ไม่ได้โกรธใคร….ฉันก็แค่ “สังคมอักเสบ”

24 Sep 2026

บุณยาพร อนะมาน

 

แม้ว่ามนุษย์เราจะขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์สังคม แต่ในบางช่วงเวลาของชีวิต หลายคนอาจเคยประสบกับสภาวะที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกเหนื่อยล้าเกินกว่าจะพูดคุยกับใคร รู้สึกว่าการตอบข้อความกลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง หรือหมดความสนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมแม้จะเป็นการพบปะเพื่อนสนิทก็ตาม เมื่อความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้น บุคคลมักเกิดคำถามหรือความกังวลต่อสภาวะทางจิตใจของตนเองว่า ตนกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า หรือกำลังกลายเป็นคนที่ต่อต้านสังคมหรือไม่

 

ขี้เกียจคุยกับคนจังเลย…

ไม่อยากไปตามนัดเลย ทำไมตอนนั้นฉันถึงรับนัดไปกันนะ…

 

ในเชิงจิตวิทยา การเลือกที่จะถอยห่างจากผู้คนในบางจังหวะของชีวิตเหล่านี้ ไม่ได้สื่อถึงความผิดปกติหรือความรู้สึกทางลบเสมอไป แต่เป็นกลไกการรับมือ (Coping Mechanism) ตามธรรมชาติที่เรียกว่า การปลีกตัวจากสังคมชั่วคราว (Temporary Social Withdrawal) หรือที่ผู้เขียนมักเรียกคำนี้เล่น ๆ กับคนสนิทว่า “ภาวะสังคมอักเสบ”

 

 

ทำความเข้าใจความต่างระหว่าง “สังคมอักเสบชั่วคราว” กับ “ความรู้สึกโดดเดี่ยว”

 

การปลีกตัวจากสังคมชั่วคราว หรือ “ภาวะสังคมอักเสบ” ของผู้เขียนนั้น คือสภาวะที่บุคคลตัดสินใจลดหรือระงับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อลดการรับรู้สิ่งเร้ารอบข้าง และจัดการกับความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ทักษะสังคมเป็นเวลานาน เช่น การพบปะผู้คน การนำเสนองานอย่างต่อเนื่อง ฯลฯ

 

สภาวะนี้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจาก การแยกตัวจากสังคม (Social Isolation) ซึ่งมักเป็นผลพวงจากความผิดปกติทางจิตใจ โดย ดร.เวอร์จิเนีย โทมัส (Virginia Thomas) นักจิตวิทยา ได้อธิบายความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสองสภาวะนี้ไว้ว่า ความรู้สึกโดดเดี่ยว (Loneliness) เป็นสภาวะทางอารมณ์เชิงลบที่เกิดจากการขาดแคลนความสัมพันธ์ หรือการรู้สึกแปลกแยกแม้อยู่ท่ามกลางผู้คน ในขณะที่การปลีกตัวเพื่อพักผ่อนนั้น จัดอยู่ในกลุ่ม ความสันโดษเชิงบวก (Positive Solitude) ซึ่งเป็นการตั้งใจเลือกที่จะใช้เวลาอยู่กับตนเองอย่างมีสติและมีจุดมุ่งหมาย โดยไม่ได้มีความรู้สึกโกรธเคืองหรือมีปัญหาบาดหมางกับใครแต่อย่างใด

 

หากเทียบให้เห็นภาพ การยอมให้ตัวเองอยู่ในสภาวะสังคมอักเสบบ้างเป็นบางครั้ง ก็เปรียบเสมือนสมาร์ทโฟนที่ถูกใช้งานอย่างหนักตลอดทั้งวัน ย่อมต้องการการ “พักหน้าจอ” หรือเข้าสู่ “โหมดประหยัดแบตเตอรี่” เพื่อชะลอความเหนื่อยล้า และชาร์จแบตเตอรี่ให้กลับมาเต็มอีกครั้ง ซึ่งจิตใจของมนุษย์อย่างเราทุกคนก็ต้องการการตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกเพื่อฟื้นฟูพลังงานเช่นกัน

 

 

นั่งโง่ ๆ เงียบ ๆ ในวันที่สังคมอักเสบ = การพักใจด้วยความสันโดษ

 

งานวิจัยในปัจจุบันหลาย ๆ งานมีการชี้ให้เห็นว่า หากการปลีกตัวจากสังคมเกิดจากแรงจูงใจที่ต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง โดยไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัวการถูกประเมินจากสังคม หรือความคิดเห็นจากคนรอบข้าง และเป็นไปเพียงชั่วคราว จะส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาวะทางจิตใจได้ในหลายมิติด้วยกัน อาทิ

 

การฟื้นฟูพลังงานทางอารมณ์ (Emotional Recharge): การถอยห่างจากสังคมชั่วคราว ช่วยให้บุคคลหลุดพ้นจากความคาดหวังและแรงกดดันที่ต้องตอบสนองต่อผู้อื่น จากงานวิจัยในวารสาร Personality and Social Psychology Bulletin ได้มีคำกล่าวไว้ว่า การได้อยู่กับตนเองอย่างสงบเพียง 15 นาที สามารถช่วยลดระดับความเครียดและเพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

