังสามารถเป็นเพื่อนที่คอยให้กำลังใจ ให้คำปรึกษาและเติบโตไปพร้อมกับพวกเขาได้ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นก้าวแรกที่จะช่วยให้เด็กๆ เปิดใจบอกเล่าและสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของพวกเขาสู่ผู้ใหญ่อย่างเราได้รับฟัง สิ่งที่จำเป็นต่อจากนั้นคงเป็นการใช้เวลาเสพสื่อบางอย่างร่วมกันเพื่อสร้างโอกาสที่จะสอนและแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้มีประสบการณ์มากกว่า ตรงนี้เองจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กได้

 

นอกจากนี้ผู้ใหญ่อย่างเราคงต้องเป็นแบบอย่างในการเสพสื่อและเลือกสรรกิจกรรมที่เหมาะสมต่อการใช้ชีวิต ผู้ใหญ่อย่างเราเองก็น่าจะใช้สมาร์ทโฟนลดลง หากิจกรรมสนุกๆ ทำร่วมกับครอบครัวมากขึ้น แน่นอนสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาและความเอาใจใส่จากผู้ปกครองเป็นอย่างมาก หลายท่านอาจคิดว่าไม่มีเวลามากพอที่จะทำได้ เพราะภาระหน้าที่ของเราต่างกัน ใช่…ทุกคนมีภาระต่างกันมากมาย คนมีเวลามากก็พูดได้ แต่สิ่งที่น่าคิดและอยากถามต่อมาคือ ท่านอยากให้ลูกๆ ของท่านเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน? อยากให้เขามีชีวิตอย่างไร? สังคมต่อไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร? เพราะลูกของเราก็คือส่วนหนึ่งของสังคมและเขาก็จะเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากสังคมด้วยเช่นกัน ดังนั้นมันถึงเวลาแล้วใช่หรือไม่ที่เราควรใส่ใจเรื่องเหล่านี้?

 

 

รายการอ้างอิง

 

O’Keeffe, G.S., &Clarke-Pearson, K. (2011). Clinical report: The impact of Social Media on children, adolescents, and families. Pediatrics, 799-805. DOI:10.1542/peds.2011-0054.

 

Strasburger, V. C., & Hogan, M. J. (2013). Children, adolescents, and the media. Pediatrics, 958-953. DOI: 10.1542/peds.2013-2656.

 

Winpenny, E. M., Marteau, T. M., & Nolte, E. (2014). Exposure of children and adolescents to alcohol marketing on social media websites. Alcohol and Alcoholism, 49(2), 154-159.

 

 

 


 

 

บทความโดย

อาจารย์ ดร.สุภลัคน์ ลวดลาย

Faculty of Psychology, Chulalongkorn University

 

ทำใจรับการจากลา

 

เช้าวันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นวันทำงานวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่เราตื่นแต่เช้า อาบน้ำ แต่งตัว ออกจากบ้าน เพื่อรีบฝ่าการจราจรในเมืองหลวงเพื่อไปทำงานให้ทันเวลา

 

แต่พอขับรถได้ไม่ถึงครึ่งทาง โทรศัพท์ดังขึ้น มาพร้อมกับข่าวเศร้าที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้ยิน “แม่เสียแล้ว!”

 

การพรากจากคนที่เรารัก โดยเฉพาะเมื่อคนรักหมดลมหายใจ จากเราไปอย่างไม่มีวันกลับคืน เป็นอุบัติการณ์หนึ่งที่เรียกได้ว่าพลิกเปลี่ยนชีวิตของเราไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ชีวิตประจำวันที่ได้รู้ว่าเรามีคนสำคัญมีชีวิตอยู่กับเรานั้นช่างสมบูรณ์ วันนี้ไม่มีอีกแล้ว

 

เมื่อคนรักได้จากไป เราก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตเราได้ขาดอะไรไป รู้สึกคิดถึง รู้สึกติดค้าง อยากจะมีโอกาสอีกสักครั้งที่จะได้บอกรัก ได้พูดคุยกับคนผู้นั้นอีกสักครั้ง

 

แต่ความตาย เป็นความจริงที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และเราไม่มีวันล่วงรู้ว่าการสูญเสียจะเกิดขึ้นเมื่อใด ความตายจึงเป็นเรื่องที่เร้นลับ น่าหวาดกลัว และไม่มีใครอยากให้คนที่เรารักตายจากไป เพราะนั่นหมายถึงว่า เราจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนผู้นั้นอีกต่อไปแล้ว

 

ฉันรู้สึกชา หูอื้อ ชีวิตหลังจากนั้นดำเนินไปได้อย่างไรฉันยังไม่แน่ใจ เป็นเวลาเกือบปี กว่าจะตั้งสติได้ ยังเสียใจ ยังคิดถึง แต่เมื่อเรายังมีลมหายใจอยู่ ก็ต้องอยู่ให้ได้

 

ช่วงเวลานั้น ฉันเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ฉันเรียนจบมาทางจิตวิทยา ฉันศึกษาและพยายามเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับการทำใจรับกับการจากไปของคนที่รักนั้น มันช่างยากเย็น

 

มีคนบอกว่า วิญญาณของแม่ยังอยู่ นี่ไงได้กลิ่นธูป ฉันก็ไม่ได้กลิ่นอะไร

 

มีคนบอกว่าได้ฝันถึงแม่ แม่มาหาในฝัน ฉันมีฝันถึงการไปเที่ยวกับแม่ แต่ไม่ใช่ แม่ไม่ได้บอกอะไรกับฉันในฝัน

 

มีคนบอกให้ทำบุญใส่บาตรให้แม่ ฉันไม่รู้หรอกว่าไปถึงแม่จริงไหม แต่ก็สบายใจที่ได้ทำ

 

และก็มีนักจิตวิทยาจำนวนไม่น้อย ที่ทำงานวิจัยเพื่อทำความเข้าใจการรับมือกับการสูญเสีย ตามแนวคิดของนักจิตวิทยา มีวารสารเฉพาะทาง อย่าง Journal of Death and Dying ที่เสนองานวิจัยทางจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความตาย ความโศกเศร้า และ การสูญเสียคนที่รักโดยเฉพาะ อ่านแล้วได้ความรู้ ได้แนวทางไปปรับใช้ และเข้าใจตนเองได้ด้วย

 

 

ว่าด้วยระยะเวลาของความโศกเศร้า


 

แต่ละบุคคลมีระยะเวลาเยียวยาแผลใจช้าหรือเร็วไม่เท่ากัน แต่ส่วนใหญ่มักจะก้าวผ่านภาวะนี้ไปได้ (Howarth, 2011) เริ่มเข้าใจความเป็นจริงที่ว่า เราต้องอยู่ต่อไปให้ได้ แม้ว่าคนที่เรารักจะไม่อยู่แล้ว และต้องกลับไปเข้าสังคม มีเพื่อน มีกิจกรรมอีกครั้ง (reconciliation)

 

กว่าจะทำใจได้นั้น เราต้องผ่านกระบวนการคิดทบทวนเกี่ยวกับความตายซ้ำ ๆ ผ่านการทบทวนเรื่องราว ประสบการณ์ความสัมพันธ์ที่มีกับผู้ที่จากไป ผ่านความคิดวนเวียน รู้สึกผิดกับเรื่องที่ยังไม่มีโอกาสได้พูดหรือได้ทำกับคนที่เรารัก

 

ถ้ายังสลัดความคิดความหลังที่ฝังใจเหล่านี้ไปไม่ได้ ปล่อยให้ยาวนานเรื้อรังเกิน 6 เดือนขึ้นไป จนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ก็จะกลายเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญอย่างนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ (Cohen, Mannarino, Greenberg, Padlo, & Shipley, 2002)

 

 

เราจะจัดการกับความโศกเศร้าจากการสูญเสียนี้ได้อย่างไร


 

วิธีการจัดการกับความเศร้านั้น มีทั้งที่แบบทำแล้วได้ผลดี กับแบบที่ทำแล้วแย่ลง ซึ่งมักเกี่ยวกับวิธีคิดของเรานี่เอง

 

วิธีคิดที่ได้ผล คือ การพยายามทำความเข้าใจความเศร้า การสูญเสียของตนเอง (adaptive rumination)

 

ในทางพระพุทธศาสนา ก็น่าจะเปรียบได้กับการมีสติรับรู้เท่ากันอารมณ์ความรู้สึกของเรา เศร้าก็รู้ว่าเศร้า เจ็บก็รู้ว่าเจ็บ ไม่พยายามไปปิดกั้นหรือปฏิเสธความจริงที่เป็น แต่ให้ยอมรับตามความเป็นจริง ฝึกคิดเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ความทุกข์จากการสูญเสียค่อย ๆ ผ่อนคลาย

 

วิธีคิดที่ทำให้ยิ่งแย่ลง คือ ความคิดว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมกับเราเอาเสียเลย ทำไมถึงเป็นเราที่ต้องมาเผชิญกับการสูญเสียเช่นนี้ และมักคิดซ้ำ ๆ ว่า ถ้าเรื่องนี้ไม่เกิดขึ้น ถ้าคนที่รักไม่มาจากไป ชีวิตเราน่าจะดีกว่านี้ (maladaptive rumination) ความคิดเช่นนี้ เป็นความคิดที่พยายามหลีกหนีจากความเป็นจริง ไม่ได้ช่วยให้เราหายจากความโศกเศร้าได้ ยิ่งคิดเช่นนี้ก็ยิ่งเป็นเหมือนการขุดหลุมให้จิตใจเรายิ่งจม หาทางออกได้ยาก (Eisma, Schut, Stroebe, Boelen, van den Bout, & Stroebe, 2014)

