News & Events

“อุเบกขา” การบ่มเพาะสภาวะเป็นกลางด้วยกลไกทางจิตวิทยา

 

จากบทความตอนที่ 2 ผู้เขียนได้นำเสนอแนวทางการประเมินสภาวะอุเบกขาด้วยตนเองผ่านแบบวัด Equanimity Scale–16 (ES-16) ซึ่งพัฒนาโดย Rogers และคณะ (2021) โดยคณะผู้วิจัยได้ดำเนินการแปลแบบวัดเป็นภาษาไทยและตรวจสอบคุณภาพเชิงจิตมิติ เพื่อนำไปใช้ในการประเมินผลของโปรแกรมการแทรกแซง บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ กระบวนการบ่มเพาะสภาวะอุเบกขาผ่านกลไกทางจิตวิทยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์ สาขาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา ภายใต้หัวข้อ “ผลของการเจริญสติและพรหมวิหารภาวนาต่อสภาวะอุเบกขาและสุขภาวะทางจิต”

 

ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันดำเนินอยู่ท่ามกลาง การบีบคั้นทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง (chronic emotional overload) อันเกิดจากการเร่งความถี่ของข้อมูลข่าวสาร ความคาดหวังทางสังคมและการทำงาน ตลอดจนการเปรียบเทียบคุณค่าตนเองในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิต และการตัดสินใจมากขึ้น แรงกดดันในการต้องมีตัวตนที่ “เหนือกว่า” และ “พร้อมสู้ตลอดเวลา” จึงทวีความรุนแรงขึ้น ภายใต้สภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและตัวแปรที่ผันผวน แรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกเช่นนี้ ส่งผลให้ปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มสะสมและเรื้อรังมากขึ้น ตั้งแต่ความอ่อนล้าทางจิตใจ (emotional exhaustion) ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้น พัฒนาไปสู่ภาวะหมดไฟ (burnout) ในระดับการทำงานและการใช้ชีวิต และในบางกรณีอาจทวีความร้ายแรงจนกลายเป็นความเครียดขั้นรุนแรง (severe psychological distress) ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตและคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากทั่วโลก (World Health Organization, 2024; American Psychological Association, 2024)

 

ในทางจิตวิทยา แนวคิดร่วมสมัยเกี่ยวกับการจัดการอารมณ์อย่างมีประสิทธิภาพมิได้มุ่งเพียงการลดหรือหลีกเลี่ยงอารมณ์ด้านลบ หากแต่ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงภายในของจิตใจ (inner stability) ผ่านความสามารถในการเปิดรับประสบการณ์ตามที่เป็นจริง โดยไม่ปิดกั้นความรู้สึกและไม่ถูกกลืนไปกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ จากกรอบความเข้าใจดังกล่าว งานวิจัยจึงให้ความสนใจ “อุเบกขา (equanimity)” ในฐานะความสามารถของจิตใจ (psychological capacity) หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของการฝึกสมาธิและการเจริญสติ (Desbordes et al., 2015) และมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ในบริบทปัจจุบัน

 

ในเชิงการวัดทางจิตวิทยา งานพัฒนาแบบวัด Equanimity Scale–16 (Rogers et al., 2021) อธิบายว่าอุเบกขาประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การยอมรับประสบการณ์ตามที่เป็นจริง (experiential acceptance) และการไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยอัตโนมัติ (non-reactivity) ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยลดการถูกครอบงำทางอารมณ์และสนับสนุนสุขภาวะทางจิตในระยะยาว (He, 2024; Maung et al., 2025) แนวทางการฝึกที่ส่งเสริมอุเบกขาถูกนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่หลากหลาย เช่น การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องเผชิญความทุกข์ทางกายและใจระยะยาว ซึ่งช่วยลดการตอบสนองทางอารมณ์ต่อความเจ็บปวด และส่งเสริมการยอมรับประสบการณ์ตามที่เป็นจริง (Lindsay & Creswell, 2017; Garland et al., 2019) นอกจากนี้ อุเบกขายังมีความสัมพันธ์กับการบรรเทาภาวะหมดไฟ ความอ่อนล้าทางอารมณ์ และความเครียดจากงานที่ยืดเยื้อ โดยช่วยเสริมสร้างความสมดุลภายในและความสามารถในการอยู่กับความทุกข์ของผู้อื่นโดยไม่สูญเสียสมดุลทางใจ อีกทั้งยังส่งเสริมสุขภาวะทางจิต ช่วยบรรเทาความวิตกกังวลและอาการซึมเศร้า และสนับสนุนการดำรงชีวิตอย่างมีความหมายในระยะยาว (He, 2024; West et al., 2018; Maung et al., 2025)

