วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 คณะจิตวิทยาเข้าร่วมพิธีตักบาตรเนื่องในโอกาส ครบ 109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิธีถวายชัยมงคลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครบรอบ 71 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2569
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 คณะจิตวิทยาเข้าร่วมพิธีตักบาตรเนื่องในโอกาส ครบ 109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิธีถวายชัยมงคลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครบรอบ 71 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2569
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วม โครงการอบรมความรู้สถิติเบื้องต้นสำหรับการวิจัยทางจิตวิทยา ประจำปี 2567 โดย อบรมผ่านโปรแกรม ZOOM ระหว่างวันที่ 1–15 กรกฎาคม 2567 เวลา 18.00 – 21.00 น. รวมใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมง
อบรมและบรรยายโดย รองศาสตราจารย์ สักกพัฒน์ งามเอก คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงการอบรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านสถิติเบื้องต้นสำหรับการวิจัยทางจิตวิทยาให้แก่ผู้สนใจทั่วไป และเป็นการปรับพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในทฤษฏีทางสถิติที่ใช้ในการศึกษาวิจัยทางจิตวิทยา ให้แก่ผู้ที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการต่อยอดองค์ความรู้ทางด้านสถิติเบื้องต้นสำหรับการวิจัยทางจิตวิทยาให้แก่ผู้สนใจทั่วไป
เนื้อหาการอบรมจะมุ่งเน้นไปที่ พื้นฐานความรู้ด้านสถิติเบื้องต้นสำหรับการวิจัย และการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ โดยคาดหวังว่าผู้ที่เข้ารับการอบรมจะมีความรู้ และความเข้าใจทฤษฎีทางสถิติศาสตร์เบื้องต้น โดยเฉพาะเนื้อหาในด้านสถิติเบื้องต้นสำหรับงานวิจัย ครอบคลุมถึงการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านและอิทธิพลกำกับ เพื่อนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ต่อยอดในการทำความเข้าใจ และสร้างผลงานวิจัยทางด้านจิตวิทยาในเชิงลึกต่อไปได้
หลังเสร็จสิ้นการอบรมผู้เข้าร่วมจะได้รับ เกียรติบัตรรับรองการเข้าร่วมอบรม (E-certificate) โดยจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง (15 ชั่วโมง)

หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมแต่ละครั้ง ทางผู้จัดโครงการจะอัพโหลดไฟล์วิดีโอการอบรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการ สามารถเข้ามาดูย้อนหลังได้จนถึงวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2567 เวลา 23.59 น

*บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว
มีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ*

—————————————– ปิดรับสมัครแล้ว ———————————————-
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่มักเริ่มต้นวันด้วยการเปิดแอปดูดวง เช็กไพ่ หรืออ่านคำทำนายประจำวัน ก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ? สิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นเรื่องปกติที่เรามักทำหรือเห็นคนอื่นทำกันในชีวิตประจำวัน แล้วก็ไม่ได้รู้สึกขัดหูขัดตาแต่อย่างใด บางคนแวะไหว้พระก่อนสัมภาษณ์งาน บางคนพกเครื่องรางที่เคยได้ผลจากครั้งก่อน เพราะเรื่องเล่าความสำเร็จหลังการมูเตลูมักถูกแชร์ซ้ำ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลอย่างต่อเนื่อง จนทำให้คำว่า “มูเตลู” กลายเป็นทั้งพฤติกรรมและวัฒนธรรมร่วมสมัยในสังคมไทยไปแล้ว
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า ความเชื่อนี้มันจริงหรือไม่ หากแต่เป็นว่า ความเชื่อนี้มันกำลังหล่อหลอมวิธีที่เรามองการควบคุมชีวิตอย่างไร?
