Situationships: สถานะ….ไม่มีสถานะ

12 May 2026

อ. ดร.ปิยกฤตา เครือหิรัญ

 

ความสัมพันธ์ใกล้ชิด หรือ Close Relationships เป็นหนึ่งในประเด็นทางจิตวิทยาสังคมที่ได้รับความสนใจในการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจพลวัตระหว่างบุคคลที่มีความผูกพันและความใกล้ชิดกัน ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ครอบคลุมทั้งความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน และความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก โดยเฉพาะความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกที่ได้รับความนิยมในการศึกษาค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิต สุขภาวะทางจิตใจ และการใช้ชีวิตของบุคคลในหลาย ๆ ด้าน

 

ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกระหว่างคน 2 คน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบแฟน คู่แต่งงาน หรือ Life Partner สามารถอธิบายผ่านแนวคิด Sternberg’s Triangular Theory of Love ของ Robert Sternberg ซึ่งเสนอว่า ความรักประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ Intimacy, Passion และ Commitment โดยความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เนื่องจากระดับขององค์ประกอบทั้งสามนี้ไม่เท่ากัน โมเดลนี้มีความสำคัญเพราะช่วยให้เห็นว่า ความรักไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ “มีหรือไม่มี” แต่เป็นการผสมกันขององค์ประกอบหลายด้าน และองค์ประกอบเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามช่วงเวลาของความสัมพันธ์ (Sternberg, 1986)

 

องค์ประกอบแรกคือ Intimacy หรือความใกล้ชิดทางใจ หมายถึงความรู้สึกอบอุ่น ความไว้ใจ และความรู้สึกเชื่อมโยงกันทางอารมณ์ เช่น ความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเข้าใจเรา สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง หรืออยู่ด้วยแล้วรู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้ องค์ประกอบที่สองคือ Passion ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงดึงดูด ความตื่นเต้น และความต้องการใกล้ชิดทางกาย เช่น ความรู้สึกใจเต้นเมื่อได้เจอ คิดถึงอีกฝ่ายตลอดเวลา หรืออยากใช้เวลาอยู่ใกล้ ๆ กัน ส่วนองค์ประกอบสุดท้ายคือ Commitment หรือการตัดสินใจที่จะรักษาความสัมพันธ์ไว้ในระยะยาว เป็นมากกว่าความรู้สึกชั่วขณะ แต่รวมถึงความตั้งใจที่จะอยู่เคียงข้างกันและผ่านปัญหาไปด้วยกัน

 

เมื่อองค์ประกอบทั้งสามมีระดับแตกต่างกัน ก็จะเกิดรูปแบบความรักที่แตกต่างกันตามมา เช่น Consummate Love ซึ่งประกอบด้วย Intimacy, Passion และ Commitment ในระดับสูงทั้งหมด ถือเป็นความรักที่มีทั้งความใกล้ชิด ความตื่นเต้น และความผูกพันระยะยาวครบถ้วน ขณะที่ Infatuation เป็นความรักที่มี Passion สูง แต่ Intimacy และ Commitment ต่ำ มักพบในลักษณะของรักแรกพบหรือการแอบชอบ ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน แม้ทั้งสองฝ่ายอาจยังไม่ได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม รูปแบบของความสัมพันธ์ใกล้ชิดในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก หนึ่งในรูปแบบความสัมพันธ์ที่ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง คือ Situationship ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีความเชื่อมโยงเชิงโรแมนติกระหว่างคนสองคน มีการใช้เวลาร่วมกัน ความใกล้ชิดทางกาย หรืออาจรวมถึงความสัมพันธ์ทางเพศ แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับไม่มีความชัดเจน ไม่มีการนิยามสถานะ และไม่มี Commitment ต่อกันอย่างชัดเจน (Langlais et al., 2024)

 

การศึกษาวิจัยของ Langlais และคณะ (2024) พบว่า Situationships มีลักษณะหลายอย่างคล้ายกับความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาร่วมกัน การพูดคุยผ่านโทรศัพท์หรือ Social Media รวมถึงการแสดงความใกล้ชิดทางกาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างสำคัญคือ ความสัมพันธ์ลักษณะนี้มักหลีกเลี่ยงการนิยามความ Exclusivity หรือการแสดงสถานะความสัมพันธ์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Situationships จบลง มักเกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งต้องการความสัมพันธ์ที่จริงจังและชัดเจนมากขึ้น แต่อีกฝ่ายไม่ต้องการ Commitment ในระดับเดียวกัน