 

ในกรอบพุทธศาสนา “อุเบกขา (upekkhā)” มิได้ถูกมองว่าเป็นความเฉยชา หรือการเพิกเฉยแบบละเลยประสบการณ์ หากแต่เป็น สภาวะจิตที่ได้รับการบ่มเพาะอย่างเป็นลำดับ โดยตั้งอยู่บนทั้งปัญญา (paññā) และความเมตตากรุณา (mettā–karuṇā) หลักธรรมในหมวด พรหมวิหาร ๔ ระบุว่าอุเบกขาเกิดร่วมกับเมตตา กรุณา และมุทิตา ซึ่งสะท้อนอย่างชัดเจนว่าอุเบกขามิได้แยกขาดจากความเอื้ออาทรต่อสรรพสัตว์ หากแต่เป็นความเป็นกลางที่เกิดขึ้นเมื่อจิตมีเมตตาและกรุณาอย่างสมบูรณ์ จึงไม่เอนเอียงหรืออคติด้วยความรักหรือความชัง (พระไตรปิฎก ที.ปา. ๑๑/๒๓๗/๒๓๗) ในกระบวนการภาวนา อุเบกขาสามารถงอกงามขึ้นได้จากการเจริญสติปัฏฐาน โดยเฉพาะผ่าน อานาปานสติภาวนา ซึ่งช่วยให้จิตสงบ ตั้งมั่น และเห็นสภาวธรรมตามที่เป็นจริง (Hart, 1987) อันนำไปสู่การเกิดปัญญาในการรู้เท่าทันความไม่เที่ยงของทุกสภาวะ เมื่อความเข้าใจเช่นนี้หยั่งรากลึก จิตจึงสามารถวางต่อประสบการณ์ทั้งปวงอย่างเป็นกลาง โดยไม่ต่อต้านและไม่ละเลยต่อความทุกข์ของตนเองและผู้อื่น (พระไตรปิฎก ม.มู. ๑๒/๓๔๓/๓๗๔) ด้วยเหตุนี้ อุเบกขาจึงเป็นทั้ง ผลของการฝึกจิตที่นำไปสู่ความสงบผาสุก และ กระบวนการภายในที่เกื้อหนุนต่อการคลายความยึดมั่นถือมั่น โดยยังคงความอ่อนโยน ความกรุณา และความรับผิดชอบต่อชีวิตไว้อย่างครบถ้วน

 

งานวิจัยที่ผู้เขียนดำเนินการอยู่นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการเจริญสติและพรหมวิหารภาวนา ภายใต้บริบทแวดล้อมที่เอื้อต่อการปฏิบัติ (สัปปายะ; supportive contemplative context) โดยเน้นการฝึก อานาปานสติ (Ānāpānasati; breathing meditation) ควบคู่กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงที่ส่งเสริมปัญญาและความกรุณา ในกลุ่มตัวอย่างชาวไทย ที่มีความสนใจในการปฏิบัติแต่ฝึกสมาธิไม่สม่ำเสมอ จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองซึ่งถูกขอให้เข้าร่วมโปรแกรมฯ และกลุ่มควบคุมซึ่งถูกขอให้ใช้ชีวิตปกติ โดยงานวิจัยมีผลลัพธ์โดยตรงคือ สภาวะอุเบกขา ซึ่งประเมินด้วยแบบวัด Equanimity Scale–16 (ES-16) ฉบับภาษาไทย พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยคณะผู้วิจัย และผลลัพธ์ทางอ้อม คือ สุขภาวะทางจิต (psychological well-being; PWB) ฉบับภาษาไทย พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดย วรัปสร โรหิตะบุตร (2549) ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้เข้าร่วมกลุ่มทดลองมีคะแนนสภาวะอุเบกขาสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผลปฏิสัมพันธ์ระหว่างเวลาและกลุ่มมีนัยสำคัญ F(1, 68) = 22.80, p < .001 และมีขนาดอิทธิพลในระดับสูง (partial η² = .251) นอกจากนี้ ในช่วงการติดตามผล 8 สัปดาห์หลังสิ้นสุดโปรแกรม พบว่าระดับคะแนนอุเบกขายังคงอยู่และไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนเฉลี่ยในกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลอง (M = 3.38, SD = 0.56) เป็นหลังการทดลอง (M = 3.82, SD = 0.59) และเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยในช่วงติดตามผล (M = 3.88, SD = 0.53)