แนวคิดเรื่อง การรับรู้แหล่งอำนาจการควบคุม หรือ locus of control อธิบายว่าบุคคลตีความสาเหตุของผลลัพธ์ในชีวิตในมิติที่แตกต่างกัน บุคคลบางกลุ่มเชื่อว่าผลลัพธ์เกิดจากความพยายามและการตัดสินใจของตน (internal locus of control) ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าผลลัพธ์ถูกกำหนดโดยโชค โอกาส หรือปัจจัยภายนอกที่ตนไม่สามารถควบคุมได้ (external locus of control) ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรม การตัดสินใจ และสุขภาวะทางจิตในระยะยาวอย่างไม่น่าเชื่อ
หลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า การรับรู้ว่าตนเองสามารถควบคุมชีวิตได้ มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ในหลายมิติ เช่น งานของ Botha และ Dahmann (2023) พบว่าบุคคลที่มีแนวโน้มรับรู้การควบคุมจากภายในสูง มีความสามารถในการกำกับตนเองดีกว่า เลือกพฤติกรรมที่เอื้อต่อสุขภาพมากกว่า และมีผลลัพธ์ด้านสุขภาพโดยรวมที่ดีกว่า นอกจากนี้ การรับรู้การควบคุมจากภายในยังเสริมให้ความพยายามของบุคคลส่งผลได้จริง กล่าวคือ เมื่อเชื่อว่าการกระทำของตนมีความหมาย ความพยายามใดๆ ย่อมนำถูกไปใช้อย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง จนส่งผลสำเร็จได้จริง
ในทางตรงกันข้าม งานวิจัยจำนวนหนึ่งก็ให้ความสำคัญกับความเชื่อที่ว่าผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับโชคหรือดวง เช่น Li และคณะ (2025) พบว่าการรับรู้การควบคุมจากภายนอกสูง มีความสัมพันธ์กับระดับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าที่สูงขึ้น ขณะที่ Guerrero Castillo และคณะ (2026) ก็พบผลในทิศทางเดียวกันว่า เมื่อบุคคลรู้สึกว่าตนไม่สามารถกำหนดผลลัพธ์ได้ ความไม่แน่นอนย่อมแปรเปลี่ยนเป็นความกังวล และอาจนำไปสู่ความรู้สึกไร้อำนาจในระยะยาวได้
ทว่า การอธิบายมูเตลูว่าเป็นเพียง external locus of control อาจลดทอนความซับซ้อนของตัวแปรดังกล่าว เพราะงานของ Damisch, Stoberock และ Mussweiler (2010) สะท้อนให้เห็นว่า เครื่องรางนำโชคก็สามารถเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเองและปรับปรุงผลการปฏิบัติงานของบุคคลได้ โดยผลดังกล่าวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระดับความคาดหวังและการรับรู้ความสามารถของตนเอง ซึ่งส่งผลต่อการลงมือทำโดยตรง กล่าวคือ มูเตลูอาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางใจที่ช่วยให้บุคคลรู้สึกว่า ตนเองยังสามารถทำอะไรบางอย่างได้ แม้ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
ประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังในบริบทไทย คือ อิทธิพลของสื่อต่อการก่อรูปของ locus of control ในชีวิตประจำวัน สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นและไลฟ์สตรีม ที่ทำให้การดูดวง การไหว้พระ หรือการรีวิวสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเนื้อหาที่เข้าถึงได้ตลอดเวลาและถูกย้ำซ้ำผ่านอัลกอริทึม ตัวอย่างที่พบได้ชัดในสังคมไทย ได้แก่ คอนเทนต์ไลฟ์เปิดไพ่รายวันบนแพลตฟอร์มยอดนิยม การรีวิวสายมู ที่เล่าเรื่องความสำเร็จหลังไปขอพร หรือการแชร์พิกัดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์พร้อมคำบอกเล่าที่มีลักษณะเป็นเรื่องเล่าเชิงประสบการณ์ เนื้อหาเหล่านี้มักคัดเลือกเฉพาะผลลัพธ์เชิงบวกและถูกขยายการมองเห็นอย่างต่อเนื่อง จนก่อให้เกิดภาพจำว่าการมูเตลูนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเสมอ
ในเชิงจิตวิทยาสื่อ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ทางสังคมของ Bandura ที่ชี้ว่าบุคคลเรียนรู้ผ่านการสังเกตแบบอย่าง และการเสริมแรงทางอ้อม อีกทั้งสื่อเองยังสามารถหล่อหลอมการรับรู้ความเป็นจริงของผู้รับสารเมื่อได้รับการสัมผัสซ้ำอย่างต่อเนื่องอีกด้วย นอกจากนี้ งานวิจัยระยะหลังยังชี้ให้เห็นว่า การได้รับข้อมูลที่สอดคล้องกันซ้ำ ๆ สามารถเสริมความเชื่อเดิมและลดการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ได้ (Guess et al., 2019) เมื่อผนวกเข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทยที่เปิดรับความเชื่อและให้คุณค่ากับประสบการณ์ส่วนบุคคล สื่อจึงมิได้เป็นเพียงตัวสะท้อน แต่เป็นตัวเร่งที่ทำให้การอธิบายผลลัพธ์ด้วยปัจจัยภายนอกกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับสื่อดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของสื่อมิได้มีเพียงด้านเดียว ในบางกรณี สื่อสามารถแปลความความเชื่อให้กลายเป็นพลังภายในจิตใจได้ เช่น การนำเสนอเนื้อหาที่เชื่อมโยงความเชื่อกับการลงมือทำ การตั้งเป้าหมาย และการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ซึ่งช่วยรักษาสมดุลระหว่างการรับรู้การควบคุมจากภายนอกและภายใน ด้วยเหตุนี้ มูเตลูจึงอาจทำหน้าที่สองด้านไปพร้อม ๆ กัน ด้านหนึ่งคือการเป็นแรงเสริมทางจิตที่ช่วยลดความกังวลและเพิ่มความมั่นใจ อีกด้านหนึ่ง หากความเชื่อนี้นำไปสู่การถ่ายโอนอำนาจการควบคุมออกจากตนเอง ไปยังปัจจัยภายนอกมากเกินไป ก็อาจบั่นทอนความรู้สึกเป็นเจ้าของชีวิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อความรู้สึกไร้อำนาจ
ประเด็นสำคัญจึงมิได้อยู่ที่การตัดสินว่ามูเตลูเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด หากแต่อยู่ที่วิธีที่บุคคลจัดการความเชื่อนั้นไว้ในระบบการรับรู้ของตน ความเชื่อเดียวกันอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลยังคงรับรู้ว่าตนมีบทบาทในการกำหนดชีวิตอยู่เพียงใด เพราะในสังคมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความต้องการจะควบคุมหรืออย่างน้อยรู้สึกว่าควบคุมได้ของมนุษย์อย่างเรา ๆ ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ มูเตลูจึงอาจเป็นคำตอบหนึ่งต่อความไม่แน่นอนนั้น คำถามที่ควรถูกตั้งไว้เสมอคือ ภายใต้ความเชื่อนั้น เรายังคงเห็นตนเองเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดชีวิตอยู่หรือไม่ต่างหากค่ะ
Bandura, A. (2001). Social cognitive theory of mass communication. Media Psychology, 3(3), 265–299.
Botha, F., & Dahmann, S. (2023). Locus of control, self-control, and health outcomes. SSM – Population Health.
Damisch, L., Stoberock, B., & Mussweiler, T. (2010). Keep your fingers crossed! How superstition improves performance. Psychological Science, 21(7), 1014–1020.
Guerrero Castillo, M., et al. (2026). Locus of control and its association with depression, anxiety, and stress. International Journal of Environmental Research and Public Health.
Guess, A. M., et al. (2019). Less than you think: Prevalence and predictors of fake news dissemination on Facebook. Science Advances, 5(1).
Li, W., et al. (2025). Health locus of control and mental health outcomes among college students. Scientific Reports.
บทความโดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์
รองคณบดี อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม และอาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์
‘Passive Suicidal Ideation’ อาจเป็นคำที่หลายคนไม่คุ้นหู แต่หากลองพิจารณาถึงความรู้สึกที่ว่า “อยู่ก็ได้ ตายก็ดี” หรือการเฝ้ารอให้มีเหตุการณ์บางอย่างมาทำให้ชีวิตนี้จบสิ้นลงไปโดยที่เราไม่ต้องลงมือเอง ความรู้สึกเหล่านี้อาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
บนโลกใบนี้ เราอาจจะคุ้นเคยกับการฆ่าตัวตายแบบกระตือรือร้น (Active Suicidal Ideation) คือการมีแผนการและเจตนาที่ชัดเจนเป็นอย่างดี แต่สำหรับการมีอาการแบบ Passive นั้นกลับเปรียบเสมือน “ภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำ” มันคือความปรารถนาที่จะหยุดมีชีวิตอยู่ แต่ยังขาดแรงจูงใจหรือแผนการที่จะทำร้ายตนเองในขณะนั้น ทว่าความนิ่งเงียบนี้เองที่มักทำให้สัญญาณอันตรายถูกมองข้ามไป (Bostwick et al., 2016)
ประโยคเหล่านี้มักถูกสื่อสารออกมาในลักษณะของคำตัดพ้อหรือความคิดชั่ววูบ แต่ในทางจิตวิทยา มันคือเสียงสะท้อนของความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึก เป็นสัญญาณว่าสภาวะจิตใจกำลังแบกรับภาระที่หนักเกินไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่อันตรายไม่แพ้กัน
การเยียวยาจิตใจจากความรู้สึกที่อยากหายไปนั้นอาจต้องใช้เวลาและความเข้าใจ ตลอดจนแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างที่จะช่วยให้ความคิดเหล่านี้บรรเทาลง โดยมีแนวทางปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้:
ความรู้สึกอยากตายไม่ใช่ความล้มเหลวของชีวิต แต่มันคือเสียงสะท้อนว่าเราต้องการ “ความช่วยเหลือ” การมองเห็นคุณค่าในตัวเองในวันที่ใจเหนื่อยล้าอาจเป็นเรื่องยาก แต่การก้าวออกมาขอความช่วยเหลือคือก้าวแรกที่กล้าหาญที่สุด
อยากให้รู้เอาไว้เสมอว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ อย่าปล่อยให้ความเจ็บปวดเงียบๆเหล่านี้ทำลายคุณค่าในชีวิตของคุณนะคะ ☺
เมธินี คุ้มภัย, และ วรวรรณ จงตระกูล. (2566). ความสัมพันธ์ระหว่างการเห็นคุณค่าในตนเอง ความรู้สึกเป็นภาระ และความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับความคิดฆ่าตัวตายในนิสิตมหาวิทยาลัย. วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย, 54(1), 45-58. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/270180/180671
Bostwick, J. M., Pabbati, C., Geske, J. R., & McKean, A. J. (2016). Suicide attempt as a risk factor for completed suicide: Even more lethal than we knew. American Journal of Psychiatry, 173(11), 1094-1100.
Britton, P. C., Van Orden, K. A., Hirsch, J. K., & Williams, G. C. (2019). Basic psychological needs, suicidal ideation, and risk for suicidal behavior in Veterans. Professional Psychology: Research and Practice, 50(6), 361–369. https://doi.org/10.1037/pro0000252
Liu, R. T., Bettis, A. H., & Burke, T. A. (2020). Characterizing the course of suicidal ideation: A systematic review and meta-analysis of longitudinal studies. Clinical Psychology Review, 76, Article 101819. https://doi.org/10.1016/j.cpr.2020.101819
Neuro Wellness Spa. (2023). Understanding passive suicidal ideation: Signs, causes, and help. https://neurowellnessspa.com/passive-suicidal-ideation/
Schoevaerts, K., & Dierckx, E. (2021). Passive suicidal ideation in older adults: A systematic review. [Author manuscript]. Vrije Universiteit Brussel. https://cris.vub.be/ws/portalfiles/portal/95407317/Auteursmanuscript_PassiveSI.pdf
Simon, G. E., Rutter, C. M., Peterson, D., Oliver, M., Whiteside, U., Ludman, E., & Operskalski, B. (2013). Does response on the PHQ-9 Depression Questionnaire predict subsequent suicide attempt or completed suicide? Psychiatric Services, 64(12), 1195-1202.