กลไกปกป้องและฟื้นฟูระบบประสาท (Anxiolytic Effects): ภายหลังการเผชิญกับเหตุการณ์ที่ตึงเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress) การแยกตัวออกจากสังคมในช่วง 24 ชั่วโมงแรก จะทำหน้าที่เสมือนกลไกปกป้องระบบประสาทจากการรับสิ่งเร้าที่มากเกินความจำเป็น ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ปรับสมดุลและลดความวิตกกังวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การส่งเสริมความเข้าใจและความเจริญงอกงามในตนเอง (Personal Growth): การได้อยู่กับตัวเองในพื้นที่แห่งความเงียบสงบ เอื้อให้บุคคลได้มีโอกาสทบทวนความคิด (Self-reflection) ได้ยินเสียงความต้องการภายในที่แท้จริง และสามารถจัดระเบียบอารมณ์ที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น

 

การกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ (Creativity Boost): การศึกษาจากมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล (University at Buffalo) พบว่า พฤติกรรมการปลีกตัวที่ไม่ได้เกิดจากความกลัว (Unsociability) เป็นรูปแบบเดียวที่มีความเชื่อมโยงเชิงบวกกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากสมองของเราจะมีพื้นที่ว่างในการประมวลผลข้อมูลที่มากขึ้นและสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยปราศจากการรบกวน

 

 

 

 

ข้อระวัง: เมื่อการ “พักผ่อน” กลายเป็นการ “หลีกหนี”

 

แม้การปล่อยให้ตัวเองได้อยู่เงียบ ๆ ในภาวะสังคมอักเสบจะเป็นกลไกการปรับตัวที่ดีต่อสุขภาพจิตในวันที่เหนื่อยล้า แต่สิ่งสำคัญคือการเฝ้าระวังไม่ให้การปลีกตัวนั้นพัฒนากลายเป็นภาวะเรื้อรัง หากการพักผ่อนของคุณเริ่มปรากฏสัญญาณเตือนต่อไปนี้ อาจบ่งชี้ว่าสภาวะดังกล่าวได้เปลี่ยนจากการฟื้นฟูตนเอง เป็นสัญญาณอันตรายของปัญหาสุขภาพจิตที่ควรได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

 

  • มีการหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนหรือกิจกรรมที่เคยทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
  • เกิดความรู้สึกเฉยชา เบื่อหน่าย และสูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่ตนเองเคยชื่นชอบ (Anhedonia)
  • มีรูปแบบการนอนหลับที่ผิดปกติอย่างชัดเจน เช่น นอนไม่หลับ หรือใช้การนอนหลับมากเกินไปเพื่อหลบหนีความจริง
  • มีความคิดในเชิงลบต่อตนเอง รู้สึกไร้ค่า หรือมีความคิดเกี่ยวกับการทำร้ายตนเอง

 

การอนุญาตให้ตนเองได้ถอยห่างจากความวุ่นวายทางสังคมชั่วคราว ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวหรือความอ่อนแอ แต่เป็นทักษะการดูแลสุขภาพจิต (Self-care) ที่จำเป็น การทำความเข้าใจและโอบรับสภาวะ Temporary Social Withdrawal อย่างเหมาะสม จะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการพลังงานทางอารมณ์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่ในท้ายที่สุด เราจะสามารถกลับไปมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงกับสังคมได้อย่างมั่นคงและมีความหมายมากยิ่งขึ้น

 

ดังนั้น การปล่อยให้ตัวเองได้พักในวันที่ “สังคมอักเสบ” ก็เป็นการดูแลตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ในการพักผ่อนนั้นเอง ผู้เขียนก็ขอให้ทุกคนคอยสังเกตตัวเองและระมัดระวังอย่าให้กลายเป็น “การอักเสบเรื้อรัง” ด้วยนะคะ 🙂

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

Bowker, J. C., Stotsky, M. T., & Etkin, R. G. (2017, November 20). Non-fearful social withdrawal linked positively to creativity. ScienceDaily. https://www.sciencedaily.com/releases/2017/11/171120174505.htm

 

Lei, H., Shu, H., Xiong, R., He, T., Lv, J., Liu, J., Pi, G., Ke, D., Wang, Q., Yang, X., Wang, J.-Z., & Yang, Y. (2023). Poststress social isolation exerts anxiolytic effects by activating the ventral dentate gyrus. PubMed Central. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10112178/

 

Sanook. (2025, September 16). รู้จัก Social Withdrawal ชั่วคราว! ไม่ใช่โลกส่วนตัวสูง แค่อยากพักจากผู้คน. https://www.sanook.com/campus/1430839/

 

THE STANDARD. (2025, September 8). รู้จักภาวะ Social Withdrawal ชั่วคราว “แค่ไม่อยากคุย แต่ไม่ได้โกรธอะไรใครนะ”. https://thestandard.co/life/get-to-know-social-withdrawal/

 

 


 

 

 

บทความโดย

คุณบุณยาพร อนะมาน

นักจิตวิทยาประจำศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร (Psych-CEO)

 

Share this content