 

นอกจากผลลัพธ์หลักดังกล่าว คะแนนอุเบกขาที่เพิ่มขึ้นยังมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคะแนนสุขภาวะทางจิต (psychological well-being; PWB) โดยเฉพาะในมิติของ การเติบโตภายใน (personal growth) การยอมรับตนเอง (self-acceptance) และ ความเป็นอิสระในการกำกับชีวิต (autonomy) ซึ่งสอดคล้องกับกลไกภายในของอุเบกขา ได้แก่ การยอมรับประสบการณ์ตามที่เป็นจริง (experiential acceptance) และ การไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยอัตโนมัติ (non-reactivity) ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพ ซึ่งสะท้อนประสบการณ์ภายในของผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับการยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิต การสามารถอยู่กับความทุกข์โดยไม่หลีกหนีหรือกดทับ และการพัฒนาสัมพันธภาพที่อ่อนโยนและสมดุลยิ่งขึ้นทั้งต่อตนเองและผู้อื่น อันสะท้อนการงอกงามของอุเบกขา อันเกิดจากการเจริญสติ และพรหมวิหารภาวนาที่โปรแกรมนี้ได้ออกแบบไว้

 

เมื่อพิจารณาผลการศึกษาในภาพรวม จะเห็นได้ว่าอุเบกขามิได้เกิดจากการกดทับอารมณ์หรือการพยายามเพิกเฉยต่อประสบการณ์ หากแต่เป็นผลของ กระบวนการภายในที่ค่อย ๆ เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจกับประสบการณ์ชีวิต กลไกสำคัญของกระบวนการนี้คือ การยอมรับประสบการณ์ตามที่เป็นจริง (experiential acceptance) ซึ่งสอดคล้องกับ โยนิโสมนสิการ และการเห็นเหตุปัจจัยของสถานการณ์และประสบการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อจิตสามารถอยู่กับอารมณ์ ความคิด และความไม่แน่นอนโดยไม่ต่อต้าน ความรู้เท่าทันเชิงปัญญา (paññā) จึงค่อยๆ งอกงาม และทำให้แรงยึดมั่นถือมั่นคลายตัวลง จากฐานนี้ การไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยอัตโนมัติ (non-reactivity) จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มิใช่จากการควบคุมหรือการห้าม แต่จากการเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเข้าไปยึดถือหรือผลักไสประสบการณ์เหล่านั้น เมื่อแรงขับทางอารมณ์ลดลง การรับรู้จึงมีความชัดเจน มั่นคง และเป็นกลางมากขึ้น กระบวนการดังกล่าวมิได้แยกออกจากชีวิตประจำวัน หากแต่ช่วยให้บุคคลสามารถอยู่กับความทุกข์ ความเปลี่ยนแปลง และความซับซ้อนของชีวิตได้ด้วยใจที่ยังคงความอ่อนโยน ความกรุณา และความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ในความหมายนี้ อุเบกขาจึงมิใช่เพียงผลลัพธ์ของการฝึก หากแต่เป็น กระบวนการเติบโตภายในที่ดำเนินไปพร้อมกับการใช้ชีวิต และเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงการฝึกจิตกับสุขภาวะทางจิตอย่างยั่งยืนในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

 

“อุเบกขาไม่ใช่การวางเฉยต่อชีวิต หากคือการวางใจเป็นกลางที่เปี่ยมด้วยปัญญาและกรุณา
เป็นการรู้สึกได้เต็มที่ โดยไม่ถูกความรู้สึกนั้นพาไป”