 

กลับมารัก ดูแลตัวเองและครอบครัว

 

การจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ และการสูญเสีย ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น อย่าลืมว่า เรามีผู้ร่วมแชร์ความสูญเสียเดียวกัน ก็คือ คนในครอบครัว พี่น้องของเรานั่นเอง ถ้าเราต่างช่วยกันเสริมพลังใจของกันและกันให้เข้มแข็ง ดูแลกันและกันทั้งทางกายและทางใจ ก็จะช่วยให้เราร่วมกันก้าวผ่านกระบวนการนี้ไปได้

 

ดูให้ดี ๆ มีกำลังใจอยู่เยอะ

 

การสนับสนุนทางสังคม เช่น กำลังใจจากเพื่อนและคนรอบข้าง ช่วยให้เราก้าวผ่านความโศกเศร้าจากการสูญเสียคนรักได้ แค่มีเพื่อนซักคน เดินมาบอกกับเราว่า เขาเข้าใจเรา เพราะเขาก็เพิ่งสูญเสียคนที่รักเมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน เพียงเท่านี้ ก็ทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้เผชิญกับเรื่องร้ายนี้เพียงลำพัง การมีเพื่อน มีสังคม จะช่วยให้เราฟื้นจากความโศกเศร้าได้ง่ายขึ้น ง่ายกว่าการเก็บตัวเงียบคนเดียว (Breen & O’ Connor, 2011)

 

ทำใจได้ ไม่ได้แปลว่าลืม

 

หลายคนรู้สึกผิดที่ตนทำใจได้ กลัวว่าการเริ่มชีวิตใหม่ทำให้หลงลืมคนรักที่จากไป แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความทรงจำที่สวยงามระหว่างเรากับคนที่รักไม่มีวันจางหายไป ยังคิดถึงได้ทุกวันทุกเวลา แถมยังจะมีช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เราระลึกถึงคนที่รักของเรามากเป็นพิเศษอีกด้วย เช่น วันเกิด วันครบรอบของการจากไป

 

ข้อคิดเมื่อได้ใกล้ชิดกับการสูญเสีย

 

การสูญเสียคนที่เรารัก ทำให้เราได้ข้อคิดในการใช้ชีวิตมากมายเลยทีเดียว ทำให้เราเข้าใจความหมายของชีวิต ว่าชีวิตนี้นั้นช่างเปราะบาง ไม่มีใครรู้ว่าความตายจะเกิดขึ้นกับเราหรือคนที่รักวันไหน ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาในชีวิตของเรานี้มีจำกัด ไม่ควรประมาทกับชีวิต และชีวิตให้คุ้มค่า ณ วันนี้ ตอนนี้ กับคนที่เรารัก (Lang & Carstensen, 2002) และที่สำคัญ ใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้คนที่อยู่บนฟ้าได้ภาคภูมิใจในตัวเรา

 

 

จึงมักมีคำสอนเตือนใจเสมอว่า เมื่อต่างคนยังต่างมีลมหายใจอยู่ ก็ขอให้ทำดีต่อกันไว้ หากมีเหตุที่ทำให้เราต้องจากกันไป อย่างน้อยก็ได้ถือว่าเราจากกันโดยไม่มีอะไรค้างคาต่อกัน ขอให้ผู้อ่านทุกท่านก้าวผ่านช่วงเวลาร้าย ๆ ไปได้ และก้าวเดินต่อไปอย่างมีความสุขนะคะ

 

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

Breen, L. J., & O’ Connor, M. (2011). Family and social networks after bereavement: Experiences of support, change, and isolation. Journal of Family Therapy, 33, 98-120.

 

Cohen, J. A., Mannarino, A. P., Greenberg, T., Padlo, S., & Shipley, C. (2002). Childhood traumatic grief: Concepts and controversies. Trauma, Violence, & Abuse, 3(4), 307-327.

 

Eisma, M. C., Schut, H. A. W., Stroebe, M. S., Boelen, P. A., van den Bout, J., & Stroebe, W. (2014). Adaptive and maladaptive rumination after loss: A three-wave longitudinal study. British Journal of Clinical Psychology, 54, 163-180.

 

Howarth, R. A. (2011). Concepts and controversies in grief and loss. Journal of Mental Health Counseling, 33(1), 4-10.

 

Lang F. R., & Carstensen, L. L. (2002). Time counts: Future time perspective, goals, and social relationships. Psychology and Aging, 17(1), 125-139.

 

ภาพจาก http://www.publicdomainpictures.net/view-image.php?image=14475

 

 


 

 

บทความโดย

อาจารย์ ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน

Faculty of Psychology, Chulalongkorn University

 

Sensation seeking – การแสวงหาการสัมผัส

 

 

การแสวงหาการสัมผัส เป็นลักษณะของความต้องการได้รับการสัมผัสที่มีความแปลกใหม่ (novelty) และเข้มข้น (intensity) ซึ่งบุคคลที่มีลักษณะการแสวงหาการสัมผัสสูงจะปรารถนาที่จะรับความเสี่ยง ทั้งทางร่างกายและสังคม เพื่อรักษาระดับความพึงพอใจตามความต้องการของตน

 

โดยที่ระดับพฤติกรรมความเสี่ยงเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับ

 

  • ปัจจัยต่าง ๆ ทางสิ่งแวดล้อม/การขัดเกลาทางสังคม – ระดับการแสวงหาสิ่งตื่นเต้นเร้าใจของพ่อแม่ การปลูกฝังเรื่องศาสนาจากครอบครัว การเป็นลูกคนโตหรือลูกคนเดียว วัฒนธรรมในแต่ละสังคมที่จะยอมรับการแสดงออกในบางเรื่องแตกต่างกัน
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม/ปัจจัยทางชีววิทยา เช่น ระดับ threshold ระดับเอนดอร์ฟิน ระดับเอนไซม์โมโนเอมีนออกซิเดส

 

ทั้งนี้การแสวงหาการสัมผัสจะมีระดับสูงมากที่สุดในวัยรุ่นและลดลงเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับสารเคมีในระบบประสาทส่วนกลาง

 

ผู้ที่มีการแสวงหาการสัมผัสสูง (high-sensation seeker) จะมีปฏิกิริยาและความรู้สึกทางบวกต่อสถานการณ์ที่แปลกใหม่ น่าตื่นเต้น เช่น ชอบความรู้สึกตื่นเต้นขณะขับรถเร็ว การกระโดดร่ม หรือการดูภาพยนตร์ระทึกขวัญ ดังนั้นเขาจะเลือกสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่เพิ่มการกระตุ้นความรู้สึกเหล่านี้เพื่อตอบสนองความต้องการความแปลกใหม่และความตื่นเต้นของตน

 

ผู้ที่มีการแสวงหาการสัมผัสต่ำ (low-sensation seeker) จะไม่ต้องการแสวงหาสิ่งเร้าใด ๆ เพื่อมากระตุ้นให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นแปลกใหม่ คือไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน ไม่ชอบความรุนแรงหรือความเสี่ยง แต่จะชอบละครเพลง ละครเวทึแนวชีวิตและแนวตลก ชอบนิยายแนวชีวิตและโรแมนติก

 

คนแสวงหาการสัมผัสสูงมักชอบทำในสิ่งที่คนแสวงหาการสัมผัสต่ำเห็นว่าเป็นการกระทำที่มีความเสี่ยงมาก ทั้งความเสี่ยงทางร่างกายและทางสังคม เช่น การชอบขับรถเร็ว การแต่งตัวแบบแปลกๆ ตามที่วัยรุ่นนิยม

 

 

การแสวงหาการสัมผัสกับความก้าวร้าว

 

มีงานวิจัยพบว่าการแสวงหาการสัมผัสสามารถทำนายพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ได้ เช่น การขับรถแบบเสี่ยงอันตราย การมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์หรือติดเชื้อ การใช้ยาเสพติดและการเล่นพนัน เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม การเสี่ยงไม่ใช่ประเด็กหลักของการแสวงหาการสัมผัส แต่เป็นเพียงสิ่งที่คนใช้เพื่อให้ได้ทำกิจกรรมที่ตอบสนองความพึงพอใจด้านความแปลกใหม่ การเปลี่ยนแปลง และความตื่นเต้น เช่น การขับรถเร็วและพยายามขับรถแซงคันหน้า บุคคลอาจทำเพื่อความสนุก โดยไม่ได้คิดว่าอาจเกิดอุบัติเหตุรถชนที่ทำให้ตนเองและผู้อื่นบาดเจ็บได้ จะเห็นได้ว่าการขับรถเร็วเป็นพฤติกรรมเสี่ยง และความต้องการความสนุกเป็นความต้องการแสวงหาการสัมผัส ส่วนการตั้งใจขับรถแซงหน้าผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บเป็นความก้าวร้าว ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการแสวงหาการสัมผัสมีความเกี่ยวข้องกับความก้าวร้าวได้

 

ทั้งนี้ผู้ที่มีการแสวงหาการสัมผัสสูงอาจไม่ได้ทำพฤติกรรมเสี่ยงทั้งหมด เช่น พวกเขารู้สึกสนุกถ้าได้ฟังเพลงร็อครุนแรง ดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์หรือภาพยนตร์สยองขวัญ ท่องเที่ยวสถานที่แปลกใหม่ ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์

 

 

การแสวงหาการสัมผัสกับสื่อเพื่อความบันเทิง

 

