เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่มากกว่า 100 ประเทศมีการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของ LGBTQ+ หรือที่เรียกว่า Pride Month ในประเทศไทยเองก็มีขบวนพาเหรดในหลายพื้นที่ เช่น กรุงเทพ เชียงใหม่ อย่างไรก็ตามเดือนนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการที่สังคมจะได้ทบทวนว่า การยอมรับความหลากหลายและความเท่าเทียม มีความหมายอย่างไรในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม
ในทางจิตวิทยา การเป็น LGBTQ+ ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิต ไม่ได้เป็นเพราะขาดความอบอุ่นจากการเลี้ยงดู ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ใช่ทางเลือกของชีวิต หรืออาจสรุปว่าคนที่เป็นเกย์ ตุ๊ด ทอม ดี้ เลสเบี้ยน ไบหรืออื่น ๆ เกิดจากความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกันระหว่างปัจจัยทางชีววิทยา พันธุกรรม กระบวนการทางจิต และสภาพแวดล้อม เป็นความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ ไม่ต่างจากการเกิดเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแก้ไข
ดังนั้นสิ่งที่มักจะสร้างความเจ็บปวดให้กับ LGBTQ+ ไม่ใช่ที่ตัวตนของเขา แต่คือ แรงกดทับจากสังคมที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง และความเครียดที่มากกว่าคนรักต่างเพศ เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ในสังคม LGBTQ+ มักเผชิญกับการถูกตีตรา ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกคาดหวังให้ปิดบังตัวตน ความเครียดนี้สะสมจากเหตุการณ์และบรรยากาศในชีวิตประจำวัน แม้จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น แต่อาจผ่านการที่ต้องระวังคำพูด ระวังท่าทาง หรือคอยคาดเดาว่าคนรอบตัวจะยอมรับ LGBTQ+ หรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้ต้องใช้พลังใจอย่างมากในแต่ละวัน หากเกิดขึ้นบ่อยและต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และคุณภาพของชีวิต
“LGBTQ+ ไม่ควรต้องมีความสามารถมากกว่า ต้องตลกกว่า หรือต้องโดดเด่นกว่า เพียงเพื่อมีชีวิตธรรมดาเหมือนคนอื่น”
Pride Month จึงเป็นเดือนที่ LGBTQ+ ได้มีพื้นที่ในการแสดงตัวตน และได้รับรู้ว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยว การติดธงสีรุ้งหรือการมีขบวนพาเหรดเฉลิมฉลอง ไม่ได้แปลว่าคนในสังคมให้การยอมรับความแตกต่างหลากหลายอย่างแท้จริง Pride Month จึงควรเป็นมากกว่าการบอกว่า เรายอมรับความหลากหลาย แต่ควรเป็นการลงมือสร้างสังคมที่ยอมรับความหลากหลายได้อย่างแท้จริง
“การทนได้ ≠ การยอมรับ”
แล้วทำอย่างไรถึงจะสะท้อนการยอมรับได้อย่างแท้จริง?
การยอมรับอาจไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างในทันทีและไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ เราสามารถเริ่มได้จากชีวิตประจำวัน สร้างพื้นที่ปลอดภัยในบ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน ให้คนรู้สึกว่าเขาไม่ต้องซ่อนตัวตนเพื่อแลกกับความรัก โอกาส หรือความเคารพ
มาลองสำรวจตัวเองกันดูว่า เราทำได้มากน้อยแค่ไหน
- ฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่รีบสรุปว่า “เป็นแค่ช่วงหนึ่ง” “สับสน” “คิดไปเอง” หรือ “เดี๋ยวก็หาย”
- ไม่บังคับให้ใครเปิดเผยเพศวิถี การ coming out (เปิดเผยเพศวิถี) ควรเกิดขึ้นเมื่อเจ้าตัวรู้สึกพร้อมและปลอดภัย
- ไม่ใช้มุกล้อเลียนเรื่องเพศและอัตลักษณ์ การบอกว่า “แค่ล้อเล่นเอง” “แค่ขำ ๆ” หรือการตั้งใจหยอกเล่นแต่คำพูดบางอย่างทำให้คนรู้สึกเสียใจ รู้สึกไม่ดี ไม่ปลอดภัย เจตนาที่ดีไม่ได้ลบล้างความเสียใจที่เกิดขึ้นต่อคนฟัง
- ไม่ลดทอนตัวตนของ LGBTQ+ ให้เหลือแค่เรื่องเพศ เขาคือคนคนหนึ่งที่มีความชอบ ความสนใจ ความสามารถ ความฝัน ความสัมพันธ์ และคุณค่าเหมือนทุกคน
- ปฏิบัติต่อ LGBTQ+ เหมือนกับต่อคนรักต่างเพศ เขาไม่ได้มีอะไรแตกต่างเป็นพิเศษไปจากคนรักต่างเพศ ไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องแปลก
- กล้าทักท้วงเมื่อเห็นการเลือกปฏิบัติ การนิ่งเฉยอาจทำให้การเหยียดหรือล้อเลียน ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
- ยอมรับว่าตนเองอาจยังไม่เข้าใจทั้งหมดและพร้อมเรียนรู้ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกเรื่องในทันที แต่ควรเปิดใจและไม่ใช้ความไม่รู้เป็นเหตุผลในการทำร้ายคนอื่น
- ทำทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะเดือน Pride การยอมรับที่แท้จริงควรแสดงผ่านคำพูด การกระทำ นโยบาย และวัฒนธรรมในทุก ๆ วัน ไม่ใช่เฉพาะเดือนมิถุนายนที่จะไม่ล้อเลียนเรื่องเพศ
การลดการตีตรา เพิ่มความเข้าใจ การเคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน และการเห็นคุณค่าในตัวตนของคนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะมีเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศแบบใด คือการสร้างสังคมที่ปลอดภัยต่อทุกคนให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้เป็นตัวเองอย่างสง่างาม และเป็นการสร้างพื้นฐานของสุขภาพจิตที่ดี
บทความโดย
อาจารย์ ดร.รพินท์ภัทร์ ยอดหล่อชัย
อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