 

 

อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยตระหนักถึงข้อจำกัดของการศึกษา โดยเฉพาะความจำเป็นในการขยายผลโปรแกรมไปยังกลุ่มประชากรที่มีลักษณะหลากหลายมากขึ้น รวมถึงการปรับรูปแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตที่แตกต่าง เพื่อส่งเสริมการเจริญสติและพรหมวิหารภาวนาให้เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สนใจในจิตวิทยาแนวพุทธ และยินดีอย่างยิ่งหากได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้อ่านที่สนใจในประเด็นใกล้เคียงกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาความเข้าใจเรื่องการดูแลจิตใจอย่างลึกซึ้งและยั่งยืนต่อไป

 

 

เพียรเฝ้ารู้ ดูลมปราณ มิปล่อยปละ       เพียรคอยละ อุปาทาน มารสลาย
เพียรรู้อยู่ จิตเกิดดับ ตัวตนคลาย       เบาสบาย ในความว่าง จากอัตตา
อุเบกขา ดุจนที ชโลมจิต       คลายยึดติด คายหลงผิด ยินแก่นสาร
สุขสงบ ดังน้ำนิ่ง ไร้โคลนทราม       สุกสว่าง ดังเงาจันทร์ ในวารี
อุเบกขา เปี่ยมด้วยรัก เมตตามรรค       ดุจพรหมพักตร์ กรุณา มิผลักผลาญ
ดุจมารดา จากบุตรรัก รู้กาลวาง       ปัญญาญาณ ใจวางกลาง หาญมั่นคง
อุเบกขา ดุจผืนดิน นิ่งสงบ       หลั่งรินรด บุปผางาม พาลพิษสาร
มิหวาดหวั่น โอบน้อมรับ ด้วยเบิกบาน       ทุกโมงยาม สงบงาม ดุจปฐวี

 

 

 


 

 

บทความโดย

 

อุษณีย์ ศิริอุยานนท์ นิสิตดุษฎีบัณฑิต แขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อีเมล์ 6471007238@student.chula.ac.th, Neptune.siri@gmail.com

 

 

ผู้ตรวจแก้ไขบทความ

  • รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑาทิพย์ วิวัฒนาพันธุวงศ์
    แขนงการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • พระอาจารย์วรศิลป์ วรปัญโญ
    สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • อาจารย์ ดร. สุภีร์ ทุมทอง
    สาขาวิชาบาลีพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีพุทธโฆส นครปฐม

 

 

 


 

 

 

รายการอ้างอิง

 

American Psychological Association. (2024). Stress in America™ 2024: A national mental health report. https://www.apa.org/pubs/reports/stress-in-america/2024

 

Desbordes, G., Gard, T., Hoge, E. A., Hölzel, B. K., Kerr, C. E., Lazar, S. W., Olendzki, N., & Vago, D. R. (2015). Moving Beyond Mindfulness: Defining equanimity as an outcome measure in meditation research. Mindfulness, 6(2), 356–372. https://doi.org/10.1007/s12671-013-0269-8

 

Eberth, J., Sedlmeier, P., & Schäfer, T. (2019). PROMISE: A model of insight and equanimity as key effects of mindfulness meditation. Frontiers in Psychology, 10, 2389. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2019.02389

 

Garland, E. L., Hanley, A. W., Riquino, M. R., Reese, S. E., Baker, A. K., Salas, K., Yack, B. P., Bedford, C. E., Bryan, M. A., Atchley, R., Nakamura, Y., Froeliger, B., & Howard, M. O. (2019). Mindfulness-oriented recovery enhancement reduces opioid misuse risk via analgesic and positive psychological mechanisms: A randomized controlled trial. Journal of Consulting and Clinical Psychology, 87(10), 927–940. https://doi.org/10.1037/ccp0000390

 

Hart, W. (1987). The art of living: Vipassana meditation as taught by S.N. Goenka. Harper & Row.