การแสวงหาการสัมผัสมีลักษณะพื้นฐานทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับความต้องการประสบการณ์แปลกใหม่ การเสี่ยง และการกระตุ้นทางร่างกาย ซึ่งบุคลิกภาพการแสวงหาการสัมผัสไม่ได้มีศักยภาพสำหรับแค่การเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการค้นหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่และเข้มข้นในด้านอื่น ๆ ของชีวิตด้วย

 

งานวิจัยบางส่วนพบว่า การแสวงหาการสัมผัสมีความสัมพันธ์กับความชอบการกระตุ้นจากสื่อเพื่อความบันเทิงต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ที่รุนแรง ดนตรีที่มีความรุนแรง ซับซ้อน แปลกใหม่และก้องกังวาน อย่างเพลงร็อค เพลงพั้งค์ สิ่งพิมพ์และข่าวหรือเอกสารที่รายงานเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ นอกจากนี้ยังพบว่า บุคคลที่มีการแสวงหาการสัมผัสสูงจะใช้เวลาในการดูภาพยนตร์แอคชั่น ผจญภัย และเปลี่ยนช่องโทรทัศน์บ่อยอีกด้วย

 

 

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างการแสวงหาการสัมผัส ความก้าวร้าวและความปรารถนาในการใช้สื่อที่รุนแรงเพื่อความบันเทิงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย” โดย อัจฉริยา เลิศอนันต์วรกุล (2548) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/6746

 

“การศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของความรู้สึกแสวงหาสิ่งตื่นเต้นเร้าใจกับพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ของวัยรุ่นในเขตกรุงเทพมหานคร” โดย ขวัญหทัย เมืองสุวรรณ (2550) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/47588

 

ภาพจาก wiki

Reverse culture shock

“ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าฉันจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขได้อย่างไร ฉันรู้สึกว่าฉันไม่เหมาะกับวิถีการใช้ชีวิตที่ประเทศนี้ ฉันไม่เหมาะกับที่นี่ ฉันเคยมีความสุขมากกว่านี้ รู้สึกดีต่อตัวเอง และรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายมากกว่านี้เมื่อครั้งที่ฉันอยู่ต่างประเทศ

 

ฉันรู้สึกหงุดหงิด สิ้นหวัง เศร้า โหยหาความรู้สึกสุข สนุกสนานที่เคยมี กลัวว่าจะไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นอีก ตอนนี้ฉันไม่รู้จะคุยกับใคร คงไม่มีใครที่จะเข้าใจและช่วยฉันได้ ฉันกลัวว่าหากฉันเล่าให้ใครฟัง เขาจะรำคาญหรือตัดสินไปว่าฉันอวดตัว หัวสูง เป็นเด็กนอก มากกว่าที่จะพยายามเข้าใจว่าฉันรู้สึกอย่างไร

 

แม้ว่าฉันจะรับรู้ว่าฉันยังโชคดีที่มีครอบครัว มีเพื่อน มีสังคมเดิมที่ต้อนรับฉันกลับมา แต่ความรู้สึกเชื่อมโยง ผูกพันที่ฉันเคยมีต่อคนเหล่านี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว อาจเปรียบเหมือนกับภาพต่อจิ๊กซอ ที่ชิ้นส่วนของฉันไม่สามารถที่จะต่อลงไปในช่องว่างแล้วเชื่อมกับจิ๊กซออื่นๆ ได้สนิทเหมือนเดิม ชิ้นส่วนจิ๊กซอของฉันได้เปลี่ยนรูปร่างไปแล้ว ฉันเปลี่ยนไปแล้ว”

 

ข้อความนี้เป็นข้อความที่อธิบายความคิด ความรู้สึกหนึ่งในหลาย ๆ ความรู้สึกของบุคคลที่อยู่ในภาวะ “Reverse culture shock” คุณผู้อ่านบางท่านอาจมีความรู้สึกร่วมไปกับข้อความนี้เช่นกัน หรืออาจจะคิดและรู้สึกต่างออกไป จึงอยากขอให้คุณผู้อ่านได้บอกเล่าประสบการณ์ ความรู้สึกของตนเองลงในความคิดเห็นได้เลยนะคะ บทความนี้จะเล่าถึงภาวะ Reverse culture shock และแนวทางที่จะช่วยเหลือบุคคลที่อยู่ในภาวะนี้อย่างคร่าว ๆ ค่ะ

 

ก่อนที่จะเล่าถึงภาวะ Reverse culture shock เราคงต้องมาคุยกันถึงภาวะ Culture shock กันก่อนค่ะ ภาวะ Culture shock อาจเป็นภาวะที่พวกเราคุ้นหูกันมากกว่า Reverse culture shock จึงไม่น่าแปลกใจนัก หากปัญหาของภาวะ Reverse culture shock จะไม่ถูกพูดถึงหรือไม่ได้รับความสำคัญมากนัก

 

ภาวะ Culture shock คือ ภาวะที่บุคคลไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีวัฒนธรรมใหม่แล้วรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก ในขณะที่ Reverse culture shock คือ ภาวะที่บุคคลกลับมาสู่สภาพแวดล้อมเดิมที่เคยอยู่ แต่ตนเองกลับรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก (Stowe, 2003)

 

เราอาจจะคุ้นกับคำว่า คิดถึงบ้าน หรือ Homesickness ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเราเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนซึ่งมีวัฒนธรรมที่เราไม่คุ้นเคยและยังไม่รู้สึกผูกพัน เราอาจจะเกิดภาวะ Culture shock ว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของเรา ทำให้รู้สึกคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน อยากกลับไปอยู่ในที่ที่เราคุ้นเคยกับคนที่เรารู้สึกผูกพันด้วย ในทำนองเดียวกัน บุคคลที่อยู่ในภาวะ Reverse culture shock ก็มีความรู้สึกคิดถึงบ้าน มีอาการ Homesickness แต่ “บ้าน” ที่เขาคิดถึงกลับไม่ใช่บ้านที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ แต่ “บ้าน” ของเขากลับเป็นประเทศที่สองที่เขาได้ลองเข้าใช้ชีวิตอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ภาวะ Reverse culture shock คือ ภาวะ Culture shock ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลนั้นย้ายกลับเข้าสู่ถิ่นฐานวัฒนธรรมเดิมของตนเอง อย่างไรก็ตามการกล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าภาวะทั้งสองมีอาการและความรุนแรงของอาการเหมือนกันทุกอย่าง

 

Welsh (2015) ศึกษาอาการของบุคคลที่อยู่ในภาวะ Reverse culture shock ในสหรัฐอเมริกาที่เคยไปใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาในประเทศอื่น พบว่า บางคนรู้สึกว่าตนเองไม่รู้สึกผูกพันหรือเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของความเป็นคนอเมริกันหลังจากกลับมาจากการศึกษาในต่างประเทศ ซึ่งความรู้สึกนี้มีมากในกลุ่มบุคคลที่เพิ่งกลับมาจากการศึกษาต่อเทียบกับกลุ่มที่กลับมาแล้วเกิน 5 ปี อีกประเด็นที่น่าสนใจในการศึกษานี้คือ ด้านความสัมพันธ์ จำนวนมากกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดรู้สึกว่า มีแค่คนที่เคยไปใช้ชีวิตในต่างประเทศเท่านั้นจึงจะเข้าใจความรู้สึกของตนเอง

 

กลุ่มตัวอย่างบางคนอธิบายว่า คนรอบข้างของเขาแสดงความเข้าใจและเห็นใจในอาการ Reverse culture shock ของตนในช่วงแรก แต่ต่อมาก็เหลือแต่เขาคนเดียวที่ยังคงวนเวียนและเผชิญอยู่ในภาวะนี้ “…and they move on, but you don’t” (Welsh, 2015:56) การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยวของผู้ที่อยู่ในภาวะดังกล่าว

 

Young (2014) เสริมว่า ภาวะ Reverse culture shock อาจรุนแรงกว่าภาวะ Culture shock เนื่องจากบุคคลที่เดินทางไปต่างประเทศอาจจะเตรียมใจกับความแตกต่างที่ตนเองกำลังจะเผชิญ ในขณะที่บุคคลที่กลับมาจากต่างประเทศอาจไม่ได้คาดการณ์ว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับบ้านเมืองเดิมของตนได้ ซึ่งหากเราพิจารณาข้อสังเกตนี้จะพบว่า ในกลุ่มนักเรียนไทยที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจะได้เข้าโปรแกรมที่ช่วยเหลือให้นักเรียนไทยได้รู้จักกันและสามารถปรับตัวเมื่อไปอยู่ต่างประเทศได้ แต่กลับไม่มีโปรแกรมที่คอยช่วยเหลือนักเรียนไทยที่เรียนจบจากต่างประเทศแล้วกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย

 

เมื่อพูดถึงแนวทางการช่วยเหลือและวิธีการดูแลตนเองของบุคคลที่อยู่ในภาวะ Reverse culture shock สิ่งสำคัญที่สุดคือ บุคคลนั้นสามารถบอกเล่าและสะท้อนประสบการณ์ ความคิด ความรู้สึกที่เกิดจากภาวะดังกล่าวได้ ดังนั้นบุคคลรอบข้างจึงมีส่วนสำคัญในการช่วยรับฟังบุคคลนั้นอย่างเข้าใจ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างมากโดยเฉพาะพ่อแม่หรือบุคคลสำคัญที่มาคอยรับฟังคือ อย่าคิดว่าบุคคลที่อยู่ในภาวะนั้นไม่รักเรา หรือว่าเราไม่สำคัญเขาจึงไม่อยากอยู่ที่นี่ “อยู่กับเรา” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การที่เขาพูดว่าเขาไม่อยากอยู่ที่นี่ อยากกลับไปสู่ที่ที่จากมา ไม่ได้แปลว่าเขาไม่รักเรา หรือไม่ได้แปลว่าเราไม่สำคัญพอที่จะทำให้เขาอยากอยู่ที่นี่ได้ นี่เป็นสิ่งสำคัญมากนะคะที่คนรอบข้างต้องแยกแยะให้ได้ เพราะหากไม่สามารถทำได้ บุคคลนั้นอาจรู้สึกผิดและไม่สามารถเปิดเผยความรู้สึกของเขาแก่เราได้อีก เพราะไม่อยากทำให้เราเสียใจ