 

หากอธิบายผ่านกรอบ Sternberg’s Triangular Theory of Love ของ Robert Sternberg จะพบว่า Situationships มักประกอบด้วย Intimacy และ Passion แต่ขาด Commitment ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบ Romantic Love ตามแนวคิดของ Sternberg อย่างไรก็ตาม Sternberg (1986) เสนอว่า ความรักลักษณะนี้มักเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดย Passion จะค่อย ๆ ลดลง ขณะที่ Commitment จะเพิ่มขึ้น แต่ใน Situationships ความสัมพันธ์อาจหยุดอยู่เพียงแค่ระดับ Romantic Love และไม่พัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่มี Commitment มากขึ้น โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Commitment ไม่พัฒนาคือ การหลีกเลี่ยงการกำหนดสถานะหรือความ Exclusivity ของความสัมพันธ์นั่นเอง

 

หลายคนอาจมองว่า Situationships เป็นความสัมพันธ์ที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าความสัมพันธ์แบบ Traditional ที่มีการผูกมัดหรือให้สถานะกันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในมุมมองทางจิตวิทยา มนุษย์ยังคงมีความต้องการพื้นฐานในการรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์และมีความผูกพันกับผู้อื่น ดังนั้น แม้ Situationships จะดูเป็นความสัมพันธ์ที่ “ไม่ผูกมัด” แต่ก็ยังสามารถส่งผลทางอารมณ์ต่อบุคคลได้ไม่น้อย งานวิจัยของ Anderson และ Phillips (2026) พบว่า หลายคนอธิบายประสบการณ์ใน Situationships ว่าสร้างความเจ็บปวดทางอารมณ์อย่างรุนแรง ถึงขั้นรู้สึกเหมือน “จิตใจถูกบดขยี้” (Soul-crushing) แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขากลับรู้สึกว่าความทุกข์ของตนไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง เพราะ Situationships มักไม่ถูกมองว่าเป็น “ความสัมพันธ์จริงจัง” ในสายตาของสังคม นอกจากนี้ แม้ Situationships จะกลายเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปมากขึ้น แต่ผู้เข้าร่วมการวิจัยจำนวนมากยังมองว่าความสัมพันธ์แบบนี้สร้างความท้าทายทางจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ให้ชัดเจนหรือจริงจังมากขึ้น อีกทั้งประสบการณ์ดังกล่าวยังอาจส่งผลต่อความสามารถในการไว้วางใจผู้อื่นและการสร้าง Commitment ในความสัมพันธ์ครั้งต่อไปได้อีกด้วย

 

ท้ายที่สุดแล้ว Situationships อาจไม่ใช่รูปแบบความสัมพันธ์ที่ “ผิด” หรือ “ถูก” สำหรับทุกคน เพราะบางคนอาจพึงพอใจกับความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องมีสถานะหรือข้อผูกมัดที่ชัดเจน ขณะที่บางคนอาจต้องการความมั่นคงและความชัดเจนมากกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงการมีหรือไม่มีชื่อเรียกของความสัมพันธ์ แต่คือการที่คนทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจและความคาดหวังต่อกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะในหลายครั้ง สิ่งที่ทำให้ผู้คนเจ็บปวด อาจไม่ใช่การไม่มีสถานะ แต่คือการที่ความสัมพันธ์นั้น “มีความรู้สึก” แต่กลับไม่มีความชัดเจนมากพอให้ยืนอยู่ในชีวิตของกันและกันได้อย่างมั่นคง

 

 

รายการอ้างอิง

 

Anderson, S., & Phillips, M. J. (2026). All the Feels, None of the Labels: Young Adults’ Experiences of Situationships. Societies, 16(2), 42.

 

Langlais, M. R., Podberesky, A., Toohey, L., & Lee, C. T. (2024). Defining and describing situationships: An exploratory investigation. Sexuality & Culture, 28(4), 1831-1857.

 

Sternberg, R. J. (1986). A triangular theory of love. Psychological review, 93(2), 119-135.

 

 

 


 

 

บทความโดย

อาจารย์ ดร.ปิยกฤตา เครือหิรัญ

ประธานแขนงจิตวิทยาสังคม

 

Share this content