 

He, Y., Wang, X., Wang, X., & Li, X. (2024). Exploring the relationship between mindfulness and burnout among preschool teachers: The role of dispositional equanimity and empathy. Frontiers in Psychology, 15, 1312463. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2024.1312463

 

Lindsay, E. K., & Creswell, J. D. (2017). Mechanisms of mindfulness training: Monitor and Acceptance Theory (MAT). Clinical Psychology Review, 51, 48–59. https://doi.org/10.1016/j.cpr.2016.10.011

 

Maung, J. J., DeMaranville, J., Wongpakaran, T., Peisah, C., Arunrasameesopa, S., & Wongpakaran, N. (2025). The role of equanimity in predicting the mental well-being of residents in long-term care facilities in Thailand. Nursing Reports, 15(4), Article 123. https://doi.org/10.3390/nursrep15040123

 

Rogers, H. T., Shires, A. G., & Cayoun, B. A. (2021). Development and validation of the Equanimity Scale–16. Mindfulness, 12(1), 107–120. https://doi.org/10.1007/s12671-020-01503-6

 

West, C. P., Dyrbye, L. N., & Shanafelt, T. D. (2018). Physician burnout: Contributors, consequences, and solutions. Journal of Internal Medicine, 283(6), 516–529. https://doi.org/10.1111/joim.12752

 

World Health Organization. (2024). Mental health at work. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/mental-health-at-work

 

วรัปสร โรหิตะบุตร. (2549). ผลของกลุ่มพัฒนาตนต่อสุขภาวะทางจิตของผู้สูงอายุ [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. https://doi.org/10.14457/CU.the.2006.701

 

 

 

JIPP15 Parent Meeting

 

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 หลักสูตร Joint International Psychology Program (JIPP) จัดกิจกรรม “Parent Meeting for JIPP15 Students” ณ คณะจิตวิทยา จุฬาฯ อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ ชั้น 4 เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นิสิตก่อนการโอนย้ายไปศึกษาต่อที่ The University of Queensland ในภาคการศึกษาถัดไปเป็นเวลา 1.5 ปี โดยได้รับเกียรติจาก ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์คณบดี ผศ. ดร.พจ ธรรมพีร ผู้อำนวยการหลักสูตร JIPP และ อ. ดร.สุภสิรี จันทรวรินทร์ กรรมการหลักสูตร ร่วมให้ข้อมูล พร้อมด้วยผู้แทนจาก UQ ได้แก่
Prof. Jolanda Jetten, Head of the School of Psychology; Assoc. Prof. Philip Grove, Director of JIPP และ Miss Donna Guest, International Development Manager

 

การประชุมครั้งนี้ครอบคลุมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการโอนย้าย และการใช้ชีวิตในเมือง Brisbane รวมถึงการแบ่งปันประสบการณ์จากนิสิตรุ่นพี่ เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองและนิสิตมีความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อในต่างประเทศอย่างมั่นใจ

 

 

On February 13, 2026, the Joint International Psychology Program (JIPP) hosted a pivotal “Parent Meeting for #JIPP15 Students” at Chulalongkorn University. The focus was firmly on preparing our students for their transfer to The University of Queensland, a major milestone coming up in 1.5 years.
We were honored to have the session led by Asst. Prof. Nattasuda Taephant, Ph.D., Dean of the Faculty of Psychology, Asst. Prof. Phot Dhammapeera, Ph.D., Director of JIPP, and Dr.Suphasiree Chantavarin, Ph.D, JIPP Committee. Joining us to bridge the gap between Thailand and Australia were our UQ partners, Prof. Jolanda Jetten, Ph.D., Head of the School of Psychology, Assoc. Prof. Philip Grove, Director of JIPP, and Miss Donna Guest, International Development Manager.

 

The event provided a comprehensive roadmap for the transition, covering essential details on academics, the transfer process, and life in Brisbane. We also heard valuable firsthand experiences from #JIPP13 and #JIPP14 students, whose insights gave families a clear picture of what to expect.

 

Thank you to everyone who joined us as we work together to make this next academic chapter a success.