บทความโดย
คุณบุณยาพร อนะมาน
นักจิตวิทยาประจำศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร (PSYCH-CEO)
การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ หมายถึง พฤติกรรมที่เพิ่มพูดความรู้และทักษะใหม่ ๆ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายพฤติกรรม เช่น การทบทวนตนเอง การทดลองวิธีการทำงานใหม่ ๆ การมีปฏิสัมพันธ์และเครือข่ายทางสังคมกับผู้อื่น
สำหรับบริบทขององค์การและการทำงาน การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการมีคุณลักษณะเป็นการเรียนรู้โดยริเริ่มจากความตั้งใจและประสบการณ์ของแต่ละบุคคลในการเรียนรู้ การรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานอันจะส่งผลให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เพิ่มมากขึ้น และเป็นการเรียนรู้โดยไม่ต้องมีโครงสร้างและระเบียบแบบแผน ในหลายสถานการณ์ในงานผู้เรียนยังสามารถร่วมเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์กับผู้อื่น เพื่อแสวงหาความรู้และทักษะที่ได้รับเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคลและในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน โดยการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการครอบคลุมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้บุคคลได้รับความรู้และทักษะใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีพลวัตรและการแข่งขันสูงในปัจจุบัน
นักวิชาการจำนวนมากได้ให้คำนิยามการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการเรียนรู้แบบเป็นทางการ กล่าวคือ การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการมีคุณลักษะเป็นการเรียนรู้โดยการริเริ่มจากความตั้งใจและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดหลักสูตรเนื้อหาการเรียนรู้ หรือกำหนดผู้สอนไว้ล่วงหน้า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในงานและอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ และไม่จำเป็นต้องจัดการเรียนในห้องเรียน ไม่ต้องมีโครงสร้างที่เป็นทางการ ในขณะที่การเรียนรู้แบบเป็นทางการ มีลักษณะโครงสร้างที่ชัดเจน มีการกำหนดรายละเอียด หลักสูตร และเวลาในการจัดการเรียนไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ และมีการวัดประเมินผลอย่างชัดเจน โดยได้รับการสนับสนุนทรัพยากรด้านต่าง ๆ จากองค์การ

Noe และคณะ (2013) ได้แบ่งองค์ประกอบการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
หมายถึงการสะท้อนคิดถึงวิธีการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและการทดลองนำวิธีการใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบของตนมาใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางบวก
หมายถึง การโต้ตอบกับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาเพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิด ผลการปฏิบัติงาน มีการปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวคิดใหม่ ๆ และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และการกำหนดกลยุทธ์สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน
หมายถึงรวม การศึกษา ค้นคว้าจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งรูปแบบออนไลน์และสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้และทักษะใหม่ ๆ เช่น การอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร บทความเชิงพาณิชน์ และการค้นหาแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางอินเทอร์เน็ต
เนื่องจากการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของแต่ละบุคคลเอง แรงจูงใจในการเรียนจึงขึ้นอยู่กับคุณลักษณะส่วนบุคคล และขึ้นอยู่กับการรับรู้ข้อเรียกร้องในงาน นอกจากนี้คุณลักษณะของสภาพแวดล้อมการทำงาน อาทิ การที่องค์การและหัวหน้างานอำนวยความสะดวกในกระบวนการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ บรรยากาศการทำงานเป็นทีม สถานที่ทำงานเป็นมิตร ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อผลของการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการของบุคคลอีกด้วย
ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์
มนัส อุ่นใจ. (2566). ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2023.140
คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 4” ประจำปี 2568 ในวันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2568 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้อง 614 ชั้น 6 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชราภรณ์ บุญญศิริวัฒน์ อาจารย์พิเศษแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร

การเจรจาต่อรอง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาระหว่างครอบครัว การเจรจาทางธุรกิจ เป็นต้น ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับจาก “การเจรจาต่อรอง” ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากและมักจะเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก ๆ เมื่อเราจะต้องประสานงานการทำงานกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรองกับผู้ที่เราจะต้องดำเนินธุรกิจด้วยหรือแม้แต่การเจรจาต่อรองที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมิติอื่น ๆ ได้ เพียงแต่ว่าเรื่องนั้นควรต่อรองหรือไม่ คุ้มหรือไม่กับการต้องต่อรอง หากต้องนิยามคำว่าเจรจาต่อรอง ก็สามารถให้ความหมายแบบกว้าง ๆ คือ กระบวนการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) มีบุคคลร่วมเจรจา 2 ฝ่ายขึ้นไป ถือเป็นกิจกรรมที่มีความทางการ มีการกำหนดจุดยืน มีผลประโยชน์ที่ต้องการแลกเปลี่ยนกัน และมุ่งหวังให้ผลประโยชน์หรือข้อกำหนดนั้นบรรลุความต้องการของทุกฝ่าย
โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง” จึงเป็นโครงการสำหรับผู้ที่ต้องเข้าใจในพื้นฐานของการเจรจาต่อรอง โดยมุ่งเน้นการศึกษาไปยังเทคนิคพื้นฐานในกระบวนการของการต่อรอง ว่าการออกไปพบปะผู้คนควรวางแผนและเตรียมตัวล่วงหน้าในการเจรจาอย่างไร จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการคาดหวังว่าผู้ที่ผ่านการอบรมจะสามารถนำเทคนิคดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถรับมือและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมโครงการจากคณะจิตวิทยา
การอบรมมีอัตราค่าลงทะเบียน ท่านละ 4,500 บาท
(ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรมและวุฒิบัตร)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี โทร. 02-218-1307 E-mail: wathinee.s@chula.ac.th

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 สมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงาน “วัฒนายุครุปิยาจารย์ ครั้งที่ 5” ณ ห้องประชุมพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวเพลิงชมพูร่วมแสดงมุทิตาจิตและกราบคณาจารย์ เนื่องในวาระเจริญอายุ 84 ปี
ในโอกาสนี้ คณาจารย์อาวุโสที่อายุครบ 85 ปี จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่สอน ณ คณะครุศาสตร์ ก่อนการจัดตั้งคณะจิตวิทยา ได้เข้าร่วมงานนี้ด้วย ได้แก่ รศ.สุภาพรรณ โคตรจรัส และรศ. ดร.พรรณราย ทรัพยะประภา
คณาจารย์อาวุโสคณะจิตวิทยา ได้แก่ รศ. ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ รศ. ดร.เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ รศ. ดร.ชุมพร ยงกิตติกุล และ ผศ.นิรมล ชยุตสาหกิจ พร้อมด้วย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา รศ. ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี ผู้ช่วยคณบดี รศ. ดร.กุลยา พิสิษฐ์สังฆการ อาจารย์ปัจจุบัน และคุณจิรีรัตน์ สิทธิวงศ์ นักจิตวิทยา ได้เข้าร่วมในงานดังกล่าว เพื่อแสดงความเคารพและร่วมแสดงมุทิตาจิตแด่คณาจารย์อาวุโสทั้งสองท่าน ผู้เป็นแบบอย่างทางวิชาการและวิชาชีพ
ทั้งนี้ คณะจิตวิทยาขอร่วมแสดงความเคารพและขอบพระคุณคณาจารย์อาวุโสทุกท่านที่ได้สร้างคุณูปการอันทรงคุณค่าแก่แวดวงการศึกษาและจิตวิทยาของประเทศไทย
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