 

นอกจากนี้ Young (2014) ได้ให้แนวทางในการดูแลตนเองของบุคคลที่อยู่ในภาวะ Reverse culture shock เช่น อย่าละทิ้งประสบการณ์ที่เกิดขึ้นและเรียนรู้ในต่างประเทศ แต่ให้พยายามมองสภาพแวดล้อมที่ตนกลับเข้ามาอยู่เป็นเรื่องท้าทายใหม่ที่น่าสนใจ มากกว่าที่จะมองว่าเป็นปัญหา ให้เวลากับตนเองในการปรับตัว และหาคนที่เข้าใจหรือมีประสบการณ์ร่วมกันเพื่อพูดคุยปรับมุมมอง

 

ท้ายที่สุดนี้จะขอฝากให้ทุกคนลองสังเกตตนเองและคนรอบข้างที่เพิ่งกลับมาหลังจากไปใช้ชีวิตศึกษาหรือทำงานในต่างประเทศว่ามีอาการของภาวะ Reverse culture shock หรือไม่ หากมีอาการ อย่าคิดว่าตนเองผิดปกติหรือบ้านะคะ เพราะภาวะนี้เป็นภาวะธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะ สิ่งที่พึงกระทำคือ ลองสังเกตตนเอง พูดคุยกับคนรอบข้าง หรือนักจิตวิทยาที่จะสามารถช่วยรับฟัง และสะท้อนประสบการณ์ความคิด ความรู้สึกของเราได้ค่ะ

 

 


 

 

รายการอ้างอิง

 

Stowe, G. P. (2003). The impact of meaningful roles and role partners on the experiences of culture shock and reverse culture shock (Doctoral dissertation, Fielding Graduate Institute).  https://www.proquest.com/openview/beb15ce80fcc344358554f319c9990c3/1?pq-origsite=gscholar&cbl=18750&diss=y

 

Welsh, A. E. (2015). Long term effects of reverse culture shock in study abroad (Doctoral dissertation, University of the Pacific). https://www.proquest.com/openview/856a4ff0c5c719b45e6ab47d32c0c9fd/1?pq-origsite=gscholar&cbl=18750

 

Young, G. E. (2014). Reentry: Supporting students in the final stage of study abroad. New Directions for Student Services, 2014: 59–67. https://doi.org/10.1002/ss.20091

 

ภาพจาก https://www.flickr.com/photos/26781577@N07/15539992071

 

 

ปณิธานปีใหม่ แรงจูงใจที่เหนือกว่าตัวตน

 

เริ่มต้นปีใหม่แล้ว มีใครตั้งปณิธานปีใหม่ว่าอยากจะทำงานหนักและยอมเหนื่อยมากกว่าเดิมไหมคะ?

 

ถ้ามี…เหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้คุณอยากทำงานหนักขึ้นคืออะไร?

 

เหตุผลของแต่ละคนคงต่างกันไป บางคนก็อยากลืมตาอ้าปาก พ้นจากความยากจน บ้างก็เพื่อให้มีทัดเทียมเพื่อนบ้าน เข้าสังคมได้ไม่อายใคร บางคนอาจตั้งใจจะทำงานหนักเพื่อจะได้มีชื่อเสียง มีคนรู้จัก นับหน้าถือตามากขึ้น แต่บางคนก็ทำงานหนักเพื่อพัฒนาตนเอง อยากเก่ง อยากเรียนรู้มากกว่าเดิม

หากมองผ่านมุมของทฤษฎีทางจิตวิทยา ก็อาจเทียบเคียงได้กับทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow, 1943) ที่กล่าวว่า แรงจูงใจที่ผลักดันให้มนุษย์เราแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมานั้น แบ่งได้เป็นห้าลำดับขั้น จากพื้นฐานที่สุด คือ ความต้องการทางชีวภาพที่จำเป็นต่อการอยู่รอด (น้ำ อาหาร อากาศ) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ไปจนถึงความต้องการทางสังคม ได้แก่ ความต้องการเป็นที่รัก ความต้องการการยอมรับนับถือ ไปจนถึงขั้นสูงสุดที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อความต้องการพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ (self-actualization)

 

แต่นักจิตวิทยาและคนทั่วไปล้วนได้เห็นตัวอย่างพฤติกรรมของบุคคลที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยทฤษฎีลำดับขั้นของมาสโลว์ (1943) เช่น มหาตมะ คานธี ผู้นำต่อต้านการกดขี่ของรัฐบาลอังกฤษที่ปกครองอินเดีย เนลสัน เมนเดลา ผู้นำต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ หากลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ต้องได้รับการเติมเต็มในขั้นพื้นฐานก่อนจึงจะก้าวผ่านไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นได้ และจบลงที่การพัฒนาตัวตนของตนเองในขั้นที่ห้าเป็นขั้นสูงที่สุด ก็ยากที่จะอธิบายว่าทำไมจึงมีบุคคลที่ยอมละทิ้งความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุด คือ อาหาร เสรีภาพ และความปลอดภัยของตัวเอง โดยยอมติดคุก ถูกทำร้าย และอดอาหาร เพื่อประโยชน์และชีวิตที่ดีกว่าของผู้อื่นที่ไม่ได้เป็นญาติมิตรของตนเอง

 

อันที่จริง มาสโลว์เองก็เห็นข้อจำกัดนี้ของทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ และได้เสนอแนวคิดเพิ่มเติมไว้แล้ว โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อตั้งคำถามกับบุคคลที่อยู่ในขั้นการพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ (self-actualizing) ว่าอะไรเป็นแรงกระตุ้น ผลักดัน บันดาลใจเขาในการทำสิ่งที่เขาทำอยู่ คำตอบที่ได้มักเป็นสิ่งอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่า เหนือกว่าตัวตนของบุคคล เช่น ความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรม ซึ่งมาสโลว์มองว่าเป็นความต้องการที่ก้าวข้ามขอบเขตของตัวตน (self-transcend) และน่าจะเป็นขั้นที่เหนือกว่า self-actualization (Maslow, 1969)

 

แต่มาสโลว์ป่วยและเสียชีวิตก่อนที่จะได้พัฒนาส่วนต่อขยายของทฤษฎีนี้ให้สมบูรณ์ นักจิตวิทยารุ่นต่อมา (Koltko-Rivera, 2006) ประมวลแนวคิดของมาสโลว์และสรุปนิยามของความต้องการที่เหนือตัวตน (self-transcendence) ไว้ว่า เป็นความต้องการที่จะส่งเสริม สนับสนุนประเด็นสำคัญบางอย่างที่เหนือกว่าตัวตนหรือผลประโยชน์ของบุคคล และได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าขอบเขตของตัวตน

 

แนวคิดดังกล่าวของมาสโลว์นั้นเป็นต้นกำเนิดของจิตวิทยากลุ่มที่เรียกว่าจิตวิทยาเหนือตน (Transpersonal Psychology) ซึ่งปัจจุบันยังไม่ใช่กระแสหลักในวงการจิตวิทยา แต่ก็มีงานวิจัยที่นำแนวคิดแรงจูงใจที่เหนือกว่าตัวตน (self-transcendent motive) ไปทดสอบเชิงประจักษ์ เช่น งานวิจัยล่าสุดของทีมนักจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกางานหนึ่ง ตั้งคำถามว่า ระหว่างแรงจูงใจอยากทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง (self-interest) กับแรงจูงใจที่เหนือกว่าตัวตน (Self-transcendence) แรงจูงใจแบบใดที่ทำให้คนเรามีความเพียรพยายาม กำกับควบคุมการกระทำของเราเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ดีกว่ากัน

 

ผลสำรวจเบื้องต้นพบว่านักเรียนนักศึกษาที่มีแรงจูงใจที่เหนือตัวตนสูง ซึ่งได้แก่ คนที่ตอบว่าเห็นด้วยกับข้อความที่ว่า “ฉันอยากเรียนสิ่งที่จะช่วยให้ฉันสร้างผลกระทบทางบวกแก่โลกนี้ได้” “ฉันอยากได้ทักษะที่ฉันสามารถนำไปใช้ทำงานที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น” และ “ฉันอยากเป็นคนที่มีการศึกษาที่สามารถช่วยเหลือสังคมได้” มักมีความอดทน เพียรพยายามในการทำงานที่ยากและน่าเบื่อได้มากกว่า และมีอัตราการลาออกกลางคันน้อยกว่าคนที่มีคะแนนแรงจูงใจที่เหนือตัวตนต่ำ (Yeager et al, 2014)

 

นอกจากนี้ ในการทดลองซึ่งผู้วิจัยกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดแรงจูงใจที่เหนือกว่าตัวตน อยากทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ด้วยชุดกิจกรรมที่ประกอบด้วยการเชิญชวนให้คิดถึงโลกที่ดีกว่าเดิม และคิดว่าตนเองจะมีส่วนช่วยให้โลกในอุดมคตินั้นเป็นจริงได้อย่างไรบ้าง ให้อ่านตัวอย่างข้อความที่ระบุว่านักเรียนรุ่นก่อนๆ ได้เขียนไว้ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการมองว่าการเรียนจะช่วยให้เขาออกไปช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไร และสุดท้ายให้เขียนข้อความฝากถึงรุ่นน้องที่จะมาเรียนวิชาเดียวกันในปีหน้า

 

ผลการทดลองพบว่า นักศึกษาที่ได้ทำกิจกรรมกระตุ้นแรงจูงใจที่เหนือกว่าตัวตนเหล่านี้ ตั้งใจเรียนมากกว่า ศึกษาเนื้อหาที่เรียนอย่างลึกซึ้งกว่า และอดทนอดกลั้นแม้งานที่ต้องทำจะยากและน่าเบื่อ ไม่วอกแวกไปทำอย่างอื่นที่สนุกกว่า และในเวลาต่อมาก็มีผลการเรียนดีกว่านักศึกษากลุ่มที่ให้คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัวที่จะได้รับจากการตั้งใจเรียน (Yeager et al., 2014)

ผลการวิจัยเชิงประจักษ์นี้ สอดคล้องกับความคิดของฟริดริก นิทเช่ (Friedrich Nietzsche) นักปรัชญาชาวเยอรมัน และวิคเตอร์ แฟรงเคิล (Victor Frankle) นักจิตวิทยาชาวออสเตรียที่กล่าวไว้ว่า เมื่อชีวิตของบุคคลมีเป้าหมายที่มีความหมายแล้ว เขาจะสามารถอดทนและทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และดูเหมือนเป้าหมายที่เหนือกว่าตัวตน (self-transcendence) นั้น จะมีความหมายและมีพลังมากยิ่งกว่าเป้าหมายที่มีขอบเขตอยู่เพียงแค่ผลประโยชน์หรือความสุขของตนเอง ทำให้คนเราสามารถทำสิ่งที่ยาก เหน็ดเหนื่อย และน่าเบื่อได้โดยไม่ท้อถอย ข้อค้นพบนี้อาจช่วยอธิบายส่วนที่ทฤษฎีลำดับ

 

ขั้นความต้องการห้าขั้นของมาสโลว์ยังอธิบายไม่ได้ว่า ทำไมจึงมีคนบางคนที่ทำอะไรเพื่อคนอื่นโดยไม่สนใจผลประโยชน์ ความสุขสบาย หรือความปลอดภัยส่วนตัวเลย เพราะเมื่อบุคคลไปพ้นจากความต้องการที่จะทำเพื่อตัวเองแล้ว ก็เป็นไปได้ที่เขาจะยอมทำพฤติกรรมที่อาจทำให้ตนเองลำบาก หากการกระทำนั้นตอบโจทย์ที่ยิ่งใหญ่กว่า เช่น สังคม ประเทศ มนุษยชาติ

มาถึงตรงนี้แล้ว ทำให้นึกถึงพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดชได้ทรงตรากตรำพระวรกาย เสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ทุรกันดาร เสี่ยงภัย เพื่อช่วยให้ประชาชนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น สามารถลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเอง และทำให้ประเทศไทยของเราแข็งแรง สำหรับคนไทยทั้งประเทศ นี่คงเป็นแบบอย่างที่สะท้อนแนวคิดเรื่องการทำเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าตัวตนได้อย่างชัดเจนที่สุด

 

เหมือนตอนหนึ่งในบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” ที่ว่า

 

“นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง หมายผดุงยุติธรรม์อันสดใส

ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน

โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่ เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน

คงยืนหยัดสู้ไปใฝ่ประจัญ ยอมอาสัญก็เพราะปองเทิดผองไทย”

 

 

ปณิธานปีใหม่ของคุณคืออะไรนะคะ?

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

Koltko-Rivera, M.E. (2006) Rediscovering the later version of Maslow’s hierarchy of needs: Self-transcendence and opportunities for theory, research, and unification. Review of General Psychology, 10(4), 302–317. https://doi.org/10.1037/1089-2680.10.4.302

 

Maslow, A. H. (1943). A theory of human motivation. Psychological Review, 50, 370 –396. https://doi.org/10.1037/h0054346

 

Maslow, A. H. (1969). The farther reaches of human nature. Journal of Transpersonal Psychology, 1, 1–9. http://www.humanpotentialcenter.org/Articles/FartherReaches.pdf

 

Yeager, D. S., Henderson, M., Paunesku, D., Walton, G., Spitzer, B., D’Mello, S., & Duckworth, A. L,. (2014). Boring but important: A self-transcendent purpose for learning fosters academic self-regulation. Journal of Personality and Social Psychology, 107, 559–580. https://doi.org/10.1037/a0037637

 

 

 


 

 

บทความวิโดย

อาจารย์ ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา

Faculty of Psychology, Chulalongkorn University

 

ปรากฏการณ์ ผล และการอนุมานสาเหตุของการทำร้ายความรู้สึก

 

ปรากฏการณ์ ผล และการอนุมานสาเหตุของการทำร้ายความรู้สึก

 

: งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ โดยผู้ร่วมการวิจัยคือบุคคลทั่วไปที่กำลังมีสัมพันธภาพแบบคู่รัก (คบกันมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน) และบุคคลที่กำลังมีสัมพันธภาพแบบคู่สมรส ที่มีอายุ 18-50 ปี จำนวน 1,200 คน เป็นเพศชาย 600 คน และเพศหญิง 600 คน

 

ดำเนินการวิจัยโดยการเหนี่ยวนำให้ผู้ร่วมการวิจัยนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำร้ายความรู้สึกระหว่างคู่รักในเรื่องต่าง ๆ เขียนอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์ จากนั้นจึงตอบมาตรวัด ดังนี้ มาตรวัดอารมณ์ มาตรวัดความรู้สึกเมื่อเกิดการทำร้ายความรู้สึก มาตรวัดการประเมินตนเอง มาตรวัดการอนุมานสาเหตุของการทำร้ายความรู้สึก มาตรวัดปฏิกิริยาเมื่อมีการทำร้ายความรู้สึก และมาตรวัดผลที่เกิดจากการทำร้ายความรู้สึก

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า

 

เหตุการณ์ทำร้ายความรู้สึกระหว่างคู่รักที่ผู้ร่วมการวิจัยรายงานถึงมากที่สุดคือ คู่รักโกหก รองลงมาคือ คู่รักพูดทำร้ายความรู้สึก ส่อเสียด หรือประชดประชัน คู่รักนอกใจ คู่รักไม่สนใจ และคู่รักไม่ตรงเวลา ตามลำดับ

 

ในด้านอารมณ์ความรู้สึก ผู้ร่วมการวิจัยรายงานว่าเหตุการณ์ทำร้ายความรู้สึกก่อให้เกิดอารมณ์ทางลบ (เป็นทุกข์ ขุ่นเคืองใจ เจ็บปวด รู้สึกผิด ฯลฯ) มากกว่าอารมณ์ทางบวก (สนใจ ตื่นตัว อยากทำอะไรสักอย่าง ฯลฯ) ก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด และรู้สึกว่าคู่รักไม่ชอบตนในระดับปานกลาง

 

ในด้านการประเมินตนเอง เหตุการณ์ทำร้ายความรู้สึกส่งผลให้ผู้ร่วมการวิจัยประเมินตนเองในทางลบในระดับปานกลาง และประเมินตนเองทางบวกในระดับต่ำ ทั้งนี้ยิ่งผู้ร่วมการวิจัยประเมินว่าตนเองเจ็บปวดมากก็ยิ่งประเมินตนเองในทางลบมาก

 

เมื่อให้พิจารณาถึงการอนุมานสาเหตุ พบว่าผู้ร่วมการวิจัยอนุมานสาเหตุว่าคู่รักทำร้ายความรู้สึกเพราะไม่ได้ตั้งใจสูงที่สุด รองลงมาคือ คู่รักไม่มีความอ่อนไหวต่อความรู้สึกของตน ผู้กระทำไม่เห็นความสำคัญของตน คู่รักมีเจตนาที่จะทำร้ายความรู้สึก คู่รักคิดว่าเป็นการช่วยตน คู่รักพยายามแก้แค้นตน และเพราะตนสมควรถูกทำร้ายความรู้สึก ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ การอนุมานสาเหตุถึงเจตนาของคู่รักส่งผลถึงความรู้สึกทุกข์ใจด้วย คือหากอนุมานว่าคู่รักทำร้ายความรู้สึกโดยไม่ได้เจตนาความรู้สึกทุกข์ใจจะน้อยลง

 

สำหรับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อถูกทำร้ายความรู้สึก ผู้ร่วมการวิจัยรายงานว่า ร้องไห้คนเดียว มากที่สุด รองลงมาคือ โต้กลับแบบรุนแรงและไม่มีเหตุผล บอกกับคนอื่นว่าถูกทำร้ายความรู้สึก แสดงอารมณ์โกรธให้ผู้อื่นเห็น และร้องไห้ต่อหน้าผู้อื่น ตามลำดับ ทั้งนี้ ปฏิกิริยาทางลบจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอารมณ์ทางลบของแต่ละบุคคล

 

เรื่องผลที่ตามมาจากการทำร้ายความรู้สึก ผู้ร่วมการวิจัยประเมินว่าเหตุการณ์ทำร้ายความรู้สึกทำให้สัมพันธ์จืดจางลงแบบชั่วคราวมากกว่าแบบถาวร (ยกเว้นแต่ในกรณีที่อนุมานว่าคู่รักทำร้ายความรู้สึกของตนโดยเจตนา) และเมื่อเปรียบเที่ยบระหว่างก่อนและหลังเกิดเหตุการณ์ พบว่า ภายหลังเหตุการณ์ทำร้ายความรู้สึก ผู้ร่วมการวิจัยไม่ได้ไว้วางใจคู่รักน้อยลง รวมถึงไม่ได้ชอบคู่รักน้อยลงด้วย (อาจเป็นเพราะผู้ร่วมการวิจัยประเมินว่าเหตุการณ์ทำร้ายความรู้สึกไม่ได้มีความรุนแรงมากนัก หรืออาจเป็นเพราะวัฒนธรรมกรให้อภัยและการประนีประนอมกันของคนไทย)

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมการวิจัยที่รู้สึกเจ็บปวดจากการถูกทำร้ายความรู้สึกมากจะรู้สึกนับถือตนเองและมั่นใจในตนเองลดลง

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“ปรากฏการณ์ ผล และการอนุมานสาเหตุของการทำร้ายความรู้สึก”
“Phenomenology, consequences, and attributions of hurt feelings”

วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.) สาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2548)
โดย ร้อยเอกหญิงสุดาจันทร์ สุภาวกุล
ที่ปรึกษา ผศ. ดร.คัคนางค์ มณีศรี
วิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/6450

 

ความสุขของผู้หญิงโสด

 

ความสุขของผู้หญิงโสด

 

: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้หญิงโสดอายุ 35 ปี ขึ้นไป ที่ยังไม่เคยแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีความสัมพันธ์ฉันคู่รักับใคร และ/หรือไม่ได้อยู่กินกับใครโดยพฤตินัยในช่วงระยะ 3 ปีที่ผ่านมาหรือมากกว่า ในเขตกรุงเทพมหานคร 12 ราย เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับการสังเกตและบันทึกส่วนตัวของผู้วิจัย

 

“ความสุขของผู้หญิงโสด” มีอยู่ด้วยกัน 4 ประเด็น ดังต่อไปนี้

 

1. มีความพึงพอใจในชีวิต

เป็นความพึงพอใจเชิงอัตวิสัย มาจากการประเมินโดยรวมถึงคุณภาพชีวิตทั้งหมดของบุคคลตามเกณฑ์ที่บุคคลนั้นเลือกเอง

 

2. มีอิสระ

สามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ใจต้องการ ไม่มีห่วงไม่มีกังวล

 

3. มีพลังในตนเอง

สามารถควบคุมชีวิตตนเองให้เป็นได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ มีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินหรือการใช้ชีวิต และมีเวลาให้กับตนเองในการทำสิ่งที่ต้องการ

 

4. มีความมั่นคงในใจ

รู้จักและเข้าใจตนเองมากขึ้น เชื่อมั่นมากขึ้น มีความต้องการทางวัตถุน้อยลง ใจเย็นขึ้น มุมมองต่อปัญหาและสิ่งรอบตัวเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น มองทุกอย่างด้วยความเข้าใจมากขึ้น มีความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น

 

สิ่งที่มากระทบความสุข

  • รับรู้ข้อจำกัดของคนโสดว่ายามแก่ตัวหรือเจ็บป่วยอาจทำให้ต้องเป็นภาระของผู้อื่น
  • รับรู้ว่าขาดโอกาสการเป็นแม่
  • เป็นห่วงเรื่องเงินว่าอาจไม่พอใช้ในอนาคต เนื่องจากต้องพึ่งพารายได้ของคนคนเดียว ซ้ำรายได้ของผู้หญิงมักน้อยกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ของผู้ชาย
  • คำพูดของคนรอบข้าง

 

วิธีจัดการสิ่งที่มากระทบความสุข

  • ปล่อยวาง
  • วางแผนอนาคต
  • คิดในทางบวก
  • อยู่กับปัจจุบัน
  • ยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์
  • ใช้เหตุและผลในการแก้ไขปัญหา

 

 

ปัจจัยที่สนับสนุนให้ผู้หญิงอยู่ในภาวะโสดอย่างมีความสุข


 

ได้แก่

1. ประสบความสำเร็จในการทำงาน

มีหน้าที่การงานที่ดี ได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ มีความเจริญก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับ

 

2. มีครอบครัวเป็นแหล่งสนับสนุน

มีคนในครอบครัวอยู่เคียงข้าง คอยดูแล ช่วยเหลือ ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงไม่ถูกกดดันเรื่องแต่งงาน

 

3. มีเพื่อนที่ดี

มีเพื่อนที่คอยรับฟังและเป็นที่ปรึกษา บางรายกล่าวว่าการมีเพื่อนที่เป็นสาวโสดเหมือนกันทำให้ไม่รู้สึกกดดันกับการเป็นโสดต่อไป

 

4. มีกิจกรรมที่ตนสนใจทำ

เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ท่องเที่ยว เล่นกีฬา และการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางสังคม ล้วนเป็นสิ่งช่วยให้ไม่รู้สึกเหงา และมีความสุขกับการใช้ชีวิต

 

 

 

นอกจากนี้ผู้ให้ข้อมูลยังกล่าวถึงทัศนคติบางอย่างที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจ ทำให้ผู้ให้ข้อมูลเลือกที่จะครองตนเป็นโสดมากกว่าที่จะแต่งงานมีคู่ครอง นั่นคือ

 

1. ทัศนคติทางลบต่อชีวิตคู่

ผู้ให้ช้อมูลบางรายกล่าวถึงความไม่มั่นใจในตัวคู่ครอง หรือแม้กระทั่งบุตรหลายว่าจะดูแลตน รับรู้ต่อผู้ชายในทางลบ และมีความรู้สึกต่อการแต่งงานที่ไม่ดีนัก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการได้เห็นหรือได้ฟังเรื่องราวชีวิตครอบครัวที่มีปัญหาของผู้อื่น มิใช่ประสบการณ์ตรง

 

2. ทัศนคติทางบวกต่อการเป็นโสด

ในระหว่างการใช้ชีวิตเป็นโสดทำให้รับรู้ข้อดีของการอยู่เป็นโสด ส่งผลให้มีทัศนคติที่ดีต่อการเป็นโสดของตน และมองว่าการเป็นโสดนั้นไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ และดีตรงที่ไม่ต้องมีภาระเพิ่มเหมือนคนมีคู่

 

 

ข้อมูลจาก

 

“ความสุขของผู้หญิงโสด อายุ 35 ปีขึ้นไป”
“Happiness of single women age 35 and above”

วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.) สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2553)
โดย นางสาวธันยุดา บูรณวุฒิ
ที่ปรึกษา อ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์
วิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/30422

จิตวิทยากับการพยากรณ์โชคชะตา

 

จิตวิทยากับการพยากรณ์โชคชะตา

 

: ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกนักพยากรณ์โชคชะตา 9 คน และผู้รับบริการ 7 คน โดยใช้แหล่งการพยากรณ์โชคชะตาหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร

 

 

เหตุผลของคนดูดวง และบทบาทของนักพยากรณ์ในการช่วยเหลือด้านจิตใจ


 

ลักษณะของสัมพันธภาพในการพยากรณ์โชคชะตาเป็นแบบการให้คำปรึกษาแนะนำ (guidance) ซึ่งแตกต่างจากการปรึกษา เชิงจิตวิทยา (counseling) ที่มีสัมพันธภาพในเชิงบำบัด (therapeutic relationship) ทั้งนี้สัมพันธภาพในการพยากรณ์โชคชะตามีจุดเริ่มต้นจากความต้องการคำตอบจากการพยากรณ์โชคชะตาเป็นจุดประสงค์หลัก กล่าวคือ สาเหตุที่ผู้รับบริการเลือกเข้าหานักพยากรณ์โชคชะตาเพราะต้องการที่พึ่งทางใจในคราวทุกข์ ต้องการทราบอนาคตเพื่อลดความกังวล ต้องการเติมเต็มความมั่นใจในการตัดสินใจ หรือต้องการทราบแนวทางในการดำเนินชีวิต อีกทั้ง ยังต้องการหลีกเลี่ยงการถูกตีตรา ส่งผลให้ผู้รับบริการเลือกใช้การพยากรณ์โชคชะตาแทนการเข้าหานักจิตวิทยาหรือจิตวิทยา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ต้องการ “ลองของ” อีกด้วย

 

รูปแบบสัมพันธภาพในการพยากรณ์โชคชะตาที่พบเห็นในสังคมไทยมี 3 รูปแบบ คือ

  • 1) มีความสนิทสนมคุ้นเคยดุจญาติพี่น้อง ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดจากการไปมาหาสู่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันบ่อยครั้ง
  • 2) เป็นที่พึ่งที่ปรึกษา เป็นรูปแบบภาวะการพึ่งพานักพยากรณ์ มองว่าเป็นผู้ชี้แนะแนวทางการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต และ
  • 3) เป็นเพียงผู้รับบริการ หรือคนแปลกหน้าที่ให้มาระบายปัญหาเท่านั้น

 

ไม่ว่าสัมพันธภาพจะอยู่ในรูปแบบใด ถ้าเป็นสัมพันธภาพที่ดีก็นำไปสู่การช่วยเหลือด้านจิตใจได้ ทั้งนี้ปัจจัยสู่สัมพันธภาพที่ดีในการพยากรณ์โชคชะตาประกอบด้วย

  1. การพยากรณ์ที่แม่นยำ
  2. การประพฤติตามจรรยาบรรณโหร (มีคุณธรรม จริงใจ ไม่ฉกฉวยผลประโยชน์)
  3. การรักษาความลับของผู้รับบริการ และ
  4. การเปิดใจยอมรับผู้รับบริการ ไม่ตัดสินถูกผิด ซึ่งผลที่เกิดจากการมีสัมพันธภาพที่ดีคือเกิดความไว้วางใจ เกิดศรัทธา ให้ความเคารพนับถือ ยินดีเปิดเผยเรื่องราว กลับมาใช้บริการอีก และแนะนำบอกต่อแก่ผู้อื่น

 

ทั้งนี้ในทางการปรึกษาเชิงจิตวิทยามองว่า การที่ผู้รับบริการเกิดความไว้วางใจจนนำมาสู่การเปิดเผยเรื่องราวเป็นสิ่งสำคัญอันนำไปสู่การช่วยเหลือที่ตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพ กระนั้น ในบางแง่มุมการเกิดความรู้สึกด้านลบเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ทั้งนี้การมีสัมพันธภาพที่มากหรือน้อยจนเกิดไป ไม่ไว้วางใจ หรือเกินขอบเขตที่เหมาะสม ย่อมไม่ส่งผลที่ดีต่อทั้งนักพยากรณ์โชคชะตาและผู้รับบริการ

 

 

กระบวนการช่วยเหลือด้านจิตใจของนักพยากรณ์โชคชะตา


 

ขั้นตอนในกระบวนการช่วยเหลือด้านจิตใจของนักพยากรณ์โชคชะตาเริ่มจากการสังเกตท่าทางของผู้รับบริการเพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิด และวัดระดับอารมณ์ในการออกคำพยากรณ์ จากนั้นทำการพยากรณ์ตามหลักของศาสตร์ และในระหว่างการพยากรณ์จะมีการเปิดโอกาสให้ซักถามเพื่อเติมในส่วนที่ยังคงรู้สึกสงสัยหรือค้างคาใจเพื่อให้ผู้รับบริการขจัดความกังวลใจได้อย่างเต็มที่ และมักลงท้ายด้วยการเสนอแนะแนวทางการช่วยเหลือด้านจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่อิงบทฐานของความเชื่อในศาสตร์การพยากรณ์โชคชะตา

 

การให้คำปรึกษาของนักพยากรณ์โชคชะตาเป็นแบบการให้คำแนะนำและชี้นำทาง ซึ่งต่างจากจิตวิทยาการปรึกษาที่เป็นแบบไม่ชี้นำ ซึ่งการชี้นำนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้รับบริการเกิดการใคร่ครวญและตระหนักรู้ในตนเองอย่างแท้จริง ดังนั้นเมื่อผู้รับบริการเกิดปัญหาครั้งใหม่ ผู้รับบริการจะกลับมาใช้บริการกับนักพยากรณ์โชคชะตาอีก ในขณะที่การปรึกษาเชิงจิตวิทยามีวัตถุประสงค์ให้ผู้รับบริการเกิดปัญญาในการแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง และไม่จำเป็นต้องย้อนกลับมาปรึกษานักจิตวิทยาอีก

 

ทั้งนี้แนวทางการช่วยเหลือที่นักพยากรณ์โชคชะตามักเสนอแนะให้แก่ผู้รับบริการเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม ที่นักพยากรณ์โชคชะตาผู้นั้นยึดถืออยู่ กล่าวคือหากเป็นบุคคลที่นับถือพุทธศาสนาก็จะมีความเชื่อเรื่องกรรม และมองการพยากรณ์โชคชะตาเป็นศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงกับการกระทำในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ฉะนั้นแนวทางที่เสนอแนะจึงอยู่ในรูปของการให้กระทำดี สร้างบุญสร้างกุศลหรือให้ปฏิบัติธรรม หรือแม้แต่ในรายที่มีความเชื่อมั่นในศาสตร์การพยากรณ์โดยเฉพาะ ก็มักเสนอแนวทางการช่วยเหลือด้านจิตใจที่อิงกับดวงดาวทางโหราสาสตร์ เป็นต้น ดังนั้นหากผู้รับบริการที่ได้รับการเสนอแนะแนวทางจากนักพยากรณ์โชคชะตามีความเชื่อเช่นเดียวกัน ย่อมส่งผลให้ภาวะใจของผู้รับบริการมีความผ่อนคลายในเบื้องต้น

 

 

 

กลไกที่เกิดในกระบวนการช่วยเหลือด้านจิตใจด้วยการพยากรณ์โชคชะตา สามารถจัดเป็นผลที่เกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือการได้ระบายเรื่องราวปัญหา และการได้ทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าเป็นการเตรียมใจ เป็นผลพลอยได้จากการพยากรณ์โชคชะตา ซึ่งวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้รับบริการ คือการต้องการทราบอนาคตโดยมีความเชื่อว่าการพยากรณ์โชคชะตาเป็นศาสตร์ที่สามารถให้คำตอบตนได้ นอกจากการได้ทราบคำตอบพร้อมแนวทางการแก้ไขแล้ว ความเชื่อมั่นใจอนาคตที่ได้จากคำพยากรณ์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้รับบริการมีความหวังในการก้าวผ่านปัญหาหรืออุปสรรคที่ตนกำลังเผชิญ

 

จากข้อค้นพบที่ได้ทำให้เข้าใจมูลเหตุความต้องการของผู้รับบริการและกระบวนการช่วยเหลือด้านจิตใจที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ในการพยากรณ์โชคชะตา ดังนั้นในการปรึกษาเชิงจิตวิทยา หากนำความเข้าใจดังกล่าวไปใช้จะสามารถเข้าถึงผู้รับบริการได้กว้างขวางและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

 

 

ข้อมูลจาก

 

“การพยากรณ์โชคชะตาและกระบวนการช่วยเหลือด้านจิตใจ”
“Fortune telling and psychological helping process”

วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.) สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2552)
โดย นางสาวเรวดี สกุลอาริยะ
ที่ปรึกษา ผศ. ดร.กรรณิการ์ นลราชสุวัจน์
วิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/17082

 

รายได้ การเปรียบเทียบ และความสุข

 

รายได้ การเปรียบเทียบ และความสุข

 

: ข้อมูลจากผู้มีรายได้ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่ประกอบอาชีพข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานบริษัท เพศหญิงและเพศชาย จำนวน 810 คน

 

จากงานวิจัยพบว่า การเปรียบเทียบทางสังคมกับบุคคลอื่น เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสุขเชิงอัตวิสัยที่แตกต่างกัน โดยบุคคลที่มีการเปรียบเทียบทางสังคมกับบุคคลอื่นที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่ามีความสุขเชิงอัตวิสัยมากกว่าบุคคลที่มีการเปรียบเทียบทางสังคมกับบุคคลอื่นที่ประสบความสำเร็จมากกว่า

 

ตัวแปรรายได้ก็เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสุขเชิงอัตวิสัยแตกต่างกัน บุคคลที่มีรายได้สูงมีความสุขเชิงอัตวิสัยมากกว่าบุคคลที่มีรายได้ต่ำ

 

ในกรณีที่นำตัวแปรด้านรายได้มาร่วมกับตัวแปรการเปรียบเทียบทางสังคมจะเห็นว่า บุคคลที่มีรายได้สูงและมีการเปรียบเทียบทางสังคมกับบุคคลอื่นที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่าจะประเมินความสุขเชิงอัตวิสัยในระดับสูงที่สุด และบุคคลที่รายได้ต่ำและมีการเปรียบเทียบทางสังคมกับบุคคลอื่นที่ประสบความสำเร็จมากกว่าจะประเมินความสุขเชิงอัตวิสัยในระดับต่ำที่สุด

 

แต่ถ้าอยู่ในเงื่อนไขการเปรียบทางสังคมกับบุคคลอื่นที่ประสบความเร็จมากกว่า บุคคลรายได้สูงและบุคคลที่มีรายได้ต่ำมีความสุขเชิงอัตสิวัยไม่แตกต่างกัน

 

 

 

หมายเหตุ :

 

ความสุขเชิงอัตวิสัย หมายถึง การประเมินชีวิตโดยภาพรวมของบุคคลตามมาตรฐานของตน คือ มีความพึงพอใจในชีวิต มีอารมณ์ทางบวกมาก และมีอารมณ์ทางลบน้อย

 

บุคคลที่มีรายได้สูง คือ มีรายได้ที่ระดับมากกว่า 30,001 บาท/เดือน
ส่วนบุคคลที่มีรายได้ต่ำ คือ มีรายได้ที่ระดับ 7,001 – 20,000 บาท/เดือน
โดยเป็นรายได้ที่บุคคลได้รับโดยสม่ำเสมอ ที่ไม่รวมรายได้อื่นๆ

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“อิทธิพลของการเปรียบเทียบทางสังคมและรายได้ต่อความสุขเชิงอัตวิสัย”
“Effects of social comparison and income on subjective well-being”

วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.) สาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2551)
โดย นางสาวพัชรี ศุภดิษฐ์

ที่ปรึกษา รศ. ดร.ธีระพร อุวรรณโณ

วิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/21590

ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนอกใจ

 

ปัจจัยภายในตัวบุคคลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนอกใจ


 

 

  • การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของตัวแปร บุคลิกภาพหลงตนเอง การเปิดรับประสบการณ์ การมีจิตสำนึก ความเคร่งครัดในศาสนา ความพึงพอใจในคู่สมรส และการผูกมัดกับคู่สมรส ที่มีต่อพฤติกรรมนอกใจ ของเพศชายและเพศหญิง
  • กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้คือ ชาย (261 คน) และหญิง (254 คน) ที่สมรสแล้วโดยจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและนับถือศาสนาพุทธ

 

ตัวแปรต่างๆ มีความหมายดังต่อไปนี้

 

– พฤติกรรมการนอกใจ : การแสดงความไม่ซื่อสัตย์ต่อความสัมพันธ์ของคู่สมรส ทั้งด้านการกระทำและด้านจิตใจ

 

– การผูกมัดกับคู่สมรส : ความผูกพันทางจิตใจ และแรงจูงใจที่จะสานความสัมพันธ์แบบคู่สมรสให้ดำเนินต่อไป ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ความรู้สึกทางบวกในความสัมพันธ์ การมีหรือไม่มีบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรสที่น่าสนใจ น่าดึงดูดใจ ชวนให้หลงใหล และการลงทุนในความสัมพันธ์ (บ้าน เงิน บุตร ความทรงจำ ระยะเวลาที่มีร่วมกัน ฯลฯ)

 

– ความพึงพอใจในคู่สมรส : ความรู้สึกมีความสุขและความพึงพอใจฉันสามีภรรยาที่มีต่อกัน

 

– บุคลิกภาพหลงตนเอง : ลักษณะของบุคคลที่มองตนเองในแง่บวกเกินจริง คิดว่าตนมีความสามารถเหนือระดับกว่าผู้อื่น ลุ่มหลงกับภาพลักษณ์และเสน่ห์ของตน ชอบเป็นจุดสนใจและต้องการคำชมจากผู้อื่น ใช้ความสัมพันธ์เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ตามที่ตนต้องการ มองว่าการมีคู่รักหมายถึงตนมีคุณค่ามากและมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า ไม่จริงใจกับใคร กลัวการถูกปฏิเสธและเจ็บปวดมากเมื่อได้รัคำวิจารณ์ทางลบ

 

– การเปิดรับประสบการณ์ : การชอบจินตนาการ ศิลปะ ความสวยงาม และความหลากหมาย มีความสงสัยใคร่รู้ ชอบแนวคิดใหม่ ๆ สิ่งแปลกใหม่ และมีค่านิยมที่เบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานของสังคม

 

– การมีจิตสำนึก : การควบคุมตนเอง วางแผน มีระเบียบวินัย รอบคอบ มีความตั้งใจแน่วแน่ในการทำงาน ตรงต่อเวลา

 

– ความเคร่งครัดในศาสนา : พฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา

 

 

 

 

ผลการวิจัยพบว่าตัวแปรดังกล่าวล้วนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมนอกใจทั้งเพศชายและหญิง

 

ซึ่งตัวแปรที่สำคัญที่ทำนายพฤติกรรมการนอกใจ คือ “การผูกมัดกับคู่สมรส” และ “ความพึงพอใจในคู่สมรส”

 

กล่าวคือ บุคคลที่มีผูกมัดกับคู่สมรส จะพิจารณาผลลัพธ์ระยะยาวจากการกระทำมากกว่าพฤติกรรมที่เป็นผลประโยชน์ในระยะเวลาสั้น ๆ จะไตร่ตรองความเป็นไปได้หากตนมีพฤติกรรมนอกใจ เช่น ความอับอาย รู้สึกผิด เศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียคนรักไป และจะห่วงใยในทุกข์สุขของคู่ครองมาก จะพิจารณาว่าการกระทำของตนจะทำให้คู่ครองต้องเจ็บปวดเพียงใดและจะเป็นการทำลายความสัมพันธ์ที่มีหรือไม่ ดังนั้นบุคคลที่ผูกมัดกับคู่สมรสสูงจึงไม่มีพฤติกรรมนอกใจ

และความพึงพอใจในคู่สมรสก็มีส่วนช่วยเพิ่มการผูกมัดกับคู่สมรสได้

 

นอกจากนี้ ตัวแปรบุคลิกภาพทั้งความหลงตนเอง การเปิดรับประสบการณ์ และการมีจิตสำนึก ก็มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมนอกใจเช่นกัน แต่มีอิทธิพลในเพศชายและหญิงที่ “แตกต่าง” กัน ดังนี้

 

เพศชาย : ตัวแปรบุคลิกภาพที่มีอิทธิพลต่อการนอกใจของเพศชายมากที่สุด คือ “การมีจิตสำนึก” ส่วนการเปิดรับประสบการณ์และการหลงตนเองมีอิทธิพลรองลงมา โดยเป็นอิทธิพลทางอ้อมที่ส่งผ่านความพึงพอใจและการผูกมัดกับคู่สมรส กล่าวคือ ผู้ชายที่หลงตนเองสูงจะพึงพอใจในคู่สมรสน้อย และผูกมัดกับคู่สมรสน้อย ทำให้มีแนวโน้มนอกใจมากขึ้น แต่การมีจิตสำนึกและการเปิดรับประสบการณ์มีส่วนช่วยเพิ่มการผูกมัดกับคู่สมรส ทำให้ลดพฤติกรรมการนอกใจของเพศชายได้

 

เพศหญิง : ตัวแปรบุคลิกภาพที่มีอิทธิพลต่อการนอกใจของเพศหญิงมากที่สุด คือ “การหลงตนเอง” โดยมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่การมีจิตสำนึกมีอิทธิพลรองลงมาโดยส่งอิทธิพลทางอ้อมผ่านการพึงพอใจและการผูกมัดกับคู่รัก ส่วนการเปิดรับประสบการณ์ไม่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการนอกใจของเพศหญิง (ทั้งนี้พบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่างการเปิดรับประสบการณ์กับการผูกมัดกับคู่สมรสของเพศหญิง คือ การเปิดรับประสบการณ์ทำให้ผู้หญิงมีความพึงพอใจในคู่สมรสสูง แต่ก็ทำให้ผูกมัดกับคู่สมรสต่ำ)

 

สำหรับตัวแปรการเคร่งครัดในศาสนา สามารถทำนายพฤติกรรมนอกใจได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง โดยมีอิทธิพลในเพศชายมากกว่าในเพศหญิง

 

กล่าวโดยสรุปคือ จากตัวแปรทั้งหมดในที่นี้ ตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการนอกใจของเพศชายคือ การผูกมัดกับคู่สมรส ความพึงพอใจในคู่สมรส ความเคร่งครัดในศาสนา และการมีจิตสำนึก ตามลำดับ

 

ส่วนตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการนอกใจของเพศหญิงคือ การผูกมัดกับคู่สมรส ความหลงตนเอง และความพึงพอใจในคู่สมรส ตามลำดับ

 

 

การวิเคราะห์เพิ่มเติมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนอกใจ


 

 

 

 

เพศ

 

– เพศชายมีพฤติกรรมนอกใจมากกว่าเพศหญิง ซึ่งตรงกับสภาพของสังคมไทยที่มองว่าการนอกใจของเพศชายเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นธรรมชาติของผู้ชายที่จะเจ้าชู้ แตกต่างจากเพศหญิงที่จะถูกดูหมิ่นและไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม

 

– เพศชายส่วนมากรายงานถึงพฤติกรรมนอกใจในลักษณะที่เป็นการกระทำชัดเจน เช่น การแอบพาเข้าโรงแรม แอบหอมแก้ว แอบมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น ขณะที่เพศหญิงมักรายงานถึงพฤติกรรมที่นำไปสู่การนอกใจ เช่น การหว่านเสน่ห์ การส่งข้อความ การแอบขอเบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น

 

– นอกจากนี้เพศชายและหญิงยังมีมุมมองต่อพฤติกรรมนอกใจแตกต่างกันด้วย โดยเพศชายมองว่าการนอกใจหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น ขณะที่เพศหญิงมองว่าไม่ว่าจะเป็นด้านเพศสัมพันธ์หรือด้านจิตใจก็ถือเป็นการนอกใจทั้งสิ้น

 

อายุ

 

– คู่สมรสที่มีอายุน้อยมีพฤติกรรมนอกใจมากกว่า เนื่องจากคิดว่าตนยังมีโอกาสที่จะเปิดรับประสบการณ์อีกมากมายจากบุคคลที่ไม่ใช่คู่สมรสของตน หรือเห็นว่าตนยังมีทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่า

 

ประวัติการหย่าร้าง

 

– บุคคลที่เคยหย่าร้างมีแนวโน้มนอกใจมากกว่าบุคคลที่ไม่เคยมีประวัติหย่าร้าง

 

การอยู่ก่อนแต่ง

 

– คู่ที่เคยอยู่ร่วมกันหรือมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานมีพฤติกรรมนอกใจน้อยกว่า ซึ่งอาจเป็นเพราะคนที่เคยอยู่ร่วมกันมาก่อน ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากัน ลองใช้ชีวิตเหมือนคู่แต่งงานด้วยการอยู่กินร่วมกัน จนแน่ใจว่ามีความพึงพอใจในชีวิตสมรสเมื่อตัดสินใจแต่งงานกัน จึงไม่มีพฤติกรรมนอกใจ

 

ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์

– บุคคลที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งมีแนวโน้มมีพฤติกรรมนอกใจมากกว่า อาจเป็นเพราะบุคคลมีความต้องการทางเพศสูง ไม่ว่าจะกับคู่สมรสของตนหรือไม่ หรือบุคคลต้องการความหลากหลายในความสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและสนองความตื่นเต้นเร้าใจ (ผลดังกล่าวแตกต่างจากการวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่าการมีเพศสัมพันธ์มากเป็นวิธีการป้องกันการนอกใจ)

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านของบุคลิกภาพแบบหลงตนเองและบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบต่อพฤติกรรมการนอกใจในคู่สมรส”
“Mediation analysis of narcissistic personality and five-factor personality on marital infidelity”

วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.) สาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2552)
โดย นางสาวธันยธร อนันต์วิโรจน์
ที่ปรึกษา ผศ. ดร.คัคนางค์ มณีศรี
วิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/18062