 

 

คณะจิตวิทยาได้รับรางวัล “กลุ่มบุคลากรยอดเยี่ยมขนาดใหญ่ กลุ่มคณะทำงานกิจกรรม Chula Health Fair เสริมสร้างสุขภาพกายใจและสุขภาวะที่ดีแก่ประชาคมจุฬาฯ”

 

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น. ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรสายปฏิบัติการ “คนดี ศรีจุฬาฯ” ประจำปี 2568 ในงาน “Chula Town Hall” อธิการบดี เติมรักชาวจุฬาฯ ณ ศาลาพระเกี้ยว

 

ในการนี้ คณะจิตวิทยา โดยคณบดี ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ เป็นผู้รับรางวัล ประเภท “กลุ่มบุคลากรยอดเยี่ยมขนาดใหญ่ กลุ่มคณะทำงานกิจกรรม Chula Health Fair เสริมสร้างสุขภาพกายใจและสุขภาวะที่ดีแก่ประชาคมจุฬาฯ” ภายใต้โครงการ Chula Preventive Health Care ปีงบประมาณ 2568 (ซึ่งประกอบไปด้วย 14 หน่วยงาน)

 

 

 

 

Special Talk: The Impact of 3D Vision in Applied Settings: Perceptual, Performance, and Cognitive Outcomes.

 

The Joint International Psychology Program (JIPP), Faculty of Psychology, Chulalongkorn University, cordially invites you to attend a special talk titled:

 

The Impact of 3D Vision in Applied Settings: Perceptual, Performance, and Cognitive Outcomes.

 

This special session will be delivered by Associate Professor Philip Grove from the School of Psychology, The University of Queensland, who will share insights on how 3D vision influences perception, performance, and cognitive processes across applied contexts.

 

Event Details

  • Date & Time: Thursday, 12 February 2026
  • Location: Room 407, 4th Floor, Borommaratchachonnani Sisattaphat Building, Faculty of Psychology, Chulalongkorn University.

 

The talk is open to all faculty members, staff, and students who are interested in perception, cognitive science, and applied psychology. Please feel free to forward it to students who are interested.

 

Please register via the QR code on the attached poster. or

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfKkmUokumnTmmbJF078NGSvP5M0PF-uJX0xfepCLsfdLSY7g/viewform

 

We look forward to your participation.

 

 

 


 

 

 

We would like to extend a warm thank you to Associate Professor Philip Grove from the School of Psychology, The University of Queensland, for sharing his insights with us last Thursday.
His presentation on the cognitive and performance outcomes of 3D vision provided valuable perspectives for our students and staff here at Chulalongkorn University. Events like this are vital for sparking new ideas and maintaining the strong academic bond between our institutions.
We look forward to welcoming you back to Chula in the future!

สสส. เข้าเยี่ยมเยียนและสวัสดีปีใหม่ที่คณะจิตวิทยา

 

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ดร. นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคุณเพ็ญลักษณ์ เทศสุวรรณ นักวิชาการบริหารแผนชํานาญการพิเศษ สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เยี่ยมชม Psyche Space และ Psy Lab ของคณะจิตวิทยา เนื่องในโอกาสการเยี่ยมเยียนและสวัสดีปีใหม่ที่คณะจิตวิทยา จุฬาฯ โดยมีผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยาเป็นผู้นำการเยี่ยมชม ซึ่งในโอกาสนี้ทั้งสองหน่วยงานได้เน้นย้ำถึงความร่วมมืออันดีและการทำงานร่วมกันในหลายโครงการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพจิตในระยะยาว

 

 

กิจกรรม Townhall นิสิตคณะจิตวิทยาพบปะพูดคุยกับคณบดี

 

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 คณะจิตวิทยาจัดกิจกรรม Town Hall เปิดพื้นที่ให้นิสิตพบปะพูดคุยกับคณบดี อัปเดตความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะ รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงซักถามประเด็นที่สนใจ อาทิ การจัดทำป้ายคณะ การใช้สถานที่ วิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมของคณะ ในบรรยากาศเป็นกันเอง ณ ห้องประชุม 401 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ

 

 

โครงการอบรมความรู้สถิติเบื้องต้นสำหรับการวิจัยทางจิตวิทยา ประจำปี 2567

 

โครงการอบรมความรู้สถิติเบื้องต้นสำหรับการวิจัยทางจิตวิทยา ประจำปี 2567

 

 

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วม โครงการอบรมความรู้สถิติเบื้องต้นสำหรับการวิจัยทางจิตวิทยา ประจำปี 2567 โดย อบรมผ่านโปรแกรม ZOOM ระหว่างวันที่ 1–15 กรกฎาคม 2567 เวลา 18.00 – 21.00 น. รวมใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมง

 

อบรมและบรรยายโดย รองศาสตราจารย์ สักกพัฒน์ งามเอก Faculty of Psychology, Chulalongkorn University

 

โครงการอบรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านสถิติเบื้องต้นสำหรับการวิจัยทางจิตวิทยาให้แก่ผู้สนใจทั่วไป และเป็นการปรับพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในทฤษฏีทางสถิติที่ใช้ในการศึกษาวิจัยทางจิตวิทยา ให้แก่ผู้ที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการต่อยอดองค์ความรู้ทางด้านสถิติเบื้องต้นสำหรับการวิจัยทางจิตวิทยาให้แก่ผู้สนใจทั่วไป

 

เนื้อหาการอบรมจะมุ่งเน้นไปที่ พื้นฐานความรู้ด้านสถิติเบื้องต้นสำหรับการวิจัย และการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ โดยคาดหวังว่าผู้ที่เข้ารับการอบรมจะมีความรู้ และความเข้าใจทฤษฎีทางสถิติศาสตร์เบื้องต้น โดยเฉพาะเนื้อหาในด้านสถิติเบื้องต้นสำหรับงานวิจัย ครอบคลุมถึงการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านและอิทธิพลกำกับ เพื่อนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ต่อยอดในการทำความเข้าใจ และสร้างผลงานวิจัยทางด้านจิตวิทยาในเชิงลึกต่อไปได้

 

 

หลังเสร็จสิ้นการอบรมผู้เข้าร่วมจะได้รับ เกียรติบัตรรับรองการเข้าร่วมอบรม (E-certificate) โดยจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง (15 ชั่วโมง)

 

 

หัวข้อการฝึกอบรม

 

 

 

หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมแต่ละครั้ง ทางผู้จัดโครงการจะอัพโหลดไฟล์วิดีโอการอบรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการ สามารถเข้ามาดูย้อนหลังได้จนถึงวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2567 เวลา 23.59 น

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

 

*บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว

มีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ*

 

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วัน
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จะจัดส่งให้ทางอีเมล กรุณาตรวจสอบข้อมูล ชื่อ ที่อยู่ และอีเมล
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

     

    —————————————– ปิดรับสมัครแล้ว ———————————————-

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

 

โครงการส่งเสริมสุขภาพ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กก่อนวัยเรียน ณ สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน ศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินี

 

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ร่วมกับ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ คณะจิตวิทยา และศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินี ได้จัดโครงการส่งเสริมสุขภาพ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กก่อนวัยเรียน ณ สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน ศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินี โดยให้บริการทดสอบสมรรถภาพทางกายแก่ผู้ปกครอง ควบคู่กับการจัดกิจกรรมออกกำลังกายที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
ในการนี้ อาจารย์อาภาพร อุษณรัศมี อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ เป็นวิทยากรบรรยายให้แก่ ผู้ปกครองและดูแลเด็ก ในหัวข้อ “เลี้ยงลูกเล็กให้สมวัยด้วยหลัก 5-4-3-2”

คณะจิตวิทยาร่วมประชุมกับผู้บริหารโรงเรียนวัดชัยมงคล เพื่อหารือแนวทางการจัดโครงการพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคม ประจำปีงบประมาณ 2569

 

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 คณะผู้บริหาร และนักจิตวิทยา ประจำศูนย์บริการวิชาชีพ ของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารโรงเรียนวัดชัยมงคล เพื่อหารือแนวทางในการจัดโครงการพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคม (CU Social Engagement) ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงวิชาการอันเกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการพันธกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การผลิตบัณฑิต การวิจัย การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของสังคมและชุมชน ที่สามารถขยายผลการดำเนินงานนอกเหนือจากพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักของมหาวิทยาลัยได้

 

 

พิธีบำเพ็ญกุศล 100 วัน อุทิศถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 คณะจิตวิทยา นำโดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล 100 วัน อุทิศถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธี ในการนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ บุคลากร นิสิตจุฬาฯ และนิสิตเก่า